3 November 2026

ตามหลักแล้วการนำ AI มาใช้ในการทำงาน ควรจะทำให้ทำงานได้เร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และประหยัดเวลา แต่ท่านผู้อ่านเคยรู้สึกไหมว่า เมื่อนำ AI มาใช้แทนที่งานจะน้อยลง มีเวลาว่างมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงกลับกลายเป็นงานมากขึ้น? ช่วงหลังเริ่มมีงานวิจัยหลายชิ้นที่สะท้อนให้เห็นว่า แม้ AI จะช่วยให้คนทำงานได้รวดเร็วขึ้น แต่ปริมาณงานที่ทำกลับไม่ได้ลดลง และในบางกรณีกลับเพิ่มมากขึ้น

ปรากฏการณ์นี้เรียกได้ว่าเป็น AI Productivity Paradox นั้นคือ เทคโนโลยีที่ควรจะช่วยให้ประหยัดเวลาในการทำงาน กลับอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มีงานต้องทำเพิ่มมากขึ้น คำถามที่น่าสนใจคือ เมื่อ AI ช่วยให้ประหยัดเวลาได้แล้ว เหตุใดจึงกลับทำงานมากกว่าเดิม?

เมื่อเดือนตุลาคม 2026 Jabra Research Institute ได้เผยแพร่ผลการศึกษาภายใต้ชื่อ WorkLife 2026: The New Shape of Work ซึ่งสำรวจพนักงานมากกว่า 6,000 คน จากหกประเทศ โดยศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงของการทำงานภายใต้การเข้ามาของ AI พบว่าพนักงานร้อยละ 85 ระบุว่า ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ตนเองมีปริมาณงานเพิ่มขึ้นอย่างน้อยหนึ่งอย่าง และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่ใช้ AI มากกับผู้ที่ใช้ AI น้อยหรือแทบไม่ได้ใช้ กลับพบว่ากลุ่มที่ใช้ AI มากมีสัดส่วนของผู้ที่แจ้งว่างานเพิ่มขึ้นสูงกว่าอย่างชัดเจน แสดงว่าผู้ที่ใช้ AI มากกลับมีแนวโน้มที่จะรายงานว่าตนเองทำงานเพิ่มขึ้น

อีกผลการศึกษาที่เผยแพร่ใน Harvard Business Review เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ภายใต้ชื่อ AI Doesn’t Reduce Work—It Intensifies It ได้ศึกษาการทำงานของพนักงานในบริษัทเทคโนโลยีแห่งหนึ่งของอเมริกาเป็นเวลาแปดเดือน และพบว่าเมื่อพนักงานใช้ AI เข้ามาช่วย พนักงานไม่ได้เพียงทำงานเดิมให้เร็วขึ้นเท่านั้น แต่ยังเริ่มขยายขอบเขตของงานที่ตนเองทำ ให้มากขึ้น รับผิดชอบงานที่หลากหลายมากขึ้น และในบางกรณีก็ขยายเวลาการทำงานออกไปด้วย สรุปได้ว่าการที่ AI ทำให้พนักงานสามารถทำงานได้ง่ายขึ้นและรวดเร็วขึ้น กลับกลายเป็นแรงกระตุ้นให้พนักงานทำงานเพิ่มมากขึ้น

ถ้าจะอธิบายสาเหตุเบื้องหลังของปรากฎการณ์​ AI Paradox ก็พออธิบายสาเหตุได้ใน 3 ประเด็น

1. เมื่อทำงานได้ง่ายขึ้น คนก็มีแนวโน้มที่จะทำงานมากขึ้น เนื่องจากในอดีต งานบางอย่างที่ไม่ได้ถูกทำไม่ใช่เพราะงานนั้นไม่มีประโยชน์ แต่เป็นเพราะต้องใช้เวลาและทรัพยากรมากเกินไป เช่นในฐานะผู้สอนหนังสือ จะไม่ถนัดในการทำสไลด์สวยๆ แต่เมื่อมี AI เข้ามาช่วย การทำสไลด์ให้ดูดีขึ้นจะไม่ได้เป็นเรื่องยากต่อไป ทำให้เริ่มอยากเห็นทางเลือกที่หลากหลายขึ้น เปรียบเทียบและทดลองมากขึ้น ดังนั้นเมื่อข้อจำกัดด้านเวลาและความยากในการทำงานลดลง คนก็มีแนวโน้มที่จะขยายขอบเขตของสิ่งที่ต้องการทำตามไปด้วย

2. เมื่อทำงานได้เร็วขึ้น ความคาดหวังก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เมื่อเริ่มนำ AI มาใช้ จะคาดหวังว่า AI จะช่วยให้สามารถทำงานเดิมได้รวดเร็วขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป ความรวดเร็วที่เพิ่มขึ้นอาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการทำงาน ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นจึงไม่ได้แปลว่าคนจะได้เวลาว่างกลับคืนมา แต่กลับกลายเป็นความคาดหวังใหม่ว่าคนควรจะทำงานได้เร็วขึ้นและมากขึ้นกว่าเดิม

3. AI ทำให้สามารถทำงานต่อไปได้เรื่อยๆ และจะไม่รู้ว่าเมื่อใดควรหยุด หลายงานไม่ได้มีจุดสิ้นสุดที่ชัดเจน เพราะจะมีโอกาสที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อีกเสมอ ในอดีตข้อจำกัดด้านเวลาและทรัพยากรทำให้ต้องตัดสินใจว่างานที่ทำอยู่ดีเพียงพอแล้วหรือไม่ แต่เมื่อมี AI ข้อจำกัดก็ลดลง AI สามารถช่วยปรับปรุงงาน สร้างทางเลือกใหม่ หรือเพิ่มเติมรายละเอียดได้อย่างต่อเนื่อง ปัญหาจึงเปลี่ยนจากเดิมที่ทำงานไม่ทัน มาเป็นการที่ไม่รู้ว่าเมื่อใดควรหยุดทำงาน

เหตุผลทั้งสามประการดังกล่าวสะท้อนถึงความย้อนแย้งที่ว่า เมื่อ AI ช่วยลดเวลาที่ต้องใช้ในการทำงานแต่ละชิ้น กลับทำให้เกิดแรงจูงใจและความคาดหวังที่จะทำงานเพิ่มขึ้น หากมองจากมุมนี้ AI Productivity Paradox จึงอาจไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะความสามารถในการทำงานที่เพิ่มขึ้นมักจะนำไปสู่โอกาสและความต้องการใหม่ ๆ อยู่เสมอ