จิตวิทยากับการเลือกของขวัญ

8 December 2018

 

พอใกล้ช่วงปีใหม่ หลายๆ ท่านก็จะวุ่นวายกับการเลือกของขวัญปีใหม่ให้กับผู้อื่น บางท่านก็มีการวางแผนอย่างดีคิดล่วงหน้ามาเป็นเดือนๆ และจัดการของขวัญทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก่อนถึงเดือนธันวาคม ขณะเดียวกันบางท่านก็ตัดสินใจและเลือกไม่ได้ซักที จนสุดท้ายก็ไม่ให้ของขวัญใครเลย ล่าสุดมีบทความหนึ่งในต่างประเทศที่เขาไปรวบรวมผลการศึกษาทางด้านจิตวิทยาเกี่ยวกับให้ของขวัญผู้อื่นมาไว้อย่างน่าสนใจ และอาจจะเป็นแนวทางสำหรับหลายๆ ท่านที่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะให้ของขวัญอะไรกับบุคคลอื่น

ได้มีการงานวิจัยศึกษาหลายชิ้นที่ระบุไว้ว่าผู้ให้จะมีความสุขกับการให้ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกกันว่า The joy of giving แต่จริงๆ ในมุมของผู้รับ การได้รับของขวัญที่เหมาะสมกับเป็นความสุขได้เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ความสุขในแง่ของการได้รับของ แต่เป็นความสุขและความรู้สึกดีที่ได้รับการระลึกถึง การให้ความสำคัญ จากผู้ให้ ซึ่งก็นำไปสู่การพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล ดังนั้นถ้ามองในมุมของผู้รับ การได้รับของขวัญมานั้น ไม่ใช่ประเด็นในเรื่องของการได้ของแต่เป็นประเด็นในเรื่องของการที่ผู้ให้ ได้ให้ความสำคัญและระลึกถึง เนื่องในโอกาสที่สำคัญ

สำหรับของที่จะให้นั้น ผลวิจัยชี้ให้เห็นมุมมองหนึ่งที่สำคัญ นั้นคือ ประโยชน์ของสิ่งที่ได้รับ มีความสำคัญมากกว่ามูลค่า การวิจัยได้ทดลองว่าระหว่างการให้ปากการาคาแพงแต่หนักและใหญ่ที่พกติดตัวได้ไม่สะดวก กับปากกาที่ราคาไม่แพงเท่า แต่เบา สามารถพกติดตัวและใช้ประโยชน์ได้ พบว่าผู้รับจะรู้สึกดี และรู้สึกใกล้ชิด กับผู้ที่ให้ปากกาที่เบาและพกพาได้มากกว่า ทั้งนี้เพราะการให้ของขวัญเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และถ้าเป็นของขวัญที่ผู้รับถูกใจ ก็ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลดีขึ้น

จากผลการวิจัยยังพบอีกด้วยว่า เวลาผู้ให้หาของขวัญให้กับผู้รับนั้น ผู้ให้มักจะมุ่งเน้นแต่ในด้านของความตื่นเต้นเมื่อผู้รับเห็น ได้รับ หรือ แกะห่อของขวัญ เรียกได้ว่าเน้นความตื่นเต้นระยะสั้นมากกว่าการหาของขวัญที่ก่อให้เกิดความสุขในระยะยาว (นึกภาพให้ของขวัญเด็ก ที่เด็กจะตื่นเต้นเมื่อแกะห่อของขวัญ แล้วหลังจากนั้นอีก 10 นาที ก็ทิ้งของขวัญนั้นไปอย่างไม่ใยดี) ซึ่งจริงๆ แล้ว ถ้าต้องการให้ของขวัญเป็นสื่อในการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้รับนั้น ผู้ให้ ควรจะเลือกของที่สร้างความสุขในระยะยาวมากกว่าเพียงแค่ความตื่นเต้นในระยะสั้น

นอกจากการให้เป็นของแล้ว งานวิจัยยังพบว่า การมอบประสบการณ์ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้รับเกิดความพอใจมากกว่าสิ่งของที่จับต้องได้ แต่อย่างไรก็ดีการมอบประสบการณ์นั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และความสนิทสนมระหว่างทั้งสองฝ่ายด้วย มีงานวิจัยที่พบว่า ถ้าไม่ได้รู้สึกสนิทสนมมาก ผู้ให้มักจะเลือกมอบสิ่งของที่จับต้องได้มากกว่า เนื่องจากทำให้ลดความเสี่ยงที่จะเลือกในสิ่งที่ผิด เพราะการจะมอบประสบการณ์ให้นั้น มักจะเหมาะสำหรับผู้ที่สนิทจริงๆ และมีงานวิจัยออกมาเพิ่มเติมว่า ยิ่งถ้าเป็นคนสนิทกันจริงๆ ยิ่งถ้าเป็นประสบการณ์ที่ไม่ธรรมดา ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายยิ่งใกล้ชิดกันไปอีก

สุดท้ายการให้ของขวัญนั้น จะต้องให้ด้วยความจริงใจ ไม่ใช่เพราะมีเจตนาแอบแฝงหรือหวังผลใดๆ เนื่องจากถ้าผู้รับคิดว่าผู้ให้มีเจตนาแอบแฝง หรือ ทำให้ผู้รับรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ ผู้รับจะไม่เกิดความรู้สึกที่ดีกับผู้ให้ ไม่ว่าของที่ให้นั้นจะน่าสนใจหรือมีมูลค่ามากน้อยเพียงใด จากงานวิจัยพบว่าความเต็มใจของผู้รับในการได้รับของขวัญนั้นส่งผลต่อความสุขของผู้รับมากกว่ามูลค่าของตัวของที่ได้รับ ดังนั้นถ้าอยากจะให้ผู้รับมีความสุขจริงๆ การมอบของขวัญที่มีเจตนาแอบแฝง เช่นการหวังผลประโยชน์ใดๆ ในอนาคต จึงไม่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง

โดยสรุปการเลือกมอบของขวัญนั้นไม่ยากครับ ให้ระลึกว่าของขวัญเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล โดยเน้นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ก่อให้เกิดความสุขในระยะยาว และให้ด้วยความจริงใจ ไม่ใช่เพราะมีเจตนาแอบแฝง

จิตวิทยาของการ ลดราคา

11 November 2018

 

ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นสวรรค์ของนักช้อปจำนวนมาก เนื่องจากเทศกาลลดราคาครั้งมโหฬาร หลักๆ มาจากการเปิดตัวของห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่ และ เหตุกาณ์ของวันที่ 11 เดือน 11 ที่ไม่เพียงแต่เว็บขายของจะกระหน่ำลดราคาอย่างมากมาย ห้างสรรพสินค้าต่างๆ ก็ต่างแย่งชิงกันจัดแคมเปญเพื่อดึงดูดนักซื้อของให้มาเข้าห้างตนเอง ยังไม่นับธุรกิจอื่นๆ ที่อาศัยจังหวะดีๆ ของวันที่ 11 เดือน 11 ประกาศลดราคากันบ้าง ทั้งสถานเสริมความงาม หรือ สถาบันเรียนพิเศษ และเชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายๆ ท่าน คงได้มีโอกาสซื้อสินค้าและบริการในช่วงของการลดราคาที่ผ่านมา ซึ่งนักจิตวิทยาได้วิเคราะห์ไว้ว่า สาเหตุสำคัญที่คนมักจะต้องเสียเงินซื้อสินค้าหรือบริการด้วยเหตุผลหลักๆ อยู่ไม่กี่ประการ

ประการแรกคือ กลัวพลาด หรือ ที่เรียกกันย่อๆ ว่า FOMO (ย่อมาจาก Fear of Missing Out) เกิดขึ้นจากการลดราคาสินค้าและบริการนั้น จะทำเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ หรือ จนกว่าของจะหมด ดังนั้นเมื่อมีการลดราคาเกิดขึ้น คนก็มักจะกลัวว่าถ้าไม่ได้ซื้อสินค้าหรือบริการที่ลดราคาอยู่ และรอต่อไปภายหน้า ก็ไม่รู้ว่าจะมีการลดราคาอีกหรือไม่ หรือ จะลดมากเท่าครั้งนี้หรือไม่ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเวลาที่มีการลดราคาสินค้านั้น สินค้าหลายๆ ชิ้นที่ซื้อมาอาจจะไม่มีความจำเป็นในปัจจุบัน เพียงแต่ผู้ซื้อกลัวพลาด และจะไม่ได้สินค้าชิ้นดังกล่าวในราคานี้อีกในอนาคต

บริษัทที่ขายสินค้าหรือบริการออนไลน์จำนวนมาก จึงได้นำหลักเรื่องของ FOMO มาใช้ในการดึงดูดให้คนรีบกดปุ่มซื้อหรือจองบริการ โดยการบอกในหน้าเว็บเลยว่าสินค้าเหลืออีกกี่ชิ้น หรือ ในขณะนี้มีคนอื่นเข้ามาดูสินค้าหรือห้องพัก (กรณีของโรงแรม) อยู่พร้อมๆ กับท่านอีกกี่คน ทั้งหมดนี้ เพียงเพื่อกระตุ้นให้กดเพื่อรีบทำการตัดสินใจซื้อให้เร็วขึ้น มิฉะนั้นอาจจะพลาดได้

ประการที่สองคือ การแข่งขัน เนื่องจากการซื้อของลดราคานั้น ไม่ใช่เพียงแค่แข่งขันกับนักช้อปคนอื่น (ในกรณีที่สินค้ามีน้อยชิ้น) แต่ยังเป็นการแข่งขันกับห้างหรือร้านค้าที่จัดโปรโมชั่นด้วย ยิ่งในปัจจุบันห้างสรรพสินค้าส่วนใหญ่ชอบที่จะจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้าร่วมกับบัตรเครดิตต่างๆ ทำให้โมเดลการลดราคานั้นมีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นปัจจุบันนักช้อปจำนวนมากมักจะทำการบ้าน ศึกษาโปรโมชั่น โหลดแอพ แลกแต้มให้พร้อมก่อนที่จะมาซื้อของ และทุกคนก็ต่างหวังที่จะได้รับประโยชน์จากแคมเปญที่ห้างสรรพสินค้าจัดให้ได้มากที่สุด บางห้างในบางเทศกาลนั้น ถ้าผู้ซื้อที่เก่งๆ จะได้สิทธิประโยชน์ถึง 6-7 ต่อทีเดียว ทั้งจากการสะสมแต้ม บัตรเครดิต คูปอง sms เครือข่ายโทรศัพท์ ฯลฯ ดังนั้นนักซื้อบางท่าน เมื่อถึงเทศกาลลดราคา จึงมีความรู้สึกเหมือนเข้าสู่สนามแข่งขัน และเป้าหมายนั้นเป็นการทำให้ได้ส่วนลดมากที่สุดที่จะทำได้ ไม่ใช่การซื้อสินค้าอีกต่อไป

ประการที่สาม คือ การให้ความสำคัญกับการประหยัดมากกว่าการจ่ายเงิน ทั้งนี้เมื่อเกิดการลดราคาเกิดขึ้น ความรู้สึกที่มักจะเกิดขึ้นกับนักช้อปทั้งหลาย คือ ตนเองสามารถที่จะประหยัดเงินได้เท่าไร (โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับซื้อสินค้าในราคาปกติ) มากกว่าเงินที่จ่ายออกไป ดังนั้นความรู้สึกของการได้ประหยัดเงิน จึงกลายเป็นจุดอ่อนที่สำคัญที่ร้านค้าใช้ในการดึงดูดให้ลูกค้าซื้อสินค้าและบริการ โดยจะโฆษณาโดยเน้นในมูลค่าที่ลูกค้าประหยัดได้มากกว่าเงินที่จะต้องจ่ายไป

สาเหตุทั้งสามประการ ทำให้เมื่อซื้อสินค้าในช่วงลดราคาเสร็จสิ้นแล้ว ความสำเร็จที่รู้สึกได้ ไม่ใช่การได้สินค้าหรือบริการมาในครอบครอง แต่เป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นเนื่องจาก การไม่พลาดโอกาสลดราคาที่สำคัญ สามารถเอาชนะแคมเปญที่ห้างออกมา และมีความรู้สึกว่าเกิดการประหยัด

ด่วน หรือ สำคัญ ทำอะไรก่อนกัน?

22 July 2018

ท่านผู้อ่านเคยมีความคิดว่าอยากจะทำสิ่งต่างๆ เต็มไปหมด จนถึงขั้นจดลงเป็นข้อๆ เลยว่าจะทำอะไรบ้าง แต่สุดท้ายก็พบว่าสิ่งที่ได้รับความสนใจและลงมือทำจริงๆ มักจะเป็นสิ่งที่ด่วน มากกว่าสิ่งที่สำคัญ งานใดก็ตามที่ด่วน (ถึงแม้อาจจะไม่สำคัญ) มักจะได้รับความเอาใจใส่มากกว่างานที่สำคัญ (แต่ไม่ได้ด่วน) ดังนั้นเมื่อถึงตอนสิ้นสุดของแต่ละวันหรือสัปดาห์ท่านอาจจะมีความรู้สึกว่าได้ทำงานเสร็จไปมากมายหลายอย่าง แต่ขณะเดียวกันก็จะมีความรู้สึกลึกๆ ซ่อนอยู่ว่ายังมีงานที่สำคัญอีกหลายอย่างที่ควรจะทำแต่ไม่ได้ทำเสียที

ปรากฎการณ์ข้างต้นไม่ใช่สิ่งที่แปลกเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทั่วไปถึงขั้นมีการตั้งชื่อว่าเป็น Urgency Effect ซึ่งเกิดขึ้นจากสมองของเราจะสั่งการหรือให้ความสำคัญกับความสำเร็จในระยะสั้นมากกว่าผลลัพธ์ที่จะได้รับในระยะยาวดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเมื่อทำงานเฉพาะหน้าสำเร็จเราจะรู้สึกดีขณะที่งานที่จะต้องใช้เวลานานในการที่จะทำให้สำเร็จ (ซึ่งถึงแม้จะมีความสำคัญ) กลับไม่ได้รับความสนใจจากสมองเท่าไร

ล่าสุดมีงานวิจัยที่ลงในวารสาร Journal of Consumer Research เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาศึกษาวิจัยถึงปรากฎการณ์ Urgency Effect และพบข้อมูลสนับสนุนว่าคนจะทำในสิ่งที่ไม่มีความสำคัญแต่มีความเร่งด่วน (เช่นการมีระยะเวลาหรือกำหนดการ) มากกว่าสิ่งที่มีความสำคัญแต่ไม่มีกรอบระยะเวลากำหนดไว้ทั้งๆที่ผลของการทำงานที่ไม่มีความสำคัญแต่ด่วนนั้นเมื่อเทียบในแง่ของความสำคัญผลกระทบหรือประโยชน์ที่ได้รับจะเทียบกับงานที่สำคัญแต่ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาไว้ไม่ได้เลย

นอกจากนี้งานวิจัยข้างต้นยังพบอีกว่ายิ่งถ้างานที่ไม่สำคัญแต่ด่วนนั้นเป็นงานเล็กๆที่สามารถทำได้เสร็จโดยเร็วจะยิ่งได้รับความสำคัญหรือความสนใจมากกว่างานที่สำคัญที่ไม่มีกรอบระยะเวลาและเป็นงานที่ใหญ่กว่า

อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐที่ชื่อ Dwight Eisenhower ได้เคยกล่าวประโยคหนึ่งที่น่าสนใจไว้ว่า ‘What is important is seldom urgent and what is urgent is seldom important’ หรือพอจะแปลเป็นได้ว่าสิ่งที่สำคัญมักจะไม่ด่วนส่วนที่ด่วนนั้นมักจะไม่สำคัญเลยได้มีการนำหลักการดังกล่าวพัฒนาต่อเป็นตาราง 2×2 ขึ้นมาโดยเรียกว่า Eisenhower Box โดยแกนหนึ่งเป็นสำคัญและไม่สำคัญส่วนอีกแกนเป็นด่วนและไม่ด่วนดังนั้นก็จะเกิดช่องขึ้นมา 4 ช่องโดยช่องแรกคือสำคัญและด่วน (เป็นสิ่งที่จะต้องทำทันที) ช่องสองคือสำคัญแต่ไม่ด่วน (สิ่งที่ปรากฎในช่องนี้จะต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าจะทำเมื่อไร) ช่องสามคือไม่สำคัญแต่ด่วน (อาจจะมอบหมายให้ผู้อื่นทำแทนได้) และช่องสุดท้ายคือไม่สำคัญและไม่ด่วน (อาจจะไม่ต้องสนใจไปเลย)

ท่านผู้อ่านลองวาด Eisenhower Box  ของท่านดู และลองใส่กิจกรรมหรือสิ่งที่จะต้องทำลงในทั้งสี่ช่อง ตัวอย่างเช่น การออกกำลังกาย ก็ควรจะอยู่ในช่องที่สอง คือ สำคัญแต่ไม่ด่วน (จึงมักจะถูกละเลยหรือผลัดวันประกันพรุ่ง) นอกจากนี้ยังจะพบอีกว่ากิจกรรมที่ปรากฎอยู่ในช่อง ด่วน มักจะเป็นสิ่งที่ไม่ได้มีความสำคัญ ส่วนสิ่งที่มีความสำคัญมักจะตกอยู่ในช่อง ไม่ด่วน

เมื่อเราทราบแล้วว่าสมองของเรามักจะพอใจกับความสำเร็จระยะสั้นที่ทำได้ง่าย (ด่วนแต่ไม่สำคัญ) วิธีการแก้ไขก็ไม่ยากนั้นคือสิ่งที่มีความสำคัญแต่ไม่ด่วนจะต้องได้รับการแตกออกมาเป็นงานหรือกิจกรรมเล็กๆที่มีระยะเวลากำหนดให้แน่นอนเพราะพอถูกแตกเป็นกิจกรรมย่อยแล้วความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าและพอมีระยะเวลามากำกับแล้วก็จะกลายเป็นสิ่งที่ด่วนขึ้นมาสุดท้ายงานที่สำคัญแต่ไม่ด่วนและมีขนาดใหญ่ก็ย่อมสามารถที่จะถูกทำให้สำเร็จได้

ปัญหาของคนฉลาด

14 January  2018

ในสังคมประเทศไทยมีคนที่ฉลาดอยู่มากมาย คนฉลาดเหล่านี้บางท่านก็ประสบความสำเร็จสมกับความฉลาดที่เป็นทุนที่ติดตัวมา ขณะเดียวกันเราก็เห็นคนฉลาดจำนวนไม่น้อยที่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรหรือ บางคนที่เคยประสบความสำเร็จมาก่อนก็ล้มเหลว คนที่ฉลาดนั้นมักจะมีคุณสมบัติทางสติปัญญาที่ดีและโดดเด่นกว่าผู้อื่นอย่างชัดเจน แต่ขณะเดียวกันคุณสมบัติดังกล่าวก็อาจจะทำให้คนๆ นั้นประสบกับปัญหาหลายๆ ประการที่ตัวเองไม่รู้ตัวได้ 

คนฉลาดมักจะรู้ตัวเองดีกว่ามีสติปัญญาที่ดีกว่าปกติไม่ว่าจะมาจากผลการเรียนหรือเหตุการณ์รอบๆตัวที่เกิดขึ้นคนฉลาดมักจะชอบใช้สติปัญญาของตัวเองในการคิดวิเคราะห์เรื่องราวต่างๆอยู่ตลอดเวลาแต่ในหลายๆสถานการณ์การคิดมากเกินไปนั้นก็มักจะนำไปสู่ปัญหาที่พบได้บ่อยๆนั้นคือการคิดและวิเคราะห์ที่มากจนเกินไปแบบที่ฝรั่งชอบเรียกว่า paralysis by analysis ซึ่งการคิดและวิเคราะห์ที่มากนั้นในสถานการณ์ที่มีความสลับซับซ้อนก็เป็นสิ่งที่เหมาะสมแต่ในบางสถานการณ์ที่ไม่ซับซ้อนและต้องการความเร็วการคิดและวิเคราะห์ที่มากเกินก็อาจจะเป็นข้อเสียได้

นอกจากนี้การที่คนฉลาดชอบคิดและวิเคราะห์นั้นก็มักจะทำให้คนเหล่านี้พยายามผูกเรื่องราวหรือตั้งสมมติฐานต่างๆขึ้นมาจากข้อมูลที่มีอยู่เนื่องจากคนเหล่านี้จะพยายามที่มองความสัมพันธ์ระหว่างเรื่องราวต่างๆอยู่แล้วสุดท้ายก็มักจะนำไปสู่การสร้างเรื่องราวต่างๆหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “มโน” ขึ้นมาซึ่งก็มีทั้งถูกต้องบ้างหรือไม่ถูกต้องบ้าง

ปัญหาอีกประการหนึ่งของคนฉลาดคือเรื่องการสื่อสารเนื่องจากตนเองฉลาดคิดได้เร็วคิดได้ละเอียดกว่าผู้อื่นดังนั้นเมื่อต้องการสื่อสารอะไรก็แล้วแต่ก็มักจะสื่อสารภายใต้ข้อสมมติฐานว่าคนอื่นจะมีพื้นฐานหรือระดับความสามารถในการคิดเท่าเทียมกับตนเองดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมหลายๆครั้งเราถึงมักจะฟังพวกคนที่ฉลาดคุยไม่รู้เรื่องซึ่งไม่ได้เกิดจากระดับสติปัญญาที่แตกต่างกันแต่เนื่องจากคนฉลาดมักจะสื่อสารโดยคิดว่าผู้อื่นคิดเหมือนตนเอง

ผู้ที่ฉลาดและประสบความสำเร็จด้วยนั้นจะบ่มเพาะนิสัยอย่างหนึ่งขึ้นมานั้นคือความมั่นใจในตัวเองเนื่องจากรู้ว่าตัวเองมีสติปัญญาที่ดีขนาดเดียวกันประสบการณ์ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสติปัญญาที่ดีนั้นทำให้ตนเองประสบความสำเร็จดังนั้นจึงทำให้คนเหล่านี้มีความเชื่อมั่นและมั่นใจในตนเองในระดับที่สูงซึ่งความมั่นใจเป็นสิ่งที่ดีแต่มักจะมีปัญหาเกิดขึ้นคือความมั่นใจเหล่านี้ทำให้คนฉลาดที่ประสบความสำเร็จไม่ค่อยเปิดใจรับฟังผู้อื่น (โดยเฉพาะคนที่ตนเองมองว่าไม่ฉลาดหรือไม่เก่งเท่า)

นอกจากนี้ความมั่นใจในตนเองที่สูงเกินไปอาจจะส่งผลเสียต่อคนฉลาดเหล่านี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าความเชื่อมั่นนั้นถูกต่อเติมไปสู่ระดับของความยึดมั่นถือมั่นที่นอกจากจะไม่รับฟังผู้อื่นแล้วยังคิดว่าตนเองถูกเสมอไปและยิ่งถ้าไปผูกกับการคิดมากและชอบตั้งสมมติฐาน (หรือมโน) แล้วความฉลาดและความสำเร็จที่เกิดขึ้นแทนที่จะเป็นข้อดีก็อาจจะส่งผลเสียต่อบุคคลผู้นั้น

ใช่ว่าคนฉลาดทุกคนจะประสบกับปัญหาตามที่เขียนมาข้างต้นเสียหมดผมได้มีโอกาสพบพูดคุยและทำงานร่วมกับผู้ที่ฉลาดคิดเก่งคิดไวจำนวนมากที่ไม่ได้ประสบกับปัญหาข้างต้นซึ่งจากที่สังเกตพบว่าคุณสมบัติสำคัญของคนฉลาดท่ีประสบความสำเร็จและไม่ได้มีปัญหานั้นคือความถ่อมตัวซึ่งความถ่อมตัวนี้จะทำให้คนฉลาดจำนวนมากพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นความถ่อมตัวช่วยทำให้คนฉลาดไม่ได้คิดว่าตัวเองรู้ไปหมดทุกเรื่องหรือสามารถที่จะคิดแก้ปัญหาได้ทุกเรื่องทำให้คนฉลาดที่ถ่อมตัวนั้นไม่ไปคิดหรือวิเคราะห์หรือมโนกับสถานการณ์ต่างๆจนมากเกินไปและคนฉลาดที่ถ่อมตัวนั้นจะเป็นผู้ที่มีความมั่นใจในตนเองแต่เป็นความมั่นใจที่อยู่ในระดับที่พอดีไม่ได้ก้าวไปสู่ขั้นของความยึดมั่นถือมั่น 

ลองสังเกตคนทำงานรอบๆตัวท่านดูนะครับจะพบคนฉลาดมากมายเขาเหล่านั้นเป็นคนฉลาดแบบไหน?

Workaholics กับ Work Engagement

11 February 2018

ท่านผู้อ่านเป็นคนบ้าทำงานหรือรู้จักใครที่บ้าทำงาน จนถึงขั้นที่ฝรั่งเรียกว่าเป็น Workaholics หรือ Work Addiction ที่พอแปลเป็นไทยได้ว่าเป็นโรคเสพติดการทำงานบ้างไหม? ถ้านึกไม่ออกว่าอาการเสพติดการทำงานเป็นอย่างไร ลองนึกเปรียบเทียบกับอาการเสพติดอื่นๆ ก็ได้ นั้นคือเป็นอาการที่อยากและต้องการจะทำงานตลอดเวลา และอีกทั้งมีความรู้สึกจะต้องทำงานตลอดเวลา หยุดไม่ได้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าการทำงานที่มากเกินไป จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ ความสัมพันธ์ทางสังคม และความสัมพันธ์ในครอบครัว

การทำงานตลอดเวลาการทำงานติดต่อกันเป็นระยะเวลายาวนานไม่ได้พักผ่อนหรือไม่มีวันหยุดเป็นที่รับรู้กันว่าจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของตนเองและความสัมพันธ์กับคนรอบตัว

อย่างไรก็ตามมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Academy of Management Discoveries ที่ค้นพบว่าจริงๆแล้วการทำงานหนักจนถึงขั้นเสพติดกับงานนั้นมีระดับของการส่งผลเสียต่อสุขภาพที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกประการคือ Work Engagement หรือความผูกพันและมุ่งมั่นในงาน

กลุ่มคนที่ทำงานหนักทำงานนานและมีโอกาสสูงที่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพนั้นจะเป็นพวกที่ขาดความผูกพันและมุ่งมั่นในการทำงานคนกลุ่มนี้มักจะพวกที่มีอาการหดหู่มีปัญหาในการนอนหลับและมีความเสี่ยงต่อปัญหาในด้านสุขภาพต่างๆขณะเดียวกันถ้าคนทำงานเป็นผู้ที่มีความผูกพันความมุ่งมั่นในการทำงาน (หรือจะเรียกเป็นไทยคือทำงานด้วยใจรัก) จะพบว่าการทำงานอย่างหนักและทำงานนานนั้นจะมีโอกาสน้อยกว่าที่ผลของการทำงานหนักจะส่งผลต่อสุขภาพ

งานวิจัยชิ้นนี้ต้องการชี้ให้องค์กรต่างๆเห็นว่าถ้าผู้บริหารขององค์กรสามารถทำให้พนักงานเกิดความผูกพันความมุ่งมั่นและมีใจที่จะทำงาน (work engagement) ประกอบกับถ้าพนักงานทุ่มเทให้กับการทำงานอย่างหนักย่อมจะส่งผลท่ีดีกับองค์กรโดยไม่ได้ส่งผลเสียให้กับพนักงานอย่างมากมายเท่าที่เคยกังวลกันมาในอดีต

สิ่งที่ผู้ที่มีอาการเสพติดการทำงานควรจะถามตัวเองตลอดก็คือ “อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ต้องทำงานหนัก? เป็นเพราะมีใจรักในงานที่ทำทำงานหนักเพราะอยากจะเห็นผลงานของตนเองและเห็นองค์กรดีขึ้น?” ถ้าคำตอบคือใช่ก็ยังสามารถทำงานแบบเดิมต่อไปได้ (แต่ต้องระวังเรื่องการพักผ่อนสุขภาพและความสัมพันธ์ด้วย) แต่ถ้าคำตอบคือไม่ใช่ยิ่งจะต้องระวังว่าการทำงานที่หนักและนานนั้นมีสิทธิ์ที่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพได้อย่างง่ายดาย

อย่างไรก็ดีความยากไม่ใช่การทำให้พนักงานทำงานนานขึ้นหรือทำงานในวันหยุดแต่เป็นการทำให้พนักงานเกิดความผูกพันและมุ่งมั่นกับการทำงานปัจจุบันองค์กรขนาดใหญ่เกือบทุกแห่งจะมีการทำ engagement survey  และผลออกมานั้นผู้บริหารก็มักจะพบว่าพนักงานของตนเองไม่ได้มี work engagement มากเท่าที่ผู้บริหารคิดหรือต้องการ ซึ่งก็มีงานวิจัยหลายๆ ชิ้นที่มักจะชี้ออกมาตรงกันว่าสาเหตุหลักที่ทำให้พนักงานเกิดอาการ Disengagement นั้นก็คือมาจากตัวผู้บริหารนั้นเอง (ซึ่งผู้บริหารส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ค่อยรู้ตัว) โดยสาเหตุนี้ยังครอบคลุมถึงพฤติกรรม รูปแบบและสไตล์การบริหารของตัวผู้บริหารอีกด้วย

นอกจากปัญหาที่ตัวผู้บริหารและวิธีการบริหารแล้วสาเหตุอื่นๆที่ทำให้เกิด Disengagement ก็มักจะหนีไม่พ้นเรื่องของการไม่มีโอกาสในการพัฒนาและเติบโตการขาดการสื่อสารระหว่างผู้บริหารกับพนักงานอย่างเพียงพอการขาดแรงจูงใจในการทำงานปัญหาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานหรือผู้บังคับบัญชาระดับต้นหรือแม้กระทั่งความรู้สึกที่ไม่ได้รับความเท่าเทียมหรือความสำคัญในที่ทำงานเป็นต้น

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการทำงานหนักถึงขั้นเป็นอาการเสพติดการทำงานนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพตนเองและกับคนรอบข้างเท่าใดแต่ยิ่งถ้าพนักงานขาดความผูกพันในที่ทำงานและยังต้องทำงานหนักและทำงานนานอีกยิ่งจะมีโอกาสส่งผลเสียต่อสุขภาพมากขึ้นไปอีกดังนั้นก็กลับมาที่ประเด็นสำคัญครับคือผู้บริหารจะต้องทำให้พนักงานเกิดความผูกพันความมุ่งมั่นในการทำงานหรือที่เรียกว่า Work Engagement ให้ได้

การทำงาน กับ ปัญหาสุขภาพ

10 April 2018

ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าปัญหาด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นกับเรานั้น ส่วนหนึ่งเกิดมาจากสถานที่ทำงาน หรือถ้าพูดอีกมุมหนึ่งคือ สถานที่ทำงานนั้นกำลังจะทำลายสุขภาพเราลงอย่างช้าๆ มีบทความที่ปรากฎใน Stanford Insight ที่ระบุว่า The workplace is killing people and nobody cares โดยในบทความดังกล่าวได้อ้างผลวิจัยหลากหลายที่ระบุว่าอาการป่วยของคนทำงานจำนวนมากในอเมริกานั้น จะมาจากโรคเรื้อรังต่างๆ อาทิเช่น เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด 

สาเหตุที่สำคัญประการหนึ่งของโรคเรื้อรังเหล่านี้มาจากความเครียดและสาเหตุสำคัญของความเครียดก็มาจากสถานที่ทำงานนั้นเองดังนั้นถ้านำทุกอย่างมาเชื่อมโยงกันก็จะเห็นว่าสถานที่ทำงานมักจะก่อให้เกิดความเครียดความเครียดนำไปสู่โรคเรื้อรังและโรคเรื้อรังเป็นสิ่งที่บ่อนทำลายสุขภาพของเราจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมในปัจจุบันเราถึงเห็นการเติบโตของ Gig economy ที่คนไม่ทำงานประจำแต่ทำงานตามที่ตนเองต้องการหรือเห็นคนทำงานที่ยังไม่ถึงวัยเกษียณหลายคนยินดีที่จะเกษียณตนเองจากการทำงานประจำแล้วหันมาทำงานในลักษณะที่เป็นอิสระมากขึ้น

ความเครียดในการทำงานนั้นมักจะมาจากทั้งปัจจัยที่เห็นได้ชัดเจนเช่นความขัดแย้งหรือความมุ่งมั่นตั้งใจและจากปัจจัยที่หลบซ่อนและเป็นภัยเงียบที่มองไม่เห็นอีกหลายประการอาทิเช่น 

ความไม่สมดุลระหว่าง Demand และ Control ก็เป็นบ่อเกิดหนึ่งของความเครียดซึ่งก็คือการที่ได้รับความคาดหวังหรือถูกเรียกร้องเยอะ (Demand สูง) แต่ขาดอิสระหรือความสามารถในการควบคุมต่อผลผลิตหรือความสำเร็จของงาน (Control น้อย)

ตัวอย่างของความไม่สมดุลระหว่าง Demand และ Control นั้นจะพบได้ทั่วไปเช่นเมื่อเจ้านายมอบหมายงานให้ทำโดยคาดหวังความสำเร็จชั้นเลิศแต่กลับไม่ได้ให้อำนาจหน้าที่หรือเครื่องมือที่พร้อมที่จะทำให้งานดังกล่าวสำเร็จก็เปรียบเสมือนมี Demand ที่สูงแต่มี Control ที่ต่ำ

ยังมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าถ้าบุคลากรมีความรู้สึกว่าความพยายามในการทำงานของตนเองนั้นไม่ได้รับผลลัพธ์ที่เหมาะสมแล้วก็จะนำไปสู่ความเครียดได้เช่นเดียวกันเช่นเมื่อตั้งใจทุ่มเทและพยายามให้กับงานอย่างเต็มที่แต่สุดท้ายงานก็ไม่ประสบความสำเร็จแถมยังถูกดุจากผู้บังคับบัญชาอย่างไร้เหตุผล

นอกเหนือจาปัญหาเรื่องของความเครียดจากสถานที่ทำงานและสุขภาพแล้วยังมีงานวิจัยอื่นๆที่แสดงให้เห็นว่าการทำงานที่หนักและมากเกินไปสามารถนำไปสู่การบาดเจ็บในการทำงานอาการติดสุราหรือแม้กระทั่งน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น (ขัดกับความเชื่อแต่โบราณที่คิดว่าทำงานหนักแล้วจะผอม) อีกทั้งยังมีงานวิจัยที่พบว่าความขัดแย้งระหว่างชีวิตการทำงานกับชีวิตครอบครัว (เช่นทำงานจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว) ยังนำไปสู่ปัญหาอีกหลายๆอย่างทั้งอาการหดหู่ (Depression) กระวนกระวายจิตไม่ปกติรวมถึงปัญหาทางด้านสุขภาพด้วย

ในสหรัฐมีการประมาณไว้ว่าสถานที่ทำงานที่ไม่เอื้อต่อสุขภาพหรือ unhealthy workplace นั้นมีส่วนสำคัญที่ต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตที่ไม่จำเป็นกว่า 1 แสนราย (การเสียชีวิตที่มาจากการทำงานหรือโรคและความเครียดที่มาจากที่ทำงาน) รวมทั้งนำไปสู่ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่สูงมาก

ที่เขียนมาทั้งหมดไม่ใช่ว่าจะยุให้ทุกท่านเลิกทำงานและกลับไปอยู่ที่บ้านแต่ผู้บริหารองค์กรสามารถที่จะออกแบบสภาวะแวดล้อมในการทำงานวัฒนธรรมองค์กรรวมทั้งการสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ไม่เป็นพิษต่อสุขภาพของบุคลากรไม่ว่าจะเป็นการทำให้ไม่เกิดความเครียดที่ไม่จำเป็นหรือการทำให้บุคลากรได้มีชีวิตที่สมดุลทั้งระหว่างการทำงานครอบครัวการพักผ่อนและสุขภาพซึ่งผลดีย่อมไม่ได้เกิดขึ้นต่อสุขภาพของบุคลากรเพียงด้านเดียวแต่ก็ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายทั้งด้านการรักษาพยาบาลและค่าเสียโอกาสที่เกิดขึ้นจากพนักงานหยุดงานอีกด้วยดังนั้นเรามาทำให้ที่ทำงานของเราเป็น healthy workplace กันเถอะครับ

กลยุทธ์การเอาชนะโปรโมชั่น

23 June 2018

ในปัจจุบันทั้งธนาคารและห้างสรรพสินค้า ต่างก็พยายามออกโปรโมชั่นต่างๆ มาดึงดูดลูกค้าเพื่อให้ใช้บัตรเครดิตและซื้อของจากห้างของตนเองมากขึ้น ทั้งการลดราคา การสะสมแต้ม การจ่ายผ่าน QR Code หรือการจัดโปรโมชั่นร่วมกันระหว่างห้างสรรพสินค้ากับธนาคาร อย่างไรก็ดีปัญหาหนึ่งที่ผู้บริโภคทั่วๆ ไปประสบก็คือความสับสนในบรรดาโปรโมชั่นที่มีอยู่ และจากความสับสนดังกล่าวทำให้ในหลายครั้งหลาย สถานการณ์ จึงไม่ได้ใช้สิทธิประโยชน์จากโปรโมชั่นเหล่านั้นอย่างเต็มที่ 

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสติดตามผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งซึ่งมีความเชี่ยวชาญและชำนาญในการซื้อของและใช้ประโยชน์จากโปรโมชั่นของบรรดาโปรโมชั่นที่ห้างสรรพสินค้าและธนาคารมีอยู่ซึ่งสุดท้ายพบว่าผู้เชี่ยวชาญท่านนี้จ่ายเงินไปเพียงแค่ 55% ของราคาสินค้าที่ซื้อมาลองมาติดตามกันนะครับ

ผู้เชี่ยวชาญเริ่มต้นจากการขึ้นไปซื้อเสื้อผ้าก่อนซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือได้กางเกง 3 ตัวและเสื้อสูท 1 ตัวในราคาเพียงแค่ 50% ของราคาป้ายที่ติดไว้โดยสินค้ายี่ห้อนี้กำลังมีโปรโมชั่นว่าถ้าซื้อ 3 ชิ้นขึ้นไปลด 25% แต่เท่านั้นยังไม่พอที่ห้างที่ไปนั้นถ้านำคะแนนสะสมของบัตรสมาชิกห้างมาใช้เท่ากับยอดซื้อก็จะลดต่ออีก 18% และถ้าใช้แต้มจากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการเท่ากับยอดซื้อก็จะลดต่อไปอีก 18% เบ็ดเสร็จจ่ายเงินไปเพียงแค่ 50% ของราคารป้ายที่ติดไว้เท่านั้น

จากนั้นก็ไปดูเครื่องสำอางซึ่งจากการซื้อสินค้า 3-4 ชิ้นก็จ่ายเงินไปเพียงแค่ 55% ของราคาป้ายเนื่องจากทางห้างมีโปรโมชั่นลดราคาสินค้าเครื่องสำอาง 10% จากนั้นใช้วิธีเดียวกับเสื้อผ้านั้นคือคะแนนสะสมของบัตรสมาชิกห้างมาลดอีก 18%  และใช้แต้มจากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการก็ลดต่ออีก 18% แถมพอตัดสินใจจะซื้อก็ยังไม่รีบจ่ายเงิน เพราะพบว่าถ้ารออีกครึ่งชั่วโมงจะเข้าสู่ช่วง Happy Hour ที่ห้างกำหนดไว้ ดังนั้นเมื่อมาชำระเงินจริงๆ ก็ทำให้ได้รับบัตรกำนัลอีก 400 บาท ทำให้สุดท้ายชำระเงินไปเพียง 40% ของราคาป้ายเท่านั้น

มาปิดท้ายที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตกันหลังจากเลือกของได้แล้วผู้เชี่ยวชาญก็บอกว่าทางห้างเขามีกิจกรรมร่วมกับธนาคารแห่งหนึ่งว่าถ้านำสินค้ามูลค่า 500 บาทไปชำระเงินผ่านระบบ QR Code จะได้รับเงินคืน 100 บาทจึงได้เลือกหยิบของชิ้นหนึ่งราคา 500 กว่าๆมาชำระด้วย QR Code ส่วนสินค้าอื่นๆก็ชำระปกติแต่ก็ยังได้ส่วนลดมาอีกเพราะทางห้างมีโปรโมชั่นว่าถ้าใช้หักแต้มผ่านทาง Application ของห้างจะได้ลดอีก 20% และใช้แต้มจากบัตรเครดิตของธนาคารก็จะได้ลดต่ออีก 18% เบ็ดเสร็จจ่ายเงินซื้อของจากซุปเปอร์มาร์เก็ตไปด้วยมูลค่าเพียง 73% ของราคาตามป้ายจริงๆ

สรุปแล้วผู้เชี่ยวชาญท่านนี้ไปซื้อเสื้อผ้าเครื่องสำอางและของในซุปเปอร์มาร์เก็ตได้ชำระเงินไปจริงๆเพียง 55% ของราคาตามป้ายทั้งหมดซึ่งพอถามเคล็ดลับหรือกลยุทธ์ที่ผู้เชี่ยวชาญท่านนี้ใช้ในการซื้อของอย่างชาญฉลาดนั้นก็พอสรุปกลยุทธ์สำคัญๆมาได้คือ

1) จะต้องติดตามข่าวสารของทั้งห้างและธนาคารอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะผ่านทางสื่อออนไลน์ต่างๆไม่ว่าจะเป็น facebook หรือไลน์ต้องอย่าละเลยต่อข้อความต่างๆที่ส่งเข้ามาหลายๆคนมักจะละเลยต่อข้อความเล็กๆน้อยๆทำให้พลาดโอกาสสำคัญไปนอกจากนี้เมื่อไปยังห้างจริงๆก็ต้องหมั่นที่จะอ่านป้ายต่างๆโดยเฉพาะป้ายโปรโมชั่นซึ่งนอกจากจะอ่านแล้วยังต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ด้วย

2) จะต้องกล้าที่จะถามพนักงานของห้างในสิ่งที่ไม่เข้าใจโดยเฉพาะโปรโมชั่นที่สลับซับซ้อนและมีหลายเงื่อนไขบางครั้งอาจจะต้องขอเอกสารที่พนักงานเหล่านั้นมีมาอ่านและทำความเข้าใจเองด้วยและพบว่าส่วนใหญ่พนักงานที่ทำหน้าที่คิดเงินจะมีความรู้ความเชี่ยวชาญในโปรโมชั่นเหล่านี้เป็นอย่างดี

3) บัตรเครดิตหลักๆนั้นให้ใช้เพียง 1-2 ใบก็พอและพยายามใช้บัตรเครดิตให้มากที่สุดในทุกสถานการณ์รวมถึงการซื้อประกันหรือซื้อ LTF ด้วยเพราะเงินเหล่านั้นจะเป็นก้อนใหญ่และทำให้สามารถสะสมแต้มได้เยอะและเร็ว

4) จะต้องคิดและวางแผนไว้ล่วงหน้าในการซื้อสินค้าโดยเฉพาะสินค้าที่ไม่จำเป็นเร่งด่วนและสามารถรอได้ควรจะต้องรอช่วงโปรโมชั่นอีกทั้งจะต้องใช้ความคิดเพื่อตามความซับซ้อนของโปรโมชั่นต่างๆให้ดีแถมในบางสถานการณ์จะต้องคิดไปพร้อมๆกับพนักงานขายของในการใช้โปรโมชั่นต่างๆเพื่อให้มั่นใจว่าได้ใช้สิทธิของโปรโมชั่นต่างๆอย่างเต็มที่และถูกต้อง

พอจะสรุปบทเรียนจากผู้เชี่ยวชาญท่านนี้ได้ว่าการจะซื้อของให้ได้ราคาที่ดีและใช้สิทธิประโยชน์ของโปรโมชั่นต่างๆได้อย่างเต็มที่นั้นถือเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์อย่างหนึ่งจะต้องอาศัยการฝึกฝนต้องมีทักษะและกลยุทธ์ที่พร้อมเพื่อเอาชนะโปรโมชั่นที่มีอยู่เลยทีเดียว