STEMpathy กับคนยุคใหม่

13 May 2018

 

ในช่วงเวลานี้สำหรับนิสิตนักศึกษาระดับอุดมศึกษาในชั้นปีสุดท้าย จะเป็นช่วงของการสอบปลายภาคและการเตรียมตัวเข้าสู่ชีวิตการทำงาน ซึ่งช่วงเวลานี้ก็เป็นช่วงทดสอบจิตใจและความพร้อมของทั้งบัณฑิตใหม่ (ว่าจะได้งานหรือไม่?) ขององค์กรต่างๆ (ว่าจะมีพนักงานใหม่ที่มีคุณภาพเข้ามาทำงานหรือไม่?) รวมทั้งของสถาบันการศึกษาต่างๆ (ว่าบัณฑิตของตนเองจะได้งานทำหรือไม่?) อย่างไรก็ดีส่ิงหนึ่งที่หลายๆ ฝ่ายอาจจะไม่ได้ตระหนักก็คือ ในปัจจุบัน งานในระดับแรกเข้า (entry-level jobs) นั้นแตกต่างจากในอดีต ทำให้ทั้งบัณฑิต องค์กรที่รับพนักงาน และสถาบันการศึกษาที่ผลิตบัณฑิตควรจะต้องคิดใหม่ และเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น

การเปลี่ยนแปลงในงานแรกเข้าเกิดขึ้นทั้งจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในด้านต่างๆ ที่ทำให้รูปแบบ กระบวนการ และวิธีการในการทำงานเปลี่ยนไป รวมทั้งเกิดจากคนรุ่น Generation Z ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน และซึ่งคนรุ่น Gen Z เหล่านี้จะมีทัศนคติและค่านิยมเกี่ยวกับงานที่แตกต่างจากในอดีต

การเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้ ทำให้เกิดความท้าทายต่อบัณฑิตว่าตนเองมีความรู้ ทักษะที่จำเป็นและเพียงพอสำหรับการที่จะได้ทำงานในองค์กรดีๆ หรือไม่? หรือ ต่อองค์กรเองว่าได้ออกแบบงานให้น่าดึงดูดใจและท้าทายสำหรับคน Gen Z ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงานหรือไม่? หรือ ต่อตัวสถาบันการศึกษาที่หลักสูตรการเรียนการสอนนั้นทำให้สามารถผลิตบัณฑิตที่มีทักษะและความรู้ที่เหมาะกับการทำงานในปัจจุบันหรือไม่?

จากงานศึกษาของ Deloitte ในต่างประเทศพบว่า คนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับดิจิทัลเทคโนโลยี จะมีความเป็น Digital Native มากขึ้น แต่ปัญหาสำคัญสำหรับกลุ่มคนที่เติบโตเหล่านี้ กลับกลายเป็นการขาดทักษะในสิ่งที่เรียกว่า Cognitive social skills ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหา การคิดเชิงวิพากษ์ การสื่อสาร รวมทั้งการทำงานร่วมกับผู้อื่น เทคโนโลยีที่ทำให้คำตอบต่างๆ อยู่ในรูปแบบของโทรศัพท์มือถือและอินเตอร์เน็ต ทำให้คนรุ่นใหม่ขาดโอกาสในการฝึกฝนทักษะในการแก้ไขปัญหาและการคิดเชิงวิพากษ์  (เพียงกดมือถือก็สามารถที่จะได้คำตอบต่างๆ ที่ต้องการ) ขณะเดียวกันรูปแบบการสื่อสารผ่านสังคมออนไลน์ก็ทำนำไปสู่ปัญหาเรื่องการสื่อสารและการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ (คนรุ่นใหม่จะสื่อสารแบบสั้นๆ กระชับ ทำให้เกิดปัญหาการสื่อสารกับคนรุ่นเก่าๆ เนื่องจากการสื่อสารผ่านสังคมออนไลน์นั้นจะเน้นความสั้นและกระชับ)

เมื่อไม่นานมานี้เราตื่นเต้นกันเรื่องของการศึกษาที่เน้นในเรื่องของ STEM (Science, Technology, Engineering, Mathemathics) แต่ปัญหาที่พบมากขึ้นกลับกลายเป็นพวก STEM นั้นจะขาดทักษะที่เกี่ยวข้องกับคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสื่อสาร และการทำงานร่วมกับผู้อื่น ดังนั้นจึงเริ่มมีอีกแนวคิดหนึ่งที่เสริมเข้ามาคือ STEMpathy ที่นอกเหนือจากคนรุ่นใหม่จะต้องมีความรู้ในเรื่องทางด้านเทคนิคแล้ว คนเหล่านี้จะต้องมีความเข้าใจและสามารถที่จะทำงานร่วมกับมนุษย์คนอื่นด้วย โดยคำว่า STEMpathy มาจากคำว่า STEM ผสมกับ Empathy

การที่องค์กรจะสามารถรับพนักงานใหม่ที่มีลักษณะ STEMpathy ได้นั้น กระบวนการและวิธีการในการคัดเลือกก็จะต้องเปลี่ยนไปจากเดิม มีตัวอย่างของบริษัทซอฟแวร์แห่งหนึ่งที่มองว่าการเขียนโปรแกรมนั้นเป็นทักษะที่สามารถสอนได้ แต่ทักษะที่สำคัญกว่าและยากที่จะสอนคือการทำงานร่วมกับผู้อื่น ดังนั้นแทนที่จะมีวิธีการคัดเลือกด้วยวิธีการปกติ ก็จะให้ผู้สมัครได้จับคู่ทำงานร่วมกัน และสิ่งที่มีการประเมินคือผู้สมัครสามารถทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานและดึงศักยภาพของเพื่อนร่วมงานออกมาได้หรือไม่

สำหรับสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษานั้น การบูรณาการระหว่างฝั่งเทคโนโลยีกับฝั่งมนุษย์เป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็น การมุ่งเน้นแต่ STEM เพียงอย่างเดียว จะเป็นการผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ ความสามารถเฉพาะด้าน แต่กลับกลายเป็นผู้ที่ไม่สามารถทำงานร่วมกับคนอื่นๆ ได้ รวมทั้งไม่เข้าใจและไม่ได้เห็นความสำคัญของบุคคลอื่น ดังนั้นความท้าทายของสถาบันการศึกษาคือการสร้างบัณฑิตที่มีความรอบด้าน ในรูปแบบของ STEMpathy

Learning Machine ไม่ใช่เพียงแค่ Machine Learning

24 May 2018

 

ในยุคที่เรากำลังก้าวเข้าสู่ความเป็น 4.0 นั้น การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญกำลังจะเกิดขึ้นไม่ใช่เพียงแค่เรื่องความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับคนหรือมนุษย์ก็กำลังจะเกิดขึ้น เริ่มจากอายุขัยของคนที่ยาวนานขึ้น มีข้อเขียนของ WEF ที่ระบุว่าอายุขัยเฉลี่ยของคนจะเพิ่มขึ้นสองปีในทุกๆ 10 ปี ในบางประเทศเช่น ญี่ปุ่น อิตาลี เยอรมันนี อายุขัยสูงสุดของสุภาพสตรีนั้นใกล้กับเลข 90 มากขึ้นไปเรื่อยๆ ส่วนของสุภาพบุรุษก็จะอยู่ที่ประมาณ 80 สำหรับในประเทศไทย จากข้อมูลของ Euromonitor ก็ระบุว่าอายุขัยสูงสุดของหญิงไทยก็เข้าใกล้ 80 มากขึ้น ส่วนของชายไทยก็เริ่มเลย 70 ไปอีกแล้ว

การที่อายุขัยของคนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลต่อหลายๆ เรื่อง และเรื่องที่สำคัญ แต่มักจะไม่ได้ตระหนักกัน คือเรื่องการเรียนรู้ของคน โดยในอดีตนั้นเราจะแบ่งช่วงชีวิตเราออกเป็น 3 ช่วงหลักๆ คือ ช่วงแรกตั้งแต่แรกเกิดจนเรียนจบที่อายุ 20 กว่าๆ จากนั้นก็ทำงานไปอีก 30-40 ปี และเมื่อถึงอายุช่วง 60 กว่าๆ ก็เกษียณ แต่ในยุค 4.0 นั้น ความรู้ที่เราได้จากการเรียนหนังสือจนถึงช่วงอายุ 20 กว่าๆ นั้นไม่เพียงพอสำหรับการให้เราดำรงชีวิตได้อย่างทันยุคและมีความสุขไปจนถึงอายุ 70-80

ในยุคที่เรากำลังก้าวสู่ความเป็น 4.0 นั้น เราจะต้องปรับเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเรียนรู้เสียใหม่ การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลากลายเป็นคุณสมบัติที่สำคัญสำหรับคนยุค 4.0 การที่มนุษย์เราจะอยู่รอดอย่างสง่างามในยุคของ Machine Learning นั้น เราจะต้องแปลงตัวเราเองให้เป็น Learning Machine หรือเป็นเครื่องจักรแห่งการเรียนรู้

มีเอกสารจาก WEF ที่ระบุว่าคนเราจะต้องมี Learning Agility หรือความยืดหยุ่นในการเรียนรู้ ซึ่งผู้เขียนได้ให้ความหมายไว้ว่าเป็นความสามารถของคนในการที่จะเปิดรับ และเรียนรู้ในวิธีคิดและความรู้ใหม่ๆ โดยจะต้องยอมลดอัตตาและความเชื่อมั่น ยึดมั่นที่ตนเองมีอยู่ รวมถึงต้องถ่อมตนเพียงพอที่จะยอมรับมีคนอื่นที่มีความรู้ และสามารถเรียนรู้ได้รวดเร็วกว่าเรา การที่จะเรียนรู้ได้อย่างยืดหยุ่นและต่อเนื่องนั้น จะมีประเด็นที่ต้องคำนึงถึงอยู่สองประการด้วยกัน

เรื่องแรกคืออย่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมากเกินไปนัก เพื่อไม่จำกัดความรอบรู้ ความสนใจของตนเองเฉพาะเรื่องๆ เดียว เพราะการทำงานในอนาคตนั้น การเป็นผู้เชี่ยวชาญเพียงแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้นจะไม่เพียงพอที่ตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นควรจะพร้อมที่จะเรียนรู้ในเรื่องที่หลากหลาย

เรื่องที่สองคือพร้อมที่จะล้มเหลวและเรียนรู้จากความล้มเหลว การได้เรียนรู้จากความล้มเหลวในปัจจุบัน คือส่วนหนึ่งของความสำเร็จในอนาคต เป็นที่ยอมรับกันว่า การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้มากที่สุดจากการลงมือทำเอง และถ้าเกิดล้มเหลว และสามารถเรียนรู้จากความล้มเหลวดังกล่าวได้ จะยิ่งทำให้การเรียนรู้เกิดขึ้นมากขึ้นไปอีก ซึ่งความยากจริงๆ อยู่ที่บรรยากาศ วัฒนธรรม กฎ ระเบียบในการทำงานในองค์กรในประเทศไทย พร้อมที่จะยอมรับ เปิดรับต่อความล้มเหลวที่เกิดขึ้น และมีกลไกให้เกิดการเรียนรู้จากความล้มเหลวดังกล่าว

ยิ่งในยุค 4.0 ที่มุ่งเน้นนวัตกรรมแล้ว นวัตกรรมจะเกิดขึ้นยากถ้าไม่เปิดโอกาสให้คนได้ทดลอง และจากการทดลองก็มีโอกาสที่จะล้มเหลว ดังนั้นถ้าองค์กรไม่พร้อม ที่จะยอมรับต่อความล้มเหลวที่จะเกิดขึ้น การเรียนรู้ก็จะไม่เกิด แถมในหลายๆ องค์กร (เช่น ในองค์กรด้านราชการ) ไม่ใช่เพียงแค่ไม่ยอมรับต่อความล้มเหลวเท่านั้น แต่เมื่อล้มเหลวแล้วยังถูกฟ้องร้องอีกด้วย แล้วถ้าเป็นอย่างนั้น บุคลากรองค์กรที่ไหนที่จะกล้าคิดต่าง กล้าทดลอง และกล้าที่จะล้มเหลว

สรุปคือไม่ว่าเราจะทำงานในองค์กรแบบใด หรือ อยู่ในสภาวะสังคมแบบใด เราจะต้องไม่หยุดที่จะเรียนรู้ และยิ่งถ้าสามารถแปลงตนเองให้เป็นเครื่องจักรแห่งการเรียนรู้ (Learning Machine) ได้ จะยิ่งทำให้เราพร้อมที่จะเรียนรู้ได้อย่างไม่สิ้นสุด

คนรุ่นใหม่ กับ การเรียนรู้

29 September 2018

 

ปัจจัยหนึ่งที่กำลังเข้ามา Disrupt การศึกษาระดับอุดมศึกษาคือ พฤติกรรมในการเรียนรู้ของเด็กรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไปจากอดีต ซึ่งเป็นรุ่นที่กำลังคาบเกี่ยวระหว่างกลุ่ม Gen Y (หรือ Millenials) และกลุ่ม Gen Z คนรุ่นนี้เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี ข้อมูล และ ดิจิทัล ดังนั้นวิธีการในการศึกษาและเรียนรู้ของคนรุ่นนี้จึงแตกต่างจากส่ิงที่คนที่เป็นครูบาอาจารย์คุ้นเคยกัน ลองดูว่าคนรุ่นใหม่ที่กำลังเป็นนิสิตนักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย (อายุประมาณ 18-22 ปี) เขามีพฤติกรรมและวิธีการเรียนรู้อย่างไร

คนช่วงอายุ 18-22 ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีความมั่นใจในตนเอง มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ชอบความสนุกสนาน ชอบค้นหาความท้าทายใหม่ๆ ชอบประสบการณ์ ชอบสังคม การปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ยอมรับต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ให้ความสำคัญกับการกระทำมากกว่าเพียงแค่การมีความรู้ อีกทั้งมีความรับผิดชอบต่อสังคม และที่สำคัญคือให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์หรือสถานะในโลกออนไลน์ของตนเอง

สำหรับคนรุ่นนี้คอมพิวเตอร์ไม่ใช่เทคโนโลยีอีกต่อไป แต่เป็นเสมือนอุปกรณ์ เครื่องใช้อย่างหนึ่ง คนรุ่นนี้จะมองว่าความล้มเหลวเป็นวิธีการที่รวดเร็วที่สุดที่จะได้เรียนรู้ ขณะเดียวกันการทำหลายสิ่งไปพร้อมๆ กัน (ที่เรียกว่า Multitasking) เป็นเรื่องปกติในชีวิต แต่สิ่งที่คนรุ่นนี้จะทนไม่ได้คือระบบ ขั้นตอน และความล่าช้า

จากคุณลักษณะและพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ข้างต้น จึงส่งผลทำให้พฤติกรรมในการเรียนรู้ของคนรุ่นนี้เปลี่ยนแปลงไป สำหรับคนรุ่นนี้แล้วพวกเขามองพฤติกรรมการเรียนรู้ของตนเองว่า………

ต้องการที่จะได้เรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองอยากที่จะรู้ ไม่ใช่การได้รับการยัดเยียดในสิ่งที่ตนเองไม่ได้อยากที่จะรู้ เนื่องจากคนรุ่นนี้เน้นในเรื่องของการปฏิบัติได้มากกว่าความรู้ที่มี ดังนั้นความรู้ที่ตนเองอยากจะรู้และมีประโยชน์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ขณะเดียวกันความรู้ใดก็ตามที่เกิดมีความจำเป็นในอนาคต ก็สามารถที่จะเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วผ่านปลายนิ้วสัมผัส

ต้องการที่จะเรียนรู้ผ่านประสบการณ์มากกว่าการท่องจำแบบในอดีต โดยการเรียนรู้จากการทำงานร่วมกับผู้อื่นและผ่านทางการทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกรณีศึกษา หรือ ตัวอย่างต่างๆ มากกว่าเพียงแค่การอ่าน หรือ การฟัง

ต้องการที่จะได้รับข้อแนะนำหรือ Feedback อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ต้องรอจนสอบเสร็จถึงจะทราบว่าผลงานของตนเองเป็นอย่างไร เนื่องจากคนรุ่นใหม่เติบโตมาในความเป็นดิจิทัล ดังนั้นพวกเขาจะอยู่บนโลกออนไลน์ตลอดเวลา ดังนั้นการได้รับ feedback ในสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้ จึงเป็นสิ่งที่คนรุ่นนี้คาดหวัง

ต้องการที่จะมีรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างจากไปจากห้องเรียนเดิมๆ ที่มีมานานนับศตวรรษ คนรุ่นนี้พร้อมที่จะเรียนรู้ผ่านทางรูปแบบใหม่ๆ หรือ การนำเอาสื่อสังคมออนไลน์เข้ามาเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างให้เกิดการเรียนรู้ นอกจากนี้คนรุ่นนี้ยังเติบโตมาพร้อมกับการอ่านหนังสือผ่านหน้าจอมือถือมากกว่าการอ่านผ่านตำราเรียนแบบดั้งเดิม

ต้องการที่จะมีรูปแบบใหม่ๆ ในการสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับตนเองมากขึ้น ลองนึกภาพว่าถ้าสามารถผสมผสานระหว่างการเรียนรู้และการเล่มเกมเข้าด้วยกัน ในลักษณะของ Gamification และมีป้ายขึ้นบอกเป็นระยะๆ ว่าใครเป็นผู้นำในเกมหรือผู้นำในการเรียนรู้ จะทำให้เกิดการกระตุ้นและจูงใจที่จะเรียนรู้ และตรงกับจริตของคนรุ่นนี้มากขึ้น

เนื้อหาข้างต้นทั้งหมดได้รับมาจากการนำเสนอของนิสิตในหลักสูตร BBA ของคณะที่นำเสนอให้กับผู้บริหารของสถานศึกษาแห่งหนึ่ง ซึ่งอาจจะไม่ได้ครอบคลุม พฤติกรรมและวิธีการในการเรียนรู้ของคนรุ่นนี้ทั้งหมด แต่อย่างไรก็ดีความยากทั้งหมด ไม่ใช่การออกแบบการเรียนการสอนให้เหมาะกับคนรุ่นใหม่ แต่เป็นการเปลี่ยนระบบในการเรียนการสอนที่มีมาเป็นร้อยๆ ปี และเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้สอนที่เติบโตมาในอีกยุคต่างหาก

อากาศแปรปรวนกับธุรกิจ

5 August 2018

 

ปัญหาที่เกิดขึ้นจากอากาศแปรปรวนหรือ Climate Change เป็นปัญหาใหญ่ที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกกำลังประสบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุณหภูมิที่สูงขึ้นผิดปกติตามภูมิภาคต่างๆ ที่ถึงขั้นนำไปสู่ไฟป่า หรือ เรื่องของหิมะที่ขั้วโลกที่กำลังละลายด้วยอัตราที่รวดเร็วกว่าเดิม หรือ เรื่องของพายุในรูปแบบต่างๆ ที่พัดเข้าสู่เมืองต่างๆ ทั่วโลก ปัญหาที่เกิดจากอากาศแปรปรวนนั้นมักจะถูกมองเป็นเรื่องของภัยธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์ หรือ ด้านสังคมเป็นหลัก แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่งอากาศแปรปรวนนั้นก็ส่งผลต่อภาคธุรกิจอย่างมหาศาลเช่นกัน และเผลอๆ อาจจะเป็นประเด็นที่ส่งผลต่อธุรกิจสูงกว่าที่ผู้บริหารต่างๆ คาดคิด

มีหนังสือชื่อ The Big Pivot ได้ระบุไว้ว่าในปัจจุบันองค์กรธุรกิจจำเป็นจะต้องเข้าใจเรื่องของอากาศแปรปรวนในระดับเดียวกันกับที่เข้าใจและเชี่ยวชาญต่อสังคมออนไลน์อย่างไรก็ดีความท้าทายที่สำคัญคือเราสามารถบอกได้ว่าอากาศแปรปรวนจะมีผลกระทบต่อองค์กรธุรกิจอย่างไรเช่นมีงานวิจัยที่พบว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อผลผลิตและผลิตภาพของพนักงานแต่ความยากอยู่ที่จะบอกได้ว่าอากาศแปรปรวนจะส่งผลกระทบต่อองค์กรธุรกิจเท่าใดปัจจุบันองค์กรต่างๆได้มีความพยายามในการป้องกันและแก้ไขต่อปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยหลากหลายวิธี

ทั้งการนำเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับอากาศแปรปรวนมาตั้งเป็นเป้าหมายทางธุรกิจไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDG) ในด้านอากาศแปรปรวนหรือการตั้งเป้าหมายที่เกี่ยวกับการลดก๊าซเรือนกระจกหรือการตั้งเป้าหมายที่จะใช้พลังงานที่มาจากพลังงานทดแทนทั้งหมดหรือการตั้งเป้าหมายการลดการใช้พลังงานในกระบวนการต่างๆของบริษัท

บางบริษัทต่างๆอย่างเช่นยูนิลีเวอร์โคคาโคล่าหรือวอลมาร์ทได้ประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่าจะใช้หันมาใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานทางเลือกให้ได้ 100% ภายในอนาคต

ขณะเดียวกันบางบริษัทนำระบบ Internal carbon pricing มาใช้ซึ่งเป็นการกำหนดราคาให้กับปริมาณก๊าซ CO2 ที่ธุรกิจปล่อยออกมา (เช่นเป็นราคาต่อตัน) และราคาดังกล่าวมาใช้ในการตัดสินใจลงทุนด้านต่างๆนอกจากนี้ยังเริ่มมีไอเดียเรื่องของ Climate Finance ที่องค์กรเริ่มนำมาใช้มากขึ้นโดย Climate Finance เป็นการนำเอาเครื่องมือทางการเงินต่างๆมาช่วยในการลดโอกาสในเกิดภาวะอากาศแปรปรวนผ่านทางโครงการต่างๆซึ่งมีทั้งเรื่องของ on-bill financing, green pricing programs, หรือ green bonds

ถึงแม้ความท้าทายจากภาวะอากาศแปรปรวนจะส่งผลอย่างมากมายต่อทุกภาคส่วนแต่ก็มีบุคลากรขององค์กรธุรกิจจำนวนไม่มากนักที่ได้รับการอบรมหรือพัฒนาที่จะสามารถนำเรื่องของผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของภาวะอากาศมาปรับเข้ากับแผนธุรกิจต้องยอมรับว่าในยุค Transformation เช่นในปัจจุบันเรามุ่งที่จะพัฒนาคนทางด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีแต่จริงๆแล้วภาวะอากาศแปรปรวนก็ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจไม่แพ้ปัจจัยทางด้านดิจิทัลแต่อย่างใดความรู้และทักษะของคนทำงานในสาขาต่างๆจะต้องเปลี่ยนไปและมีการนำเรื่องผลกระทบจากภาวะการเปลี่ยนแปลงของอากาศเข้ามาผสมผสานมากขึ้น

การที่องค์กรธุรกิจหันมาให้ความสนใจและมีการกระทำที่ชัดเจนเกี่ยวกับภาวะอากาศแปรปรวนนอกจากจะส่งผลดีต่อโลกสังคมและต่อองค์กรธุรกิจเองแล้วยังทำให้ผู้บริโภคและประชาชนทั่วไปเกิดความมั่นใจและเชื่อใจในตัวองค์กรด้วยลูกค้าจะเลือกซื้อสินค้าจากบริษัทที่มีนโยบายด้านสังคมที่สอดคล้องกับความสนใจของตนเองขณะเดียวกันคนรุ่นใหม่ก็จะอยากจะทำงานกับบริษัทที่ให้ความสำคัญและจริงจังกับเรื่องของสังคมและสิ่งแวดล้อม

สรุปคือเรื่องของภาวะอากาศแปรปรวนไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานภาครัฐหรือองค์กรขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นแต่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลต่อทุกองค์กรไม่แพ้การเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิทัลโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าองค์กรไม่เตรียมพร้อมที่จะรองรับต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

เมื่อหุ่นยนต์เข้ามาทดแทนผู้บริหาร

27 January 2018

เรื่องของการที่หุ่นยนต์ หรือ ปัญญาประดิษฐ์ จะเข้ามาทดแทนคนในที่ทำงานในอนาคตอันใกล้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ดีอีกมุมมองหนึ่งที่เกี่ยวกับหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ที่น่าสนใจก็คือ นอกเหนือจากการที่หุ่นยนต์จะเข้ามาทดแทนพนักงานระดับปฏิบัติงานทั่วๆ ไปแล้ว หุ่นยนต์จะสามารถเข้ามาทดแทนและเป็นผู้บริหารภายในองค์กรได้หรือไม่? ลองนึกภาพดูว่าถ้าหุ่นยนต์หรือปัญญาประดิษฐ์ทั้งหลายสามารถทำงานแทนคนได้ในระดับหนึ่ง แล้วทำไมเทคโนโลยีเหล่านี้ถึงไม่สามารถทำหน้าที่แทนผู้บริหารได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอดีตที่เราคิดกันเสมอว่า องค์กรจ้างผู้บริหารมาเพื่อตัดสินใจ แต่จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อหุ่นยนต์สามารถตัดสินใจจากข้อมูลที่มีอยู่อย่างมากมายมหาศาลได้ดีกว่าคน แถมไม่มีความลำเอียงในการตัดสินใจเหมือนคนอีกด้วย

จริงๆในต่างประเทศได้มีการเคลื่อนไหวในเรื่องนี้มาบ้างแล้วบริษัทชั้นนำหลายแห่งเริ่มนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการตัดสินใจในงานบางอย่างแทนผู้บริหารอาทิเช่นการใช้ AI มาจับคู่ระหว่างบุคลากรกับงานเมื่อมีพนักงานใหม่เข้ามาทำงานที่บริษัทและแทนที่เจ้านายจะเป็นผู้มอบหมายงานที่ (เจ้านาย) คิดว่าเหมาะสมให้แต่กลับใช้เทคโนโลยีที่สามารถตรวจสอบประวัติของบุคลากรที่รับเข้าใหม่และตรวจสอบงานๆต่างๆที่มีอยู่จากนั้นจับคู่ระหว่างบุคลากรกับงานที่เหมาะสม

นอกจากการมอบหมายงานแล้วเทคโนโลยียังสามารถเข้ามาทำหน้าที่แทนผู้บริหารในการจัดสรรทรัพยากรภายในองค์กรเช่นการจัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยงานต่างๆลองนึกดูว่าถ้าในอนาคตเมื่อถึงฤดูของงบประมาณแทนที่จะให้หน่วยงานต่างๆเป็นผู้วิเคราะห์และเสนองบประมาณประจำปีเพื่อให้ผู้บริหารระดับสูงเพื่อพิจารณาจัดสรรแต่ถ้ามีข้อมูลที่ครอบคลุมทั้งอดีต (ผลการปฏิบัติงานการใช้งบประมาณ) ข้อมูลในอนาคต (แผนงานในปีต่อไปรวมทั้งปัจจัยภายนอกต่างๆ) เทคโนโลยีย่อมสามารถที่จะนำข้อมูลต่างๆมาประมวลและวิเคราะห์เพื่อจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสมโดยไม่มีปัจจัยด้านความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง

แม้กระทั่งบทบาทของผู้บริหารระดับสูงในด้านการเงินอาจจะต้องเปลี่ยนไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการบริหารเงินและสภาพคล่องภายในองค์กรแทนที่ผู้บริหารด้านการเงินจะต้องทำหน้าที่ในการบริหารเงินขององค์กรเพื่อให้เกิดผลตอบแทนสูงสุดเทคโนโลยีก็สามารถเข้ามาช่วยบริหารเงินและกำหนดกลยุทธ์การลงทุนที่เผลอๆอาจจะดีกว่าให้ผู้บริหารเป็นผู้ลงทุนเองปัจจุบันในสหรัฐอเมริกาเริ่มมีคำศัพท์ใหม่คือ assets under automated management ขึ้นมาคู่กับ assets under management (AUM) แบบเดิมๆแล้ว

ล่าสุดเริ่มมีพัฒนาการเพิ่มเติมอีกว่าหน้าที่ในการคิดและตัดสินใจทางด้านกลยุทธ์นั้นเผลอๆเทคโนโลยี (โดยเฉพาะด้าน AI) อาจจะทำได้ดีกว่าผู้บริหารที่เป็นคนเป็นๆเนื่องจากในปัจจุบันองค์กรมีข้อมูลต่างๆมากมายทั้งทางด้านการเงินและไม่ใช่ทางการเงินและจากข้อมูลที่มีอยู่อย่างมากมายนั้นเทคโนโลยีสามารถที่จะวิเคราะห์และหาความเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลต่างๆเพื่อหาทางเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสมสอดคล้องภายใต้หลักธรรมาภิบาลและมีความเสี่ยงในระดับที่เหมาะสม

ในเชิงเทคโนโลยีและจากปริมาณข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันการที่เทคโนโลยีจะเข้ามาทดแทนหน้าที่บางประการของผู้บริหารไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการมอบหมายงานการจัดสรรและบริหารทรัพยากร (งบประมาณและการเงิน) หรือการคิดแผนกลยุทธ์ที่เหมาะสมไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้และเป็นไปแล้วแถมการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในหน้าที่งานต่างๆของผู้บริหารยังช่วยตัดปัญหาในด้านของความลำเอียงส่วนบุคคลและความผิดพลาดจากบุคคล (human-error) ได้อีกด้วย

อย่างไรก็ดีสิ่งที่อาจจะต้องชวนคิดคือแล้วจริงๆเทคโนโลยีจะสามารถเข้ามาทำงานทดแทนผู้บริหารในหน้าที่ต่างๆได้จริงหรือไม่? ตัวอย่างเช่นในด้านกลยุทธ์นั้นกลยุทธ์ที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีที่วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลต่างๆที่มีนั้นจะสามารถสู้กลยุทธ์ที่เกิดขึ้นจากมุมมองความคิดสร้างสรรค์และวิสัยทัศน์ของผู้บริหารระดับสูงได้หรือไม่? เรื่องเหล่านี้ยังเป็นเรื่องใหม่แต่เป็นเรื่องใหม่ที่กำลังมาอย่างรวดเร็วและน่าจับตามองต่อไป

Reskill และ Retrain ใครรับผิดชอบ?

3 March 2018

เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าการทำงานในอนาคตข้างหน้า (อันใกล้) จะไม่เหมือนในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจาก Disruption ต่างๆ สิ่งต่างๆ จะเปลี่ยนไปจากในอดีต ในอดีตเมื่อคนเข้าสู่ตลาดแรงงานก็มักจะทำงานอาชีพหนึ่งไปเรื่อยๆ ยาวๆ จนเกษียณ (ทำงานในสาขาอาชีพเดิมไปเรื่อยๆ แต่อาจจะมีการเปลี่ยนบริษัทไปบ้าง) แต่จากการสำรวจในอเมริกานั้นคนรุ่นใหม่จะทำงานอยู่ในอาชีพหนึ่งโดยเฉลี่ยเพียงแค่สี่ปี จากนั้นก็จะเปลี่ยนสาขาอาชีพที่ทำไปเรื่อย ยิ่งกว่านั้นร้อยละ 35 ของทักษะที่จำเป็นในการทำงานนั้นก็จะเปลี่ยนไปจากปัจจุบันภายในปี 2020

การเปลี่ยนแปลงของลักษณะการทำงานและทักษะที่ต้องใช้ในการทำงานทำให้เกิดความจำเป็นที่บุคลากรจะต้องได้รับการฝึกฝนและพัฒนาความรู้และทักษะใหม่ๆตลอดเวลาคำว่า Reskilling และ Retraining กลายเป็นอีกคำที่ติดโผสิ่งที่ผู้บริหารหลายๆบริษัทให้ความใจกันมากขึ้นจากการสำรวจของ McKinsey ในต่างประเทศและจากที่ได้พูดคุยกับผู้บริหารในประเทศไทยผลออกมาเหมือนกันว่าผู้บริหารองค์กรต่างๆล้วนแต่เห็นความสำคัญและจำเป็นในการ Reskilling และ Retraining พนักงานของบริษัทให้สามารถเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ดีก็ยังมีอีกแนวคิดหนึ่งว่าระหว่างการ Reskill & Retrain พนักงานปัจจุบันให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงกับการจ้างพนักงานรุ่นใหม่ที่มีทักษะใหม่ๆสำหรับการทำงานในอนาคตแบบไหนจะคุ้มกว่ากัน? (ขึ้นอยู่กับนโยบายการดูแลพนักงานเดิมขององค์กรด้วย) นอกจากนี้ถึงแม้ผู้บริหารจะเห็นความสำคัญแต่ก็ยังมีประเด็นว่าองค์กรได้มีการเตรียมพร้อมเพียงใดสำหรับเรื่องนี้การฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรที่จัดขึ้นในปัจจุบันเป็นการปิดช่องว่างทางความรู้และทักษะสำหรับงานปัจจุบันหรือเป็นการเตรียมพร้อมพนักงานสำหรับงานที่จะเปลี่ยนไปในอนาคต?

ซึ่งก็นำไปสู่ปัญหาต่อมาว่าแล้วจริงๆ “งานและทักษะสำหรับอนาคต” นั้นคืออะไรกันแน่? เนื่องจากเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นดังนั้นย่อมไม่ง่ายที่ผู้บริหารจะมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าลักษณะของการทำงานในอนาคตจะเป็นรูปแบบใดทักษะอะไรบ้างที่จำเป็นและสำคัญสำหรับการอนาคตและจะต้องพัฒนาบุคลากรอย่างไรให้พร้อมสำหรับงานในอนาคต? ถึงแม้ผู้บริหารจะทราบว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาส่งผลกระทบต่อการทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แต่จะเข้ามาส่งผลอย่างไรและจะต้องเตรียมพร้อมพนักงานอย่างไร?

มองในมุมของคนทำงานบ้างถ้าท่านผู้อ่านทำงานในองค์กรที่มีการพัฒนาบุคลากรสำหรับการทำงานในอนาคตก็ต้องถือว่าท่านโชคดีแต่ถ้าท่านทำงานในองค์กรที่ผู้บริหารอาจจะเห็นความสำคัญของเรื่องนี้แต่ยังไม่ทำอะไรขึ้นมาเป็นรูปธรรมก็อาจจะถึงเวลาที่บุคลากรจะต้องช่วยเหลือและดูแลตัวเองบุคลากรอาจจะไม่สามารถฝากความหวังในการพัฒนาตัวตนเองไว้กับการได้รับการพัฒนาจากองค์กรได้เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป 

สิ่งที่คนทำงานทุกคนควรจะถามตนเองก่อนก็คือ “ทักษะความรู้ที่มีอยู่ยังเป็นที่ต้องการอีกหรือไม่?” ตามด้วย “ทักษะที่มีอยู่นั้นก่อให้เกิดคุณค่าหรือความแตกต่างใดหรือไม่?” และ “อะไรคือทักษะที่ควรจะต้องพัฒนาเพื่อเพิ่มโอกาสสำหรับตนเองต่อไปในอนาคต?” แต่ข้อที่น่ากังวลคือบุคลากรอาจจะไม่รู้ว่าด้วยซ้ำไปว่าอะไรคือทักษะหรือความรู้ที่ตนเองมีอยู่ในปัจจุบัน?

ถ้าสามารถตอบคำถามต่างๆข้างต้นได้จะช่วยให้ทราบว่าจะต้องพัฒนาตนเองต่อไปในเรื่องอะไรซึ่งปัจจุบันมีช่องทางและสื่อในการพัฒนาตนเองได้หลากหลายรูปแบบมากสำคัญคือจะต้องเห็นความสำคัญและความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาตนเองโดยอย่าหวังพึ่งการได้รับการพัฒนาจากองค์กรที่ทำงานอยู่เสมอไปในฐานะคนทำงานคนหนึ่งทุกคนต้องเตรียมพร้อมต่อลักษณะและทักษะการทำงานที่จะเปลี่ยนไปในอนาคตด้วย

STEMpathy กับคนยุคใหม่

13 May 2018

ในช่วงเวลานี้สำหรับนิสิตนักศึกษาระดับอุดมศึกษาในชั้นปีสุดท้าย จะเป็นช่วงของการสอบปลายภาคและการเตรียมตัวเข้าสู่ชีวิตการทำงาน ซึ่งช่วงเวลานี้ก็เป็นช่วงทดสอบจิตใจและความพร้อมของทั้งบัณฑิตใหม่ (ว่าจะได้งานหรือไม่?) ขององค์กรต่างๆ (ว่าจะมีพนักงานใหม่ที่มีคุณภาพเข้ามาทำงานหรือไม่?) รวมทั้งของสถาบันการศึกษาต่างๆ (ว่าบัณฑิตของตนเองจะได้งานทำหรือไม่?) อย่างไรก็ดีส่ิงหนึ่งที่หลายๆ ฝ่ายอาจจะไม่ได้ตระหนักก็คือ ในปัจจุบัน งานในระดับแรกเข้า (entry-level jobs) นั้นแตกต่างจากในอดีต ทำให้ทั้งบัณฑิต องค์กรที่รับพนักงาน และสถาบันการศึกษาที่ผลิตบัณฑิตควรจะต้องคิดใหม่ และเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น

การเปลี่ยนแปลงใน “งานแรกเข้า” เกิดขึ้นทั้งจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในด้านต่างๆที่ทำให้รูปแบบกระบวนการและวิธีการในการทำงานเปลี่ยนไปรวมทั้งเกิดจากคนรุ่น Generation Z ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงานและซึ่งคนรุ่น Gen Z เหล่านี้จะมีทัศนคติและค่านิยมเกี่ยวกับงานที่แตกต่างจากในอดีต

การเปลี่ยนแปลงต่างๆเหล่านี้ทำให้เกิดความท้าทายต่อบัณฑิตว่าตนเองมีความรู้ทักษะที่จำเป็นและเพียงพอสำหรับการที่จะได้ทำงานในองค์กรดีๆหรือไม่? หรือต่อองค์กรเองว่าได้ออกแบบงานให้น่าดึงดูดใจและท้าทายสำหรับคน Gen Z ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงานหรือไม่? หรือต่อตัวสถาบันการศึกษาที่หลักสูตรการเรียนการสอนนั้นทำให้สามารถผลิตบัณฑิตที่มีทักษะและความรู้ที่เหมาะกับการทำงานในปัจจุบันหรือไม่?

จากงานศึกษาของ Deloitte ในต่างประเทศพบว่าคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับดิจิทัลเทคโนโลยีจะมีความเป็น Digital Native มากขึ้นแต่ปัญหาสำคัญสำหรับกลุ่มคนที่เติบโตเหล่านี้กลับกลายเป็นการขาดทักษะในสิ่งที่เรียกว่า Cognitive social skills ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาการคิดเชิงวิพากษ์การสื่อสารรวมทั้งการทำงานร่วมกับผู้อื่นเทคโนโลยีที่ทำให้คำตอบต่างๆอยู่ในรูปแบบของโทรศัพท์มือถือและอินเตอร์เน็ตทำให้คนรุ่นใหม่ขาดโอกาสในการฝึกฝนทักษะในการแก้ไขปัญหาและการคิดเชิงวิพากษ์  (เพียงกดมือถือก็สามารถที่จะได้คำตอบต่างๆ ที่ต้องการ) ขณะเดียวกันรูปแบบการสื่อสารผ่านสังคมออนไลน์ก็ทำนำไปสู่ปัญหาเรื่องการสื่อสารและการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ (คนรุ่นใหม่จะสื่อสารแบบสั้นๆ กระชับ ทำให้เกิดปัญหาการสื่อสารกับคนรุ่นเก่าๆ เนื่องจากการสื่อสารผ่านสังคมออนไลน์นั้นจะเน้นความสั้นและกระชับ)

เมื่อไม่นานมานี้เราตื่นเต้นกันเรื่องของการศึกษาที่เน้นในเรื่องของ STEM (Science, Technology, Engineering, Mathemathics) แต่ปัญหาที่พบมากขึ้นกลับกลายเป็นพวก STEM นั้นจะขาดทักษะที่เกี่ยวข้องกับคนไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสื่อสารและการทำงานร่วมกับผู้อื่นดังนั้นจึงเริ่มมีอีกแนวคิดหนึ่งที่เสริมเข้ามาคือ STEMpathy ที่นอกเหนือจากคนรุ่นใหม่จะต้องมีความรู้ในเรื่องทางด้านเทคนิคแล้วคนเหล่านี้จะต้องมีความเข้าใจและสามารถที่จะทำงานร่วมกับมนุษย์คนอื่นด้วยโดยคำว่า STEMpathy มาจากคำว่า STEM ผสมกับ Empathy

การที่องค์กรจะสามารถรับพนักงานใหม่ที่มีลักษณะ STEMpathy ได้นั้นกระบวนการและวิธีการในการคัดเลือกก็จะต้องเปลี่ยนไปจากเดิมมีตัวอย่างของบริษัทซอฟแวร์แห่งหนึ่งที่มองว่าการเขียนโปรแกรมนั้นเป็นทักษะที่สามารถสอนได้แต่ทักษะที่สำคัญกว่าและยากที่จะสอนคือการทำงานร่วมกับผู้อื่นดังนั้นแทนที่จะมีวิธีการคัดเลือกด้วยวิธีการปกติก็จะให้ผู้สมัครได้จับคู่ทำงานร่วมกันและสิ่งที่มีการประเมินคือผู้สมัครสามารถทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานและดึงศักยภาพของเพื่อนร่วมงานออกมาได้หรือไม่

สำหรับสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษานั้นการบูรณาการระหว่างฝั่งเทคโนโลยีกับฝั่งมนุษย์เป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นการมุ่งเน้นแต่ STEM เพียงอย่างเดียวจะเป็นการผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะด้านแต่กลับกลายเป็นผู้ที่ไม่สามารถทำงานร่วมกับคนอื่นๆได้รวมทั้งไม่เข้าใจและไม่ได้เห็นความสำคัญของบุคคลอื่นดังนั้นความท้าทายของสถาบันการศึกษาคือการสร้างบัณฑิตที่มีความรอบด้านในรูปแบบของ STEMpathy