
10 October 2026
ธุรกิจเกือบทุกแห่งมีความต้องการที่จะเติบโต แต่ปัญหาคือขาดวิธีมองว่า การเติบโตครั้งต่อไปควรมาจากไหน ควรเลือกโอกาสใด และควรลงทุนมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจเดิมเริ่มอิ่มตัว ตลาดไม่ได้ขยายตัวเหมือนในอดีต และการแข่งขันไม่ได้มาจากคู่แข่งที่คุ้นเคยเท่านั้น ในช่วงที่ตลาดเติบโตดี บริษัทอาจเติบโตไปพร้อมกับตลาดได้ เพียงเพิ่มกำลังการผลิต ขยายช่องทาง เพิ่มสาขา หรือขายสินค้าเดิมให้ลูกค้าจำนวนมากขึ้น แต่เมื่อตลาดชะลอตัว วิธีการเหล่านี้อาจไม่เพียงพออีกต่อไป อย่างไรก็ดีสิ่งหนึ่งที่ผู้บริหารจะต้องนึกถึงคือตลาดที่โตช้าหรือเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว ไม่ได้หมายความว่าความเป็นไปได้ในการเติบโตของบริษัทจะหมดลงไปด้วย เพราะการเติบโตของตลาดกับการเติบโตของบริษัทไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งเดียวกัน
การเติบโตอาจติดขัด เพราะเรานิยามธุรกิจแคบเกินไป
เมื่อนึกถึงการเติบโต องค์กรส่วนใหญ่มักเริ่มจากคำถามที่คุ้นเคย เช่น
- จะขายสินค้าเดิมให้ได้มากขึ้นอย่างไร
- จะเพิ่มลูกค้า เพิ่มสาขา หรือเพิ่มช่องทางได้อย่างไร
- จะออกสินค้าใหม่อะไร
- จะเข้าสู่ตลาดใดที่กำลังเติบโต
- จะลดราคา หรือทำโปรโมชั่นอย่างไรให้แข่งขันได้ดีขึ้น

คำถามเหล่านี้ไม่ได้ผิด แต่มีข้อจำกัดสำคัญ คือยังตั้งต้นจากนิยามธุรกิจในปัจจุบัน หากบริษัทนิยามตนเองจากธุรกิจที่อยู่ สินค้าหรือบริการที่ขายอยู่ โอกาสที่มองเห็นก็มักถูกจำกัดอยู่รอบสินค้าเหล่านั้น หากนิยามตนเองจากอุตสาหกรรมที่อยู่ โอกาสที่ค้นหาก็มักถูกจำกัดอยู่ภายในขอบเขตของอุตสาหกรรมนั้น หลายครั้งตลาดที่ดูเหมือนอิ่มตัว ไม่ใช่เพราะไม่มีโอกาสเหลืออยู่ แต่เพราะเราใช้กรอบเดิมมองหาโอกาสใหม่
บริษัทจึงไม่ควรถามเพียงว่า “ตลาดเดิมยังโตได้อีกเท่าไร” แต่ควรถามด้วยว่า
- ลูกค้ากำลังพยายามทำอะไรให้สำเร็จในชีวิต
- เรามีความสามารถอะไรที่มีคุณค่ามากกว่าสินค้าปัจจุบัน
- คุณค่าถูกสร้างขึ้นตรงจุดใดของระบบ
- การเปลี่ยนแปลงรอบตัวกำลังทำให้สิ่งใดเป็นไปได้
- และมีอะไรที่ยังไม่มีใครสร้างขึ้น แต่เรามีโอกาสทำให้เกิดขึ้นได้
การเปลี่ยนคำถาม อาจทำให้พื้นที่ของการเติบโตเปลี่ยนไปทั้งหมด
จากการหาไอเดีย สู่การนำทางการเติบโต
Strategic Growth Navigation Model หรือ SGNM มองการเติบโตไม่ใช่ในฐานะการหาไอเดียใหญ่เพียงหนึ่งไอเดีย แต่เป็นเส้นทางจากการทำความเข้าใจ ไปสู่การค้นหา การเลือก และการสร้าง commitment ที่เหมาะสม แนวคิดนี้ประกอบด้วยสี่ช่วงที่เชื่อมต่อกัน ได้แก่
KNOW — มองให้ชัด
CREATE — สร้างโอกาส ให้เห็นความเป็นไปได้
CHOOSE — เลือกสิ่งที่ควรจะเข้าไปทำ
INVEST — สนับสนุนสิ่งที่จะทำด้วยทรัพยากรที่เหมาะสม
ทั้งสี่ช่วงมีความสำคัญเท่า ๆ กัน
- หากองค์กรรีบ CREATE โดยยังไม่ KNOW ก็อาจได้ไอเดียจำนวนมากที่ไม่สัมพันธ์กับตัวตนหรือสภาพการแข่งขันจริง
- หาก CREATE แล้วไม่ CHOOSE องค์กรจะมีโครงการจำนวนมาก แต่ไม่มีลำดับความสำคัญ
- หาก CHOOSE แล้วไม่ INVEST โอกาสที่เลือกไว้ก็อาจไม่เคยเกิดขึ้นจริง
- หาก INVEST เร็วเกินไป องค์กรอาจไม่ได้ขยายโอกาส แต่กำลังขยายความไม่แน่นอนด้วยเงินจำนวนมากขึ้น
KNOW: รู้ว่าเราเป็นใคร และเกมกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร
การนำทางที่ดีต้องเริ่มจากการรู้ตำแหน่งที่แท้จริงของตนเอง ใน SGNM การ KNOW ไม่ใช่เพียงการทบทวนวิสัยทัศน์หรือเขียนภาพอนาคตที่ต้องการ แต่เป็นการทำความเข้าใจสองด้านไปพร้อมกัน

ด้านแรกคือ Strategic Center หรือหัวใจของธุรกิจ – Strategic Center ไม่ใช่สินค้าปัจจุบัน อุตสาหกรรมปัจจุบัน หรือแหล่งรายได้ที่ใหญ่ที่สุดเสมอไป แต่อาจอยู่ในรูปของความสัมพันธ์กับลูกค้า ความสามารถเฉพาะ ความรู้ ทรัพย์สินทางปัญญา ระบบการดำเนินงาน หรือหลักการบางอย่างที่ทำให้บริษัทยังคงเป็นบริษัทเดิม แม้สินค้าและรูปแบบธุรกิจจะเปลี่ยนไป
Strategic Center ที่ดีต้องทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกัน ประการแรก ต้อง เปิด ให้บริษัทมองเห็นตลาดใหม่ ลูกค้าใหม่ และวิธีสร้างคุณค่าใหม่ และ ประการที่สอง ต้อง ปิด หรือช่วยให้องค์กรปฏิเสธโอกาสที่อาจดูน่าสนใจ แต่ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่บริษัทเป็นหรือสามารถทำได้ดีจริง
ด้านที่สองคือ Arena หรือระบบการแข่งขันและสนามทางธุริจที่บริษัทกำลังเผชิญอยู่ ในโลกปัจจุบัน คู่แข่งไม่ได้มาจากอุตสาหกรรมเดียวกันเสมอไป เทคโนโลยี แพลตฟอร์ม พฤติกรรมลูกค้า กฎระเบียบ ต้นทุน และผู้เล่นรายใหม่ สามารถทำให้เส้นแบ่งระหว่างอุตสาหกรรมค่อย ๆ เลือนหายไป องค์กรจึงต้องมองทั้งจากข้างในออกไปและจากข้างนอกเข้ามา ข้างในบอกว่าเรามีอะไรที่ควรรักษาและต่อยอด ข้างนอกบอกว่าเกมกำลังเปลี่ยน และอะไรอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
การรู้เพียงตัวตนโดยไม่มอง Arena อาจทำให้องค์กรยึดติดกับอดีต แต่การมองหา Arena ใหม่โดยไม่มี Strategic Center ก็อาจทำให้องค์กรวิ่งตามทุกโอกาสที่กำลังเป็นกระแส
CREATE: ขยายพื้นที่ค้นหาก่อนรีบหาคำตอบ
เมื่อเข้าใจจุดเริ่มต้นแล้ว ขั้นต่อไปคือการขยายพื้นที่ของความเป็นไปได้ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือ องค์กรเริ่มต้นการประชุมเรื่องการเติบโตด้วยคำถามว่า “เราควรทำธุรกิจอะไรใหม่” แล้วคาดหวังว่าจะได้คำตอบที่ยิ่งใหญ่ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง SGNM เสนอว่าในช่วงแรก ไม่ควรรีบค้นหาคำตอบสำเร็จรูปที่ใช่ แต่ควรค้นหา insight, signal, question และ opportunity fragment ให้ได้มากพอเสียก่อน
โดย Opportunity fragment อาจเป็นความต้องการของลูกค้าที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง ความสามารถที่ยังใช้ไม่เต็มที่ จุดติดขัดในระบบ หรือการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่อาจมีผลสำคัญในอนาคต สิ่งเหล่านี้ยังไม่ใช่กลยุทธ์ แต่เป็นส่วนประกอบของการคิดกลยุทธ์ต่อไป
SGNM เสนอ Five Domains of Growth Discovery หรือห้าแนวทางในการค้นหาแหล่งการเติบโต

1. Customer: ลูกค้าให้คุณค่ากับอะไรอีก
แทนที่จะมองลูกค้าผ่านสิ่งที่เขาซื้อเพียงอย่างเดียว ให้มองปัญหา งานที่เขาพยายามทำให้สำเร็จ ผลลัพธ์ที่ต้องการ และคุณค่าทางอารมณ์หรือสังคมที่เกี่ยวข้อง ผลิตภัณฑ์อาจยังทำหน้าที่เดิม แต่ความหมายที่ลูกค้าได้รับจากผลิตภัณฑ์นั้นอาจเปลี่ยนไป หรือบริษัทอาจพบว่าคุณค่าที่แท้จริงอยู่ไกลกว่าตัวสินค้า
2. Capability: เราสามารถทำอะไรได้อีกจากสิ่งที่มีหรือรู้
องค์กรจำนวนมากเห็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้ง่ายกว่าความสามารถที่ซ่อนอยู่ภายใน ร้านค้าอาจไม่ใช่เพียงสถานที่ขายสินค้า แต่อาจเป็นเครือข่ายการเข้าถึงลูกค้า ทีมบริการอาจไม่ใช่เพียงแรงงานสนับสนุน แต่เป็นความสามารถในการสร้างความไว้วางใจและแก้ปัญหาที่หน้างาน ข้อมูลการซื้ออาจไม่ใช่เพียงประวัติธุรกรรม แต่อาจเป็นฐานในการเข้าใจวงจรความต้องการของลูกค้า คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “เรามีอะไร” แต่คือ “สิ่งที่เรามีทำให้เราสามารถทำอะไรได้อย่างโดดเด่น”
3. System: เราสามารถมีบทบาทใหม่ตรงไหนในระบบทั้งหมด
คุณค่าที่ลูกค้าได้รับมักไม่ได้เกิดจากบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันของผู้ผลิต ผู้ให้บริการ ผู้จัดจำหน่าย แพลตฟอร์ม ผู้เชี่ยวชาญ คู่ค้า และผู้เล่นอื่น โอกาสจึงอาจไม่ได้อยู่ที่สินค้าใหม่ แต่อยู่ที่บทบาทใหม่ เช่น การเป็นผู้ประสานระบบ ผู้จัดการข้อมูล ผู้รับรองมาตรฐาน ผู้เชื่อมต่อผู้ให้บริการ หรือผู้ลดความยุ่งยากระหว่างขั้นตอนต่าง ๆ ในหลายธุรกิจ โอกาสที่สำคัญไม่ใช่สินค้าที่ขาด แต่คือบทบาทที่ยังไม่มีใครทำได้ดี
4. Change: อะไรกำลังเป็นไปได้หรือมีคุณค่ามากขึ้น
เทคโนโลยี พฤติกรรม ประชากร ค่านิยม สภาพเศรษฐกิจ กฎระเบียบ และโครงสร้างอุตสาหกรรม สามารถเปลี่ยนทั้งสิ่งที่ลูกค้าต้องการและสิ่งที่บริษัทสามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม trend ยังไม่ใช่ opportunity การกล่าวว่า AI กำลังเติบโต สังคมกำลังสูงวัย หรือผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ยังไม่เพียงพอ องค์กรต้องแปลการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นต่อไปว่า
- สมมติฐานเดิมข้อใดกำลังถูกท้าทาย
- อะไรจะง่ายขึ้น ถูกลง หรือสำคัญขึ้น
- ปัญหาใหม่ใดจะเกิดขึ้น
- ใครจะได้รับคุณค่าใหม่
- และบริษัทมีโอกาสเข้าไปสร้างคุณค่านั้นหรือไม่
5. Create: เราสามารถทำให้อะไรที่ยังไม่มีเกิดขึ้นได้
โอกาสบางอย่างมีอยู่แล้วและรอให้เราค้นพบ แต่อีกหลายโอกาสยังไม่ปรากฏชัด เพราะลูกค้าอาจไม่สามารถร้องขอสิ่งที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน องค์กรอาจสร้างความเป็นไปได้ใหม่ด้วยการนำสิ่งที่แยกจากกันมารวมกัน ยืม logic จากอุตสาหกรรมอื่น ตั้งคำถามกับกติกาที่ทุกคนเคยยอมรับ เปลี่ยนความหมายของผลิตภัณฑ์ หรือเริ่มจากการทดลองขนาดเล็ก CREATE จึงไม่ใช่การคิดอย่างไร้ขอบเขต แต่เป็นการสร้างความเป็นไปได้ใหม่โดยมี Strategic Center และการเปลี่ยนแปลงของ Arena เป็นฐาน
กรณี LEGO: แก่นเดิม แต่พื้นที่ของโอกาสใหญ่ขึ้น
LEGO เป็นตัวอย่างที่ช่วยให้เห็นว่า บริษัทสามารถขยายพื้นที่การเติบโตได้โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งแก่นของตน หากนิยาม LEGO ว่าเป็น “ของเล่นก่อสร้างสำหรับเด็ก” พื้นที่การเติบโตย่อมถูกจำกัดด้วยประเภทสินค้าและกลุ่มอายุ แต่หากมองแก่นของ LEGO ว่าเป็นระบบของ creative play ซึ่งเปิดให้ผู้คนประกอบ รื้อ และสร้างความหมายใหม่ได้ พื้นที่ของโอกาสจะกว้างขึ้นอย่างมาก

ภายใต้มุมมองนี้ LEGO สามารถสร้างคุณค่าให้กับผู้ใหญ่ นักสะสม ผู้สนใจงานออกแบบ ผู้รักรถยนต์ แฟนภาพยนตร์ หรือผู้ที่ต้องการกิจกรรมเพื่อการพักผ่อนและตกแต่งบ้าน ตัวอย่างเช่น LEGO Botanicals ได้เชื่อมระบบตัวต่อเดิมเข้ากับการผ่อนคลาย ความสร้างสรรค์ และการตกแต่งพื้นที่สำหรับผู้ใหญ่
CHOOSE: ไม่ใช่ทุกไอเดียที่ดีควรกลายเป็นกลยุทธ์
การ CREATE ที่ดีควรทำให้มีความเป็นไปได้จำนวนมากขึ้น แต่บริษัทไม่สามารถและไม่ควรลงทุนกับทุกความเป็นไปได้ ช่วง CHOOSE จึงทำหน้าที่เปลี่ยน possibilities ให้เป็นโอกาสและความเป็นไปได้ ผ่านสามคำถาม
Attractive? มีบางสิ่งที่คุ้มค่าหรือไม่
โอกาสนั้นใหญ่หรือสำคัญเพียงพอหรือไม่ มีความต้องการจริงหรือไม่ สามารถสร้างคุณค่าที่มีความหมายหรือไม่ และมีความคงทนเพียงพอที่จะลงทุนหรือไม่
Us? เพราะเหตุใดจึงควรเป็นเรา
องค์กรมีความสัมพันธ์กับลูกค้า ความไว้วางใจ ความสามารถ สินทรัพย์ เครือข่าย หรือสิทธิในการชนะที่แตกต่างจากผู้อื่นหรือไม่ตลาดที่น่าสนใจไม่ได้หมายความว่าจะเป็นตลาดที่เหมาะกับเราเสมอไป คำถามนี้มองความสอดคล้องระหว่างโอกาสกับตัวองค์กร
Now? ขั้นต่อไปที่เหมาะสมในขณะนี้คืออะไร
แม้โอกาสจะน่าสนใจและองค์กรมีศักยภาพ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องลงทุนเต็มที่ทันที อาจยังมีสมมติฐานสำคัญที่ไม่รู้ หรือองค์ประกอบของระบบที่ยังไม่พร้อม
หลังจากพิจารณาในเรื่องของ Attractive, Us, Now แล้ว คำตอบที่ได้ จะสามารถแบ่งออกได้เป็นสามแนวทาง ประกอบด้วย

- Commit เมื่อโอกาสน่าสนใจ องค์กรมีสิทธิในการประสบความสำเร็จ และมีข้อมูลสนับสนุนเพียงพอที่จะเดินหน้าต่อไป
- Test เมื่อโอกาสมีศักยภาพ แต่ยังมีความไม่แน่นอนที่ควรพิสูจน์ อาจจะต้องเริ่มจากทดลอง และทำเล็กๆ ก่อน
- Park เมื่อคุณค่าหรือความเหมาะสมยังไม่ชัด เวลาอาจยังไม่ใช่ หรือโอกาสนั้นไม่ควรได้รับทรัพยากรต่อ การ Park ไม่ได้แปลว่าไอเดียนั้นไม่ดีเสมอไป แต่อาจแปลว่าไอเดียนั้นยังไม่สมควรได้รับ commitment ในตอนนี้
INVEST: ให้การลงทุนเติบโตตามหลักฐาน
การเลือกโอกาสได้แล้วไม่ได้หมายความว่าการเติบโตจะเกิดขึ้นเอง โอกาสใหม่จำนวนมากล้มเหลว ไม่ใช่เพราะบริษัทไม่มีไอเดีย แต่เพราะได้รับทรัพยากรน้อยเกินไปจนไม่สามารถพิสูจน์ตัวเอง หรือได้รับทรัพยากรมากเกินไปก่อนที่จะมีหลักฐานเพียงพอ SGNM เสนอหลักการสำคัญการเริ่มต้นในธุรกิจใหม่ควรจะเริ่มลงทุนผ่านสามช่วง

Learn
ลงทุนขนาดเล็กเพื่อทำความเข้าใจปัญหา ลูกค้า สมมติฐาน และความไม่แน่นอนที่สำคัญที่สุด เป้าหมายยังไม่ใช่รายได้หรือการขยายตัว แต่คือการเรียนรู้ให้เร็วและตรงประเด็น
Prove
เมื่อเริ่มเห็นสัญญาณที่ดี จึงเพิ่ม commitment เพื่อพิสูจน์ว่ารูปแบบนั้นสามารถทำซ้ำได้ ทั้งในด้านการยอมรับของลูกค้า การดำเนินงาน economics และความพร้อมขององค์กร
Scale
เมื่อมีหลักฐานแข็งแรงเพียงพอ จึงลงทุนอย่างจริงจังเพื่อขยายกำลัง ความสามารถ ทีมงาน ระบบ และ ecosystem ที่จำเป็นต่อการจับโอกาสนั้น
เอกสารอ้างอิงและอ่านเพิ่มเติม
- Adner, R. (2017). “Ecosystem as Structure: An Actionable Construct for Strategy.” Journal of Management, 43(1), 39–58. DOI: 10.1177/0149206316678451
- Ansoff, H. I. (1975). “Managing Strategic Surprise by Response to Weak Signals.” California Management Review, 18(2), 21–33. California Management Review
- Christensen, C. M., Hall, T., Dillon, K., & Duncan, D. S. (2016). “Know Your Customers’ ‘Jobs to Be Done.’” Harvard Business Review. Harvard Business Review
- McGrath, R. G., & MacMillan, I. C. (1995). “Discovery-Driven Planning.” Harvard Business Review. Harvard Business Review
- Teece, D. J., Pisano, G., & Shuen, A. (1997). “Dynamic Capabilities and Strategic Management.” Strategic Management Journal, 18(7), 509–533. DOI: 10.1002/(SICI)1097-0266(199708)18:7%3C509::AID-SMJ882%3E3.0.CO;2-Z
- The LEGO Group. (2022). “New LEGO Botanical Collection Sets Provide the Perfect Perennial Project for Adults Looking to Relax and Unwind.” LEGO.com
- The LEGO Group. (2025). Annual Report 2025. LEGO Group Reports
