
9 June 2026
ท่านผู้อ่านได้เคยสังเกตตนเองหรือคนรอบตัวบ้างไหมว่าปัจจุบันคนสื่อสารด้วยการพูดน้อยลงกว่าในอดีต ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงาน ตามแหล่งท่องเที่ยว หรือ แม้กระทั่งคนในบ้านเดียวกันเมื่อเลือกจะสื่อสารกันก็เลือกที่จะสื่อสารด้วยวิธีการอื่นแทนที่จะพูด ปรากฎการณ์ของการพูดที่น้อยลง ส่งผลกระทบต่อทั้งด้านสภาพจิตใจ ภาวะทางสังคม และการทำงานในองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์ในที่ทำงาน
เรื่องนี้ถูกจุดประเด็นขึ้นมาจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Perspectives on Psychological Science โดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิซซูรี ซึ่งได้ศึกษากลุ่มเป้าหมายที่อายุตั้งแต่ 10 ถึง 94 ปีมาติดต่อกันมา 20 ปีตั้งแต่ปี 2005 และพบว่าในทุกๆ ปี คนจะพูดน้อยลงโดยเฉลี่ย 338 คำต่อวัน เมื่อคิดรวม 20 ปีแล้วก็ลดลง 28% หรือ ประมาณ 3,000 คำต่อวัน ซึ่งการพูดน้อยลงนั้นไม่ได้เท่ากันในทุกช่วงวัย พบว่ากลุ่มคนที่อายุน้อยกว่า 25 ปี มีการพูดลดลงมากที่สุด นั้นคือลดลงมากกว่า 44% ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีงานวิจัยอีกชิ้นที่ออกมาเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งได้ศึกษาพฤติกรรมการพูดของคนทั้งในอเมริกา เม็กซิโก ออสเตรเลีย และยุโรป ซึ่งพบว่าในปัจจุบันคนจะพูดอยู่ประมาณ 12,792 คำต่อวัน ลดลงจากที่เคยพูด 16,000 คนต่อวันในปี 2007
สาเหตุหลักก็มาจาก
1. มีช่องทางในการสื่อสารด้วยสื่อดิจิทัลมากขึ้น ตั้งแต่อีเมล สังคมออนไลน์ จนถึงการส่งข้อความ การสื่อสารด้วยสื่อดิจิทัลได้เข้ามาแทนที่การพูด จากในอดีตเมื่อต้องการส่งความคิดถึงหรือถามข่าวคราวกันก็จะใช้วิธีการโทรศัพท์ไปหากัน มาในปัจจุบันก็ติดตามข่าวคราวของเพื่อนผ่านทางสังคมออนไลน์หรือทักไลน์ไป
2. ผลสื่บเนื่องจากโควิด19 ที่นำไปสู่การทำงานรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Work from Anywhere หรือ แบบ Hybrid ที่ทำให้การพบเจอและปฏิสัมพันธ์ในที่ทำงานลดน้อยลง การสนทนาหรือพูดคุยเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหรือหลังการประชุม หรือ ตามทางเดินต่างๆ ก็ลดหายไป
3. การเลือกที่จะไม่พูด คนจำนวนไม่น้อยเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่สามารถพูดคุยสนทนากับคนรอบข้างได้ก็เลือกที่จะอยู่คนเดียวเงียบๆ และเล่นมือถือไปด้วย จะเห็นสภาพที่คนรู้จักกันนั่งอยู่ด้วยกัน แต่แทนที่จะพูดคุยกัน แต่ละคนกลับเลือกที่จะนั่งเงียบๆ และสนใจในโทรศัพท์มือถือของตนเองแทน
ทีมนักวิจัยที่ได้ศึกษาในเรื่องนี้ได้ขยายความต่อไปว่าการสื่อสารด้วยดิจิทัลนั้นไม่สามารถทดแทนการสื่อสารด้วยการพูดได้ เมื่อพูดคุยกัน คนจะรับรู้ต่อการแสดงสีหน้า ท่าทาง น้ำเสียง จังหวะการพูด ที่ทำให้ผู้รับสารได้รับสารอย่างครบถ้วนสมบูรณ๊์ ซึ่งการสื่อสารด้วยดิจิทัลจะไม่สามารถทดแทนได้ ลองนึกภาพว่าการส่งอิโมจิ (Emoji) ไปจะทดแทนสีหน้าและนำ้เสียงจริงๆ ได้อย่างไร จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายครั้งการสื่อสารด้วยดิจิทัลมักจะนำไปสู่ความเข้าใจผิดและขัดแย็งระหว่างกันมากกว่าการพูดคุยกันปกติ
การสื่อสารด้วยการพูดที่ลดน้อยลงส่งผลกระทบต่อทั้งชีวิต สังคม และการทำงานอย่างไรบ้าง? นอกเหนือจากเรื่องของโอกาสในการเกิดการสื่อสารที่ผิดพลาด และนำไปสู่ความขัดแย้งแล้ว การพูดที่น้อยลงยิ่งตอกย้ำเรื่องของความโดดเดี่ยวทางสังคม (Loneliness) ซึ่งจากการศึกษาของ Gallup พบว่าหนึ่งในห้าของคนทำงานรายงานว่าตนเองรู้สึกโดดเดี่ยว โดยกลุ่มคนที่อายุน้อยกว่า 35 ปีได้รับผลกระทบมากที่สุด ซึ่งผลกระทบจากความรู้สึกโดดเดี่ยว นอกจากส่งผลต่อสภาพจิตใจของคนทำงานแล้ว ยังนำไปสู่การขาดงานที่บ่อยขึ้นและความสามารถในการทำงานที่ลดลง
มีงานศึกษาที่พบว่าการออกแบบที่ทำงานที่นำไปสู่การลดปฏิสัมพันธ์และการพูดคุยกันระหว่างพนักงาน เป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่ความรู้สึกโดดเดี่ยว ขณะเดียวกันการพูดคุยเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างคนในที่ทำงานเดียวกันทำให้คนรู้สึกดีและมีความเป็นส่วนร่วม (Engagement) ความโดดเดี่ยวนำไปสู่การลดความไว้วางใจระหว่างกันและความผูกพันในทีม ดังนั้นการสร้างความสัมพันธ์และความผูกพันระหว่างคนที่ดีที่สุดคือการได้พูดคุยกัน ถ้าคนหยุดพูด ความสัมพันธ์ก็จะแย่ลง เมื่อความสัมพันธ์แย่ลงการทำงานร่วมกันก็จะแย่ลง และสุดท้ายผลเสียย่อมนำไปสู่องค์กรเอง ดังนั้นในฐานะผู้บริหารจะต้องอย่าลืมสร้างกลไกและแนวทางในการส่งเสริมให้พนักงานได้มีโอกาสในการพูดคุยกันมากขึ้น
