12 May 2026

คำกล่าวที่ได้ยินกันบ่อยมากในปัจจุบันคือ ถ้าต้องการก้าวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงจะต้องเรียนรู้ในทักษะและเครื่องมือใหม่ทางด้านดิจิทัลและเอไอ คนทำงานแล้วการไม่ใช้ AI จะทำให้เสียเปรียบเพื่อนร่วมงานที่ใช้ AI ซึ่งแนวคิดข้างต้นก็ไม่ได้ผิดพลาดแต่ประการใด อย่างไรก็ดีเริ่มมีงานวิจัยและอีกแนวคิดหนึ่งที่มองว่าการพึ่งพาและใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีและเอไอที่มากเกินไปกลับจะนำไปสู่ความสามารถในการทำงานของสมองและสติปัญญาที่ลดลง

จุดเริ่มต้นของความคิดดังกล่าวมาจาก Cognitive Offloading หรือการลดภาระทางสมอง หรือการถ่ายโอนการทำงานของสมองไปสู่ดิจิทัลเทคโนโลยี ตัวอย่างที่เห็นได้ในชีวิตประจำวันมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการคิดเลขในใจ หรือ การจดจำเรื่องราว สิ่งที่จะทำ รวมทั้งตารางนัดหมาย ที่ถ่ายโอนไปให้กับโทรศัพท์ หรือ การทำความเข้าใจและจดจำทิศทางต่างๆ และใช้ GPS หรือ Google Map แทน Cognitive Offloading ไม่ใช่สิ่งที่ผิดให้เห็นถึงการปรับตัวต่อเทคโนโลยี ปัญหาคือเมื่อไม่ได้ใช้เพียงแค่ช่วยในการจดจำหรือจำทางแบบง่ายๆ เท่านั้น แต่กลายเป็นการให้เทคโนโลยี วิเคราะห์ ประเมิน และตัดสินใจแทนคน ซึ่งถึงแม้จะช่วยทำงานให้ออกมาสำเร็จด้วยดี แต่คนกลับไม่ได้ใช้ทักษะในการคิดและการทำงานของสมองเลย ลองนึกภาพเด็กนักเรียนที่ทำรายงานออกมาอย่างดีด้วยความช่วยเหลือของ AI แต่จริงๆ แล้วไม่ได้พัฒนาและใช้ทักษะในการคิด การวิเคราะห์ หรือ การเขียนเลย

ตัวอย่างหนึ่งคือมีงานวิจัยในปี 2020 ที่พบว่าผู้ที่ใช้ GPS (เช่น Google Map) ในการนำทางตลอดเวลา จะส่งผลทำให้ Spatial Memory หรือความสามารถของสมองในการจดจำตำแหน่งที่ตั้ง วัตถุและเส้นทางต่างๆ (หรือการมีแผนที่ในใจ) แย่ลง ทั้งนี้เนื่องเมื่อ GPS บอกให้เราไปในเส้นทางไหน เราก็จะเชื่อฟังและหยุดที่จะใช้แผนที่ในใจเพื่อกำหนดทิศทางในใจเราเอง สำหรับการใช้เอไอนั้น ความน่ากลัวของเอไอ คือ เอไอนั้นก้าวล้ำกว่าดิจิทัลเทคโนโลยีที่ผ่านมา เนื่องจากเอไอสามารถช่วยทั้งสรุป อธิบาย ระดมความคิด เขียน วิเคราะห์ และให้ข้อเสนอแนะในเรื่องราวต่างๆ ได้ดีกว่า ดังนั้นการ Offload ที่สมองเราทำเมื่อใช้เอไอ จะไม่ใช่เพียงแค่การจดจำและทิศทางอีกต่อไป แต่จะรวมถึงการคิดด้วย

จริงอยู่ที่คนใช้ AI อาจจะมองว่าบทบาทของการใช้สมองก็ต้องเปลี่ยนไปจากการคิด วิเคราะห์ เสนอแนะ กลายเป็นการตั้งคำถาม การยืนยันข้อมูล และการเชื่อมต่อผลลัพธ์ต่างๆ ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับการคิดและการใช้สมองเช่นกัน แต่ก็เป็นการใช้สมองในคนละรูปแบบกัน มีอีกงานวิจัยที่ออกมาเมื่อเมื่อปีที่แล้วที่ชี้ว่ายิ่งคนใช้เอไอและมีความไว้ใจและเชื่อมั่นต่อเอไอเท่าใด ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณหรือ Critical Thinking ก็จะยิ่งลดลง

ซึ่งนำไปสู่ปรากฎการณ์ที่เรียกว่า AI Paradox นั้นคือในยุคที่ทุกคนต้องพัฒนาตนเองและทักษะใหม่ๆ ให้ทันต่อยุคเอไอ แต่ขณะเดียวกันการใช้เอไอมากขึ้นก็จะนำไปสู่การลดลงของทักษะเดิมๆ โดยเฉพาะการจดจำ การทำความเข้าใจ การคิด วิเคราะห์ ประเมิน และให้ข้อเสนอแนะ หรือสั้นๆ คือการพัฒนาทักษะทางด้านเอไอ นำไปสู่ความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือ แต่ก็อาจจะนำไปสู่ความสูญเสียในทักษะการคิด

ความน่าเป็นห่วงคือคนที่เพิ่งเข้าสู่การทำงาน หรือ เด็กในวัยเรียน ที่จริงๆ แล้วจะต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ด้วยการลองผิดลองถูก ทำซ้ำๆ ประสบปัญหา มีการเรียนรู้ แต่เมื่อเอไอสามารถช่วยลดขั้นตอนและกระบวนการดังกล่าวไป ทำให้ถึงแม้งานที่ทำจะออกมาได้ดีมีคุณภาพ (จากการช่วยเหลือของเอไอ) แต่คนกลับไม่ได้มีการเรียนรู้หรือพัฒนาในทักษะจำเป็นต่อการทำงานจริงๆ ในระยะยาว ยิ่งถ้าเป็นเด็กวัยเรียน การใช้แต่เอไออาจจะทำให้ขาดทักษะพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในอนาคตทั้งหมดนี้ไม่ใช่ให้หยุดใช้เอไอ แต่ต้องการให้หยุดคิดว่าจะใช้เอไออย่างไรที่จะไม่ทำให้ทักษะในการคิดลดลง