NEW DELHI/INDIA, 08NOV09 – C. K. Prahalad in India’s Next Aspiration Session. Participants captured during the World Economic Forum’s India Economic Summit 2009 held in New Delhi, 8-10 November 2009. Copyright (cc-by-sa) © World Economic Forum (www.weforum.org/Photo Eric Miller emiller@iafrica.com)

28 April 2010

สำหรับท่านผู้อ่านที่ติดตามเรื่องเกี่ยวกับกลยุทธ์และการบริหารนั้นคงพอจะคุ้นๆ กับชื่อของ C.K. Prahalad บ้างนะครับ ในวงการวิชาการด้านการบริหารนั้นเราถือกันว่า Prahalad เป็นกูรูหรือเป็นผู้รู้ระดับโลกคนหนึ่งทางด้านกลยุทธ์ เมื่อมีการสำรวจสุดยอดนักคิดทางด้านการจัดการของโลกทีไร ก็จะมีชื่อของ Prahalad ติดอยู่ทุกครั้ง โดยเมื่อวันที่ 16 เมษายน ที่ผ่านมา Prahalad ได้เสียชีวิตลงด้วยวัย 68 ปี ซึ่งก็ถือว่าไม่มากนัก และทำให้ในแวดวงด้านกลยุทธ์และบริหาร ต้องสูญเสียนักคิดระดับโลกไปคนหนึ่ง

            ผลงานที่สำคัญของ Prahalad นั้นส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับกลยุทธ์ครับ งานที่สร้างชื่อโดดเด่นให้กับเขาก็คือบทความที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Harvard Business Review ฉบับเดือนพฤษภาคม 1990 ชื่อ The Core Competence of the Corporation โดยเป็นงานเขียนคู่กับ Gary Hamel และภายหลังทั้งคู่ก็ขยายจากบทความดังกล่าวมาเป็นหนังสือขายดีที่นักกลยุทธ์สมัยนั้นต้องอ่านชื่อ Competing for the Future อาจจะกล่าวได้ว่า Prahalad เป็นหนึ่งในผู้ถือกำเนิดหลักการของ Core Competencies หรือ ความสามารถหลักขององค์กรขึ้นมา ซึ่งในปัจจุบันหลักการดังกล่าวได้กลาย เป็นเนื้อหาหรือองค์ประกอบพื้นฐานในตำราทางด้านกลยุทธ์เกือบทุกเล่ม

            โดยหลักการของความสามารถหลักขององค์กรก็คือการที่องค์กรจะต้องพัฒนาความสามารถที่โดดเด่นของตนเองขึ้นมา โดยเป็นสิ่งที่องค์กรอื่นยากที่จะลอกเลียนแบบได้ เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดคุณค่าหรือประโยชน์ต่อลูกค้า และเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดโอกาสในการขยายตัวเข้าสู่ธุรกิจใหม่ๆ ได้ องค์กรที่มีความสามารถหลักและมีความสามารถในการใช้ความสามารถหลักดังกล่าวย่อมจะนำไปสู่การได้เปรียบทางการแข่งขัน ซึ่งในช่วงที่แนวคิดเรื่องของความสามารถหลักขององค์กรเริ่มเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางนั้น ก็มีความพยายามที่จะจับสิ่งที่ Prahalad และ Hamel เขียนนั้นให้ชนกับสิ่งที่ Michael Porter ได้นำเสนอว่าก่อนหน้านี้ โดยแนวคิดเรื่องของความสามารถหลักนั้น เน้นให้องค์กรแสวงหาหรือพัฒนาความสามารถที่โดดเด่นขึ้นมา โดยอาจจะอยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่น่าสนใจ ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่ Porter พยายามนำเสนอในตอนนั้นว่าองค์กรจะ ประสบความสำเร็จได้เนื่องจากอยู่ในอุตสาหกรรมที่ดีและมีตำแหน่งทางการแข่งขันที่ดี

            ภายหลังจากบทความและหนังสือดังกล่าว Prahalad ก็จับคู่กับนักวิชาการท่านอื่นเขียน หนังสือออกมาอีกหลายเล่มครับ ไม่ว่า The Future of Competition ร่วมกับ Venkat Ramaswamy หรือ The Multinational Mission ร่วมกับ Yves Doz) และ The New Age of Innovation ร่วมกับ M.S. Krishnan แต่ที่สร้างชื่อให้กับ Prahalad ในช่วงหลังก็คือหนังสือเรื่อง The Fortune at the Bottom of the Pyramid  ซึ่งนำเสนอแนวคิดใหม่ทางธุรกิจ โดยกระตุ้นให้ภาคธุรกิจนำเสนอสินค้าหรือบริการให้กับกลุ่มคนที่ถือว่าเป็นรากหญ้าหรือระดับล่างสุดของสังคม และการมุ่งตอบสนองต่อกลุ่มรากหญ้านั้นจะกลับกลายมาเป็นโอกาสสำหรับองค์กรธุรกิจในการพัฒนาสินค้า บริการ และรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ที่มีลูกค้านับล้านๆ คน Bill Gates เองก็ยกย่องแนวคิดของ Prahalad ว่าเป็นแนวทางที่ น่าสนใจสำหรับการต่อสู้กับความยากจนด้วยธุรกิจ

            จุดเด่นของแนวคิดและหนังสือของ Prahalad นั้นอยู่ที่การกระตุ้นให้ผู้อ่านได้มองเรื่องต่างๆ ด้วยมุมมองหรือมิติใหม่ๆ ซึ่งแนวคิดของ Prahalad นั้นได้จุดประกายให้กับผู้บริหารทั่วโลก จนกระทั่งเขาเคยได้รับการจัดอันดับให้เป็นนักคิดที่มีอิทธิพลมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลกสองครั้งติดต่อกัน จากการจัดของ Times of London จุดเด่นในงานของ Prahalad อีกประการคือ เขามีความเชื่อว่าการดำเนินธุรกิจนั้นต้องก่อให้เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษย์เช่นเดียวกับการทำกำไร แนวคิดต่างๆ ของเขาล้วนแล้วแต่ให้ความสำคัญกับการคิดและจินตนาการใหม่ๆ

            Prahalad นั้นเป็นชาวอินเดียโดยกำเนิด ซึ่งก็อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาให้ความสำคัญกับการดูแลต่อระดับรากหญ้า Prahalad จบการศึกษาในระดับ MBA จาก Harvard Business School และไปเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ University of Michigan มาตลอด (Gary Hamel เป็นลูกศิษย์ของ Prahalad ที่ Michigan ครับ) ก็ต้องถือว่าน่าเสียดายนะครับที่วงการวิชาการจะสูญเสียนักคิดที่มีอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งของโลกไปครับ และด้วยอายุเพียงแค่ 68 นั้นก็ถือว่าไม่มากสำหรับวิชาชีพนี้ครับ