23 May 2003

ในสัปดาห์ที่แล้วผมได้เสนอถึงสถานการณ์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง GE ภายหลังจากการเกษียณของอดีตผู้บริหารสูงสุดอย่าง Jack Welch โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่ Jeffrey Immelt ผู้บริหารสูงสุดคนปัจจุบันของ GE จะต้องปรับตัว ดังนั้นในสัปดาห์นี้เราเลยมาต่อกันในสิ่งที่ Immelt ได้ทำหรือคิดจะทำเพื่อทำให้ GE ยังคงดำรงความเป็นอันดับหนึ่งอยู่ได้ในสถานการณ์เช่นปัจจุบัน อีกทั้งเราจะมาดูถึงวิบากกรรมที่ Jack Welch ต้องเผชิญหลังจากพ้นจากตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของ GE

ในสัปดาห์ก่อนได้นำเสนอถึงความแตกต่างในบุคลิกภาพระหว่าง Welch กับ Immeltซึ่งความแตกต่างในบุคลิกภาพนี้ก็นำไปสู่ความแตกต่างในนโยบายการบริหารเช่นกัน ในขณะที่ Welch มุ่งการขยายธุรกิจและทำให้ GE เติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา นโยบายของ Immelt นั้น เห็นว่าการเติบโตของ GE ควรวอยู่บนฐานของธุรกิจที่แข็งแกร่ง ดังนั้นธุรกิจที่จะมุ่งเติบโต จึงควรเป็นธุรกิจที่แข็งแรงมากกว่าขยายตัวในทุกๆ ธุรกิจ นอกจากนี้ Immelt ยังให้ความสำคัญต่อนวัตกรรมใหม่ๆ ดังนั้นในยุคสมัยของ Immelt จึงมุ่งเน้นในเรื่องของการลงทุนในเรื่องของการวิจัยและพัฒนา และในขณะเดียวกันกลยุทธ์ในการเข้าไปซื้อกิจการของ Immelt ก็มีความชัดเจน และรอบคอบมากกว่าสมัยของ Welch 

ในขณะเดียวกันความโดดเด่นในช่วงหลังของ Immelt ก็เกิดจากภาพลักษณ์ของWelch ที่เริ่มตกต่ำลงในช่วงหลัง ภายหลังจากเกษียณจาก GE ดูเหมือนว่าอดีตนักบริหารที่ยิ่งใหญ่อย่าง Jack Welch จะประสบแต่ปัญหาและโชคร้ายซ้ำๆ ซากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่เขาเจอนั้นอาจจะทำลายชื่อเสียงของเขาที่สั่งสมมานานกว่ายี่สิบปีในฐานะผู้บริหารที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของโลก ปัญหาของ Welch เริ่มจากการไปมีความสัมพันธ์ในเชิงชู้สาวกับ Suzy Wetlaufer อดีตบรรณาธิการของวารสาร Harvard Business Review (HBR) อันโด่งดัง จริงๆ แล้วเรื่องเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2001 ที่ Wetlaufer ได้รับมอบหมายจากทางวารสารให้ไปสัมภาษณ์ Welch เพื่อลงตีพิมพ์ใน HBR ซึ่งในตอนหลังทาง Wetlaufer ก็ออกมายอมรับเองถึงความสัมพันธ์ในเชิงโรแมนติกระหว่างเธอกับ Welch ถึงขั้นที่เธอเองออกมาแสดงความรับผิดชอบที่จะถอนบทความที่เธอเขียนขึ้นจากการตีพิมพ์เนื่องจากเธออ้างว่าเกิด Conflict of Interest เกิดขึ้น แต่ดูเหมือนการแสดงความรับผิดชอบของ Wetlaufer จะไม่เพียงพอ เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับ Welch ได้ก่อให้เกิดความไม่พอใจในกลุ่มพนักงานของ HBR จนในที่สุดเธอเองต้องลาออกจาก HBR

ความสัมพันธ์ระหว่าง Wetlaufer กับ Welch คงจะไม่ผิดอะไรถ้าเกิด Welch ยังเป็นหนุ่มโสดอยู่ แต่เนื่องจาก Welch เองแต่งงานแล้ว ดังนั้นปัญหาที่สองของ Welch หลังเกษียณก็เลยตามมานั้นคือ Jane Welch ภรรยาของเขาที่ Welch เคยแสดงว่ารักหนักหนาในหนังสือขายดีของเขา (Jack: Straight from the Gut) ก็ต้องออกโรงฟ้องหย่า Welch ในฐานะที่นอกใจภรรยา จริงๆ แล้วการฟ้องหย่าของคนสองคนไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อ GE หรือ Immelt เท่าใดถ้า Jane Welch ไม่ออกมาเปิดเผยถึงผลประโยชน์ที่ Welch ยังคงได้รับอยู่ภายหลังเกษียณจาก GE โดยทาง GE ยังคงจ้าง Welch เป็นที่ปรึกษาอยู่ด้วยค่าจ้าง $86,000 ต่อปี (หรือประมาณ 3.6 ล้านบาท) รวมทั้งสามารถที่จะใช้ประโยชน์จากบริการต่างๆ ของ GE ได้ตลอดชีวิตเหมือนเช่นในสมัยก่อนเกษียณ นอกจากนี้สิ่งที่ Welch ได้รับจาก GE ยังประกอบด้วยการได้อยู่ในอพาตเม้นสุดหรูใจกลางนิวยอร์กของบริษัทที่ถ้าเก็บค่าเช่าก็คงได้ $80,000 ต่อเดือน ได้ที่นั่งพิเศษในการเข้าชมกีฬาสำคัญของอเมริกา อีกทั้งทางบริษัทยังจ่ายค่าอาหาร ค่าไวน์ พ่อครัวของ Welchด้วย รวมถึงค่าใช้จ่ายจิปาถะไม่ว่าจะเป็นค่าซักรีด ค่าเดินทาง สันทนาการ รถยนต์ส่วนตัวพร้อมคนขับ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ Welch ยังสามารถใช้เครื่องบิน Boeing 737 ของบริษัทได้ตลอดเวลาในการเดินทาง ซึ่งถ้าคิดเป็นค่าเช่าแล้วก็ตก $291,869 ต่อเดือน

พอตัวเลขหรือประโยชน์ที่ Welch ได้รับเปิดเผยออกไป ก็เริ่มมีคำถามจากหลายๆ ฝ่ายว่าสิ่งที่ Welch ได้รับหลังเกษียณนั้นเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งทางโฆษกของ GE ก็ออกมาตอบโต้ในเชิงที่ว่าสมัยที่ Welch อยู่ที่ GE นั้นได้ทำกำไรและรายได้ไม่รู้เท่าไรให้กับบริษัท ดังนั้นสิ่งตอบแทนเหล่านี้ถือเป็นเพียงเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง ซึ่งต่อมา Welch ก็ประกาศสละผลประโยชน์ต่างๆ ที่ตนเองได้รับหลังเกษียณ และยินดีที่จะชดใช้ส่วนที่ใช้ไปด้วย ในขณะเดียวกันทั้ง Welch และ GE ก็ออกโรงมาชี้แจงว่าสิ่งต่างๆ ที่ Welch ได้รับนั้น อยู่ในสัญญาที่ Welch ทำขึ้นมากับบริษัทตั้งแต่ปี 1996 และเป็นข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณชนมาตลอด เพียงแต่ Welchอาจจะโชคร้ายเท่านั้นเองว่าเรื่องของเขากลายเป็นที่สนใจของทุกๆ คนเนื่องจากเพิ่งผ่านพ้นเหตุการณ์ไม่ชอบมาพอกลในบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งของอเมริกา

ปัญหาส่วนตัวของ Welch ทำให้เริ่มเกิดความสงสัยต่อความโปร่งใสของงบการเงินของGE ซึ่งทาง Immelt ก็รู้ปัญหาดี และพยายามที่จะแสดงให้ทุกฝ่ายเห็นถึงความโปร่งใสของตัวเลขทางการเงินของตัวเอง รวมทั้งจัดให้มีการประชุม Teleconferences กับนักวิเคราะห์ทุกไตรมาส ซึ่งทาง GE ไม่เคยทำมาก่อนในประวัติศาสตร์กว่า 120 ปี นอกจากนี้ในการส่งงบและข้อมูลทางการเงินให้ SEC ในทุกไตรมาส GE ก็พยายามเพิ่มเติมรายละเอียดเข้าไปมากขึ้นในแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน ผลของปัญหาที่เกิดขึ้นประกอบกับผลการดำเนินงานในบางอุตสาหกรรมที่ตกต่ำลงของ GE ทำให้ GE ตกจากที่หนึ่งในรายชื่อ American’s Most Admired Company หรือบริษัทที่ได้รับความชื่นชมที่สุดในอเมริกาไปอยู่ในลำดับที่ห้า ในปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดีดูเหมือนว่าทุกคนก็ยังคงมีความเชื่อมั่นต่อความสำเร็จของ GE ในอนาคต เนื่องจากตัวของ Immelt เอง และทีมผู้บริหารของ GE ที่ได้ชื่อว่ามีคุณภาพคับแก้ว