14 February 2003

ถ้าเอ่ยชื่อ Michael E. Porter ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด คิดว่าท่านผู้อ่านส่วนใหญ่คงจะรู้จักผลงานของเขาเป็นอย่างดี Porter เองได้พัฒนาแนวคิดในด้านของการแข่งขันและในด้านของกลยุทธ์มาหลายประการไม่ว่าจะเป็นตัวแบบการวิเคราะห์อุตสาหกรรมที่อยู่ในตำรากลยุทธ์ทุกเล่มอย่าง 5 Forces หรือแนวคิดลูกโซ่แห่งคุณค่า (Value Chain) ที่พูดถึงกันจนเป็นศัพท์สามัญไปแล้ว Porter ต้องการที่จะอธิบายสาเหตุที่ทำให้องค์กรธุรกิจแห่งหนึ่งมีความสามารถในการแข่งขันเหนือองค์กรอื่น ในช่วงหลัง Porter เองก็ได้ขยายขอบเขตของการวิเคราะห์และอธิบายสาเหตุของความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) จากระดับองค์กรธุรกิจไปสู่ระดับประเทศ ในสัปดาห์นี้ผมเลยอยากจะนำความคิดเห็นของ Porter ต่อการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศมานำเสนอท่านผู้อ่านดูครับ ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยคงต้องขึ้นอยู่กับความเห็นของท่านผู้อ่านเองครับ

Porter เองค่อนข้างมีความเห็นที่แตกต่างจากนักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปที่อธิบายว่าความสามารถทางการแข่งขันของแต่ละประเทศขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้านมหภาค ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยด้านเศรษฐกิจมหภาค ด้านนโยบายทางการเงินและการคลัง กฎหมาย การส่งออก ฯลฯ Porter มองว่าถึงแม้ปัจจัยทางด้านมหภาคเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการสร้างความมั่นคงและเติบโตของแต่ละประเทศ แต่ปัจจัยทางด้านมหภาคเหล่านี้ยังไม่เพียงพอในการสร้างความมั่งคั่ง (Wealth) ให้กับประเทศได้ Porterมองว่าความมั่งคั่งของประเทศจะเกิดขึ้นได้จากระดับเศรษฐกิจระดับจุลภาค (Microeconomic) มากกว่าระดับมหภาค นอกเหนือจากประเด็นความแตกต่างในแนวคิดด้านมหภาคและจุลภาคแล้ว Porter เองยังมีความเห็นที่แตกต่างจากผู้อื่นในเรื่องของความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness)

Porter มองว่าในอดีตเรามักจะเข้าใจผิดกับคำว่าความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness)ในระดับประเทศ โดยมักจะไปยึดติดกับส่วนแบ่งในตลาดโลกของสินค้าจากประเทศนั้นๆ การมองคำจำกัดความของความสามารถในการแข่งขันในลักษณะดังกล่าวทำให้นโยบายของรัฐบาลในเรื่องเกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันผิดเพี้ยนไป โดยรัฐบาลก็จะไปมุ่งเน้นในการออกนโยบายที่ลดต้นทุนค่าแรงงานภายในประเทศ อีกทั้งมุ่งเน้นการลดค่าเงินของตนเองเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการส่งออก โดยมีความเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ แต่ Porter มองอีกมุมหนึ่งว่าการสร้างความสามารถในการแข่งขันโดยมุ่งเน้นต้นทุนแรงงานราคาที่ถูกและการลดค่าเงิน แต่ในขณะเดียวกันกลับจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อซื้อสินค้าและบริการจากต่างประเทศไม่ได้เป็นการเพิ่มความมั่งคั่งของประเทศในระยะยาว

Porter เสนอว่าในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับความสามารถในการแข่งขันในระดับประเทศนั้นต้องเริ่มจากแหล่งของความเจริญและมั่งคั่งของประเทศก่อน ความมั่งคั่งและมาตรฐานการดำรงชีวิตของประชากรในประเทศเกิดขึ้นจากผลิตภาพ (Productivity) ของแต่ละประเทศ ซึ่งวัดโดยมูลค่าของสินค้าและบริการที่ผลิตในประเทศนั้นๆ ต่อด้วยหนึ่งหน่วยของทรัพยากรมนุษย์ ทุน และทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้นพอจะสรุปได้ว่าความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริงของแต่ละประเทศจะต้องดูจากผลิตภาพ(Productivity) และผลิตภาพนั้นทำให้แต่ละประเทศสามารถสนับสนุนค่าแรงที่สูง ค่าเงินที่แข็ง และผลตอบแทนจากเงินทุน อันจะนำไปสู่มาตรฐานการดำรงชีวิตที่สูง ดังนั้นพอจะสรุปได้ว่าผลิตภาพ (Productivity) น่าจะเป็นเป้าหมายหลักของแต่ละประเทศมากกว่าการส่งออกเพียงอย่างเดียว

โดยการวัดผลิตภาพของแต่ละประเทศนั้น Porter เสนอให้ดูจาก GDP per Capita ซึ่งถ้าท่านผู้อ่านไปดู GDP per Capita ของแต่ละประเทศในปี 2001 จะพบว่าอเมริกามี GDP per Capita สูงสุดอยู่ที่ 34,888 ประเทศอื่นที่มี GDP per Capita สูงๆ ได้แก่สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ เดนมาร์ก ญี่ปุ่น สิงค์โปร์ แคนาดา ส่วนของประเทศไทยนั้นอยู่ที่ 6,630 ซึ่งถ้าดูจากตารางที่ Porter ทำไว้ก็อยู่ตรงกลางค่อนไปทางต่ำ

ถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยแล้วนะครับว่าคำว่าเศรษฐกิจระดับจุลภาค(Microeconomic) ในความหมายของ Porter คืออะไร? Porter เองมองว่าเศรษฐกิจระดับจุลภาคคือกลยุทธ์ ความสามารถในการแข่งขันและ ผลิตภาพของบริษัทต่างๆ ในแต่ละประเทศ นอกจากนี้ยังครอบคลุมถึงบริบทและสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นระบบสาธารณูปโภคที่พร้อมSuppliers ที่ดี สถาบันวิจัยที่ทันสมัย สถาบันการศึกษาที่ผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพ ถ้าท่านผู้อ่านได้ติดตามงานของ Porter มาตลอดก็จะพบว่าเศรษฐกิจระดับจุลภาคตามความหมายข้างต้นไม่ได้เป็นอะไรที่ใหม่สำหรับ Porter เลย ปัจจัยระดับจุลภาคข้างต้นล้วนแล้วแต่เคยปรากฏอยู่ในงานเก่าๆ ของเขาทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็น 5 Forces, Value Chain, หรือ Diamond Model เพียงแต่ในช่วงหลัง Porter พยายามที่จะปรับแนวคิดก่อนๆ ที่เขาเคยพัฒนาให้มุ่งเน้นในระดับชาติมากขึ้น

อย่างไรก็ดีสิ่งที่ Porter นำเสนอนั้นก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่คิดขึ้นมาโดยขาดหลักฐานสนับสนุน โดย Porter ได้ทำการวิจัยในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านเศรษฐกิจระดับจุลภาคกับความมั่งคั่งของแต่ละประเทศ (ซึ่งวัดโดย GDP per Capita) ซึ่งผลจากการวิจัยพบว่าปัจจัยเศรษฐกิจระดับจุลภาคมีผลถึงร้อยละ 81 ต่อความแตกต่างของ GDP per Capita ของแต่ละประเทศ ซึ่งก็สนับสนุนแนวคิดของ Porter ได้ชัดเจนพอสมควร นอกจากนี้ Porter ยังได้พัฒนาดัชนีชี้วัดอีกตัวหนึ่งชื่อ The Microeconomic Competitiveness Index (MCI) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานที่จะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศ การที่จะได้มาซึ่งตัว MCI นั้นเกิดขึ้นจากการสำรวจสอบถามผู้บริหารเกือบห้าพันคนในแปดสิบประเทศทั่วโลก โดยคำถามที่สอบถามนั้นเป็นคำถามที่มุ่งเน้นในการประเมินระดับของเศรษฐกิจระดับจุลภาคของแต่ละประเทศ เช่น การถามถึงคุณภาพของโรงเรียนของรัฐ ก็จะแสดงให้เห็นถึงปัจจัยด้านทุนมนุษย์ (Human Capital) ของประเทศนั้นๆ นอกเหนือจากคำถามจากแบบสอบถามแล้วการที่จะได้มาซึ่ง MCI นั้นยังต้องอาศัยข้อมูลเชิงปริมาณประกอบด้วย เช่น จำนวนของสิทธิบัตรที่มีการจดทะเบียน หรือ อัตราการใช้อินเตอร์เน็ต หรือ อัตราการใช้โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น

วัตถุประสงค์ของการทำ MCI นั้น Porter ต้องการที่จะนำมาใช้เป็นข้อมูลในการเปรียบเทียบปัจจัยเศรษฐกิจระดับจุลภาคของแต่ละประเทศ เพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการพยากรณ์ความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศ (วัดจาก GDP per Capita) ซึ่งเมื่อได้ทดสอบในทางสถิติแล้วก็พบว่าปัจจัยทั้งสองประการมีความสัมพันธ์กันที่ชัดเจน ดังนั้นท่านผู้อ่านคงพอจะเดาได้นะครับว่าประเทศที่มีระดับ MCI สูงสุดคืออเมริกา ตามมาด้วยประเทศต่างๆ ที่มีระดับของ GDP per Capita ที่สูงดังที่ได้เสนอไปแล้ว ส่วนของประเทศไทยนั้นมีลำดับของ MCI อยู่ในอันดับที่ 35 ซึ่งถ้าดูเปรียบเทียบกับปีก่อนๆ แล้วก็ถือว่าดีขึ้นเรื่อยๆ ครับ

เป็นอย่างไรบ้างครับแนวคิดของ Porter ต่อการสร้างความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศ ถ้าท่านผู้อ่านสนใจในรายละเอียดเพิ่มเติมผมขอแนะให้เข้าไปดูจาก website ของเขาได้ครับ โดยไปที่ Institute for Strategy and Competitiveness (www.isc.hbs.edu) ซึ่งข้างในจะมีรายละเอียดผลงานของ Porter ค่อนข้างเยอะพอสมควร