2 มุมมอง 6 มิติของผู้นำ

ท่านผู้อ่านสงสัยไหมว่าผู้บริหารสูงสุดขององค์กรมีบทบาทและหน้าที่อะไรบ้าง? ล่าสุด Michael Porter และ Nitin Nohria ก็ได้ทำการศึกษาการแบ่งและใช้เวลาของบรรดา CEO และสรุปออกมาเป็นบทบาทและหน้าที่ของผู้นำสูงสุดขององค์กร ซึ่งทั้งคู่มองว่า CEO นั้นสามารถที่จะมีอิทธิพล (Influence) ต่อการดำเนินงานจขององค์กรได้ใน 6 มิติ และแต่ละมิติก็มี 2 มุมมองที่แตกต่างกัน ซึ่ง CEO ที่ดีจะต้องตระหนักและเข้าใจถึงความแตกต่างของทั้ง 2 มุมมองในแต่ละมิติ 

มิติแรก CEO เป็นผู้ที่อิทธิพลโดยตรงต่อเรื่องราวต่างๆในองค์กรผ่านการสั่งการการประชุมฯลฯอย่างไรก็ดี CEO ไม่สามารถเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับทุกๆเรื่องภายในองค์กรได้ดังนั้น CEO จะต้องรู้จักที่จะใช้อิทธิพลทางอ้อมเพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จไปพร้อมๆกันโดยอิทธิพลทางอ้อมนั้นสามารถที่จะผลักดันผ่านทางกลยุทธ์ค่านิยมกระบวนการในการทำงานต่างๆเพื่อให้การทำงานของทั้งองค์กรสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน

มิติที่สองการทำงานของ CEO นั้นจะต้องปฏิสัมพันธ์กับบุคคลต่างๆภายในองค์กรเป็นหลักอย่างไรก็ดี CEO ที่ดีจะต้องไปมีปฏิสัมพันธ์และเชื่อมโยงกับบุคคลต่างๆภายนอกองค์กร CEO ที่ดีจะต้องสามารถเชื่อมระหว่างภายนอกกับภายในให้ได้โดยนำมุมมองจากภายนอกเข้ามามีส่วนต่อการทำงานภายในขององค์กรอีกทั้งจะต้องทำให้บุคคลภายนอกเข้าใจถึงงานความสำคัญและผลลัพธ์ของสิ่งที่องค์กรทำ

มิติที่สามงานของ CEO ส่วนใหญ่เป็นงานเชิงรุก CEO จะต้องมีการตั้งเป้าหมายและขับเคลื่อนงานต่างๆเพื่อไปสู่เป้าหมายที่ต้องการแต่ขณะเดียวกัน CEO ก็ต้องพร้อมรับมือต่อเหตุการณ์และปัญหาต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้น CEO ที่ทำแต่งานเชิงรุกอย่างเดียวโดยไม่สนใจต่อสถานการณ์หรือปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์กรก็อาจจะนำไปสู่ความล้มเหลวของทั้ง CEO และองค์กรได้

มิติที่สี่ CEO มีอำนาจที่จะสั่งการในเรื่องต่างๆได้ตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ของความเป็นผู้นำองค์กรแต่ในความเป็นจริงนั้นจะพบว่ามีข้อจำกัดหรืออุปสรรคต่างๆมากมายต่อการใช้อำนาจหน้าที่นั้นไม่ว่าจะเป็นความเห็นที่แตกต่างกันของผู้บริหารระดับรองหรือบอร์ดดังนั้น CEO ที่ดีจะต้องสร้างความสมดุลระหว่างอำนาจที่ตนเองมีอยู่กับการให้ความสำคัญต่อความคิดเห็นหรือความรู้สึกของบุคคลอื่นในองค์กรด้วยมิฉะนั้นการต่อต้านจากคนอื่นๆภายในองค์กรก็อาจจะเกิดขึ้น

มิติที่ห้าการตัดสินใจของ CEO ในเรื่องต่างๆนั้นมีทั้งส่วนที่จับต้องหรือเห็นภาพได้ชัดเจนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกลยุทธ์เป้าหมายงบประมาณการเลือกคนแต่ในอีกมุมหนึ่งพบว่าอิทธิพลที่สำคัญของ CEO จะมาจากการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ต่างๆของ CEO (ทั้งสิ่งที่ทำหรือไม่ได้กระทำ) ซึ่งส่งผลต่อความคิดทัศนคติและพฤติกรรมของคนในองค์กรโดยไม่รู้ตัวเช่นการแต่งกายรถที่ขับสถานที่รับประทานอาหารการดูแลสุขภาพหรือแม้กระทั่งรูปลักษณ์ (ความอ้วน-ผอม) ของ CEO ก็ส่งสัญญาณต่อบุคคลต่างๆทั้งภายในและภายนอกองค์กรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้สิ่งต่างๆที่ CEO กระทำหรือไม่กระทำอาจจะกลายเป็นบรรทัดฐานของพฤติกรรมของคนในองค์กรต่อไป

มิติที่หกถึงแม้ CEO จะมีอำนาจที่มาจากหน้าที่ตามตำแหน่งแต่ในอีกมุมหนึ่ง CEO ที่ดีจะต้องผสมผสานระหว่างอำนาจหน้าที่กับความเชื่อใจและความไว้วางใจที่ได้รับจากบุคคลทั้งภายในและภายนอกองค์กรซึ่งความไว้วางใจและเชื่อใจนั้นเกิดจากหลายสาเหตุทั้งการแสดงออกถึงค่านิยมอันดีงามจริยธรรมความยุติธรรมรวมถึงการทำเพื่อองค์กรโดยไม่เห็นแก่ตนเองซึ่งความไว้ใจและเชื่อใจนี้ทำให้คนเกิดแรงจูงใจสูงกว่าอำนาจหน้าที่เพียงอย่างใดและมีส่วนช่วยนำองค์กรสู่ความสำเร็จได้

จะเห็นได้ว่าบทบาทหน้าที่ของ CEO ทั้งหกมิตินั้นมีสองมุมมองให้ต้องขบคิดเสมอและขณะเดียวกันก็มองว่าบทบาททั้งหกมิตินั้นไม่ใช่สำหรับเพียงแค่ CEO อย่างเดียวคนที่จะเป็นผู้นำในระดับต่างๆไม่ว่าหน่วยงานเอกชนหรือราชการก็ต้องตระหนักและให้ความสำคัญต่อมุมมองที่แตกต่างกันของบทบาททั้งหกประการ

กลยุทธ์เก่าในขวดใหม่ – ระบบสมาชิก

ในบรรดา Business model ใหม่ๆ ที่กำลังได้รับความนิยมกันนั้น Subscription model หรือระบบสมาชิก เป็นหนึ่งใน Business model ที่เป็นที่ยอมรับและเริ่มนำไปปรับใช้กันมากขึ้น จนกระทั่งเริ่มเกิดแนวคิดของคำว่า Subscription economy ขึ้น เมื่อคิดถึงคำว่า ระบบสมาชิกนั้น จะพบว่าจริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ประการใด ตั้งแต่พอจำความได้ก็จะพบกับแนวคิดของระบบสมาชิกอย่างแพร่หลายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกของหนังสือพิมพ์ที่ส่งมาให้ที่บ้านทุกเช้า หรือ สมาชิกของร้านขายเทปชื่อดังในอดีต หรือ สมาชิกของสโมสรกีฬาใกล้บ้าน จำได้ว่าในช่วงวัยรุ่นนั้นบัตรสมาชิกของร้านค้าหรือองค์กรต่างๆ มีอยู่เต็มกระเป๋าทีเดียว

อย่างไรก็ดี Subscription model ในปัจจุบันต่างจากระบบสมาชิกที่เราคุ้นเคยกันในอดีตจากพัฒนาการของเทคโนโลยีและการเข้าถึงข้อมูลต่างๆทำให้การเป็นสมาชิกไม่จำเป็นต้องมีบัตรไว้แสดงตัวตนอีกต่อไปทุกอย่างจะปรากฎเป็นแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือขณะเดียวกันธุรกิจที่บอกรับสมาชิกนั้นจะรู้ถึงข้อมูลการใช้งานพฤติกรรมรวมทั้งข้อมูลต่างๆอีกมากมายเกี่ยวกับสมาชิกทำให้สามารถนำเสนอสินค้าหรือบริการที่ตรงตามความต้องการของสมาชิกมากขึ้น

ตัวอย่างของธุรกิจที่ใช้ Subscription model ได้อย่างดีและทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างมากมายก็หนีไม่พ้น Netflix (ภาพยนตร์) หรือ Spotify (เพลง) ในอดีตผู้บริโภคจะมีความสุขใจในการเก็บสะสมวิดีโอเทปหรือดีวีดีหรือคาซเซ็ตเทปหรือซีดีเพลงและจะต้องมีการจัดเรียงไว้อย่างสวยงามแต่เพียงแค่ไม่กี่ปีเท่านั้นเองที่พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไป (ประกอบกับพัฒนาการของเทคโนโลยี) ทำให้ความต้องการที่จะเป็นเจ้าของสินทรัพย์ลดน้อยลงประกอบกับมีบริษัทที่ทำให้สามารถเข้าถึงภาพยนตร์หรือเพลงที่ต้องการได้ผ่านทางโทรศัพท์เครื่องเล็กๆ

ธุรกิจหลายๆแห่งกำลังเริ่มพิจารณาที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองจากความเป็นบริษัทที่หารายได้จากการขายสินค้าและบริการมาเป็นบริษัทที่มีรายได้จากการเพิ่มจำนวนสมาชิกแทนจุดเด่นที่สำคัญของระบบสมาชิกคือองค์กรจะได้ข้อมูลที่เรียกว่าเป็น insights เกี่ยวกับพฤติกรรมและการใช้งานในด้านต่างๆของสมาชิก (เหมือนกับที่ Netflix และ Spotify ทราบว่าสมาชิกชอบดูภาพยนตร์เรื่องอะไรหรือฟังเพลงแนวไหน) ข้อดีที่สำคัญคือด้วยรูปแบบการแข่งขันแบบเดิมๆคู่แข่งย่อมสามารถที่จะลอกเลียนแบบสินค้าหรือบริการได้ไม่ยากแต่ถ้าด้วย Subscription model คู่แข่งจะไม่สามารถแย่งข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมและการใช้งานของสมาชิกของท่านได้

การมีข้อมูลต่างๆของสมาชิกนั้นก็ทำให้ธุรกิจสามารถที่จะตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้ายุคใหม่ได้ดีกว่าเนื่องลูกค้ายุคใหม่ไม่ต้องการหรือจำเป็นที่จะเป็นเจ้าของสินค้าหรือบริการขณะเดียวกันก็ต้องการสิ่งที่จำเพาะตัวมากกว่าสิ่งที่เป็นมาตรฐานเหมือนๆกันหมดและต้องการสิ่งที่มีการพัฒนาตลอดเวลามากกว่าสิ่งที่เหมือนๆเดิมซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อธุรกิจมีข้อมูลและ Insights เกี่ยวกับลูกค้า

บางท่านอาจจะเห็นว่า Subscription model นั้นเหมาะกับเฉพาะสินค้าและบริการบางประเภทเท่านั้นเลยขอแนะนำให้ลองเข้าไปดูที่ Fender Play ซึ่ง Fender เป็นบริษัทที่ขายกีต้าร์ไฟฟ้าและภายหลังได้เปิดตัวระบบสมาชิกภายใต้ชื่อ Fender Play ที่เป็นระบบเรียนรู้ที่สอนให้คนเล่นกีต้าร์เมื่อคนเล่นเป็นและต้องการซื้อกีต้าร์แล้วร้านแรกที่ต้องนึกถึงย่อมจะต้องเป็น Fender หรือ Husqvarna ซึ่งเป็นผู้ผลิตและขายอุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆในการดูแลบ้านและสวนได้เปิดบริการ Husqvvarna Battery Box ซึ่งเป็นระบบที่ให้สมาชิกเข้ามายืมใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆได้ด้วยตนเองและเมื่อใช้เสร็จก็เพียงแต่นำกลับมาไว้ที่เดิมเท่านั้นแม้กระทั่งรถหรูอย่างปอร์เช่ก็มีระบบที่เรียกว่า Porsche Passport ที่เมื่อสมัครเป็นสมาชิกแล้วสามารถที่จะเลือกรถปอร์เช่ที่ต้องการขับในแต่ละวันได้

จริงๆยังมีตัวอย่างอีกมากมายของธุรกิจแบบดั้งเดิมที่เริ่มหามาสนใจ Subscription model มากขึ้นท่านผู้อ่านลองพิจารณาดูนะครับว่าจะนำระบบสมาชิกที่คุ้นเคยมาใช้กับธุรกิจได้อย่างไร

อากาศแปรปรวนกับธุรกิจ

ปัญหาที่เกิดขึ้นจากอากาศแปรปรวนหรือ Climate Change เป็นปัญหาใหญ่ที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกกำลังประสบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุณหภูมิที่สูงขึ้นผิดปกติตามภูมิภาคต่างๆ ที่ถึงขั้นนำไปสู่ไฟป่า หรือ เรื่องของหิมะที่ขั้วโลกที่กำลังละลายด้วยอัตราที่รวดเร็วกว่าเดิม หรือ เรื่องของพายุในรูปแบบต่างๆ ที่พัดเข้าสู่เมืองต่างๆ ทั่วโลก ปัญหาที่เกิดจากอากาศแปรปรวนนั้นมักจะถูกมองเป็นเรื่องของภัยธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์ หรือ ด้านสังคมเป็นหลัก แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่งอากาศแปรปรวนนั้นก็ส่งผลต่อภาคธุรกิจอย่างมหาศาลเช่นกัน และเผลอๆ อาจจะเป็นประเด็นที่ส่งผลต่อธุรกิจสูงกว่าที่ผู้บริหารต่างๆ คาดคิด

มีหนังสือชื่อ The Big Pivot ได้ระบุไว้ว่าในปัจจุบันองค์กรธุรกิจจำเป็นจะต้องเข้าใจเรื่องของอากาศแปรปรวนในระดับเดียวกันกับที่เข้าใจและเชี่ยวชาญต่อสังคมออนไลน์อย่างไรก็ดีความท้าทายที่สำคัญคือเราสามารถบอกได้ว่าอากาศแปรปรวนจะมีผลกระทบต่อองค์กรธุรกิจอย่างไรเช่นมีงานวิจัยที่พบว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อผลผลิตและผลิตภาพของพนักงานแต่ความยากอยู่ที่จะบอกได้ว่าอากาศแปรปรวนจะส่งผลกระทบต่อองค์กรธุรกิจเท่าใดปัจจุบันองค์กรต่างๆได้มีความพยายามในการป้องกันและแก้ไขต่อปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยหลากหลายวิธี

ทั้งการนำเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับอากาศแปรปรวนมาตั้งเป็นเป้าหมายทางธุรกิจไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDG) ในด้านอากาศแปรปรวนหรือการตั้งเป้าหมายที่เกี่ยวกับการลดก๊าซเรือนกระจกหรือการตั้งเป้าหมายที่จะใช้พลังงานที่มาจากพลังงานทดแทนทั้งหมดหรือการตั้งเป้าหมายการลดการใช้พลังงานในกระบวนการต่างๆของบริษัท

บางบริษัทต่างๆอย่างเช่นยูนิลีเวอร์โคคาโคล่าหรือวอลมาร์ทได้ประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่าจะใช้หันมาใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานทางเลือกให้ได้ 100% ภายในอนาคต

ขณะเดียวกันบางบริษัทนำระบบ Internal carbon pricing มาใช้ซึ่งเป็นการกำหนดราคาให้กับปริมาณก๊าซ CO2 ที่ธุรกิจปล่อยออกมา (เช่นเป็นราคาต่อตัน) และราคาดังกล่าวมาใช้ในการตัดสินใจลงทุนด้านต่างๆนอกจากนี้ยังเริ่มมีไอเดียเรื่องของ Climate Finance ที่องค์กรเริ่มนำมาใช้มากขึ้นโดย Climate Finance เป็นการนำเอาเครื่องมือทางการเงินต่างๆมาช่วยในการลดโอกาสในเกิดภาวะอากาศแปรปรวนผ่านทางโครงการต่างๆซึ่งมีทั้งเรื่องของ on-bill financing, green pricing programs, หรือ green bonds

ถึงแม้ความท้าทายจากภาวะอากาศแปรปรวนจะส่งผลอย่างมากมายต่อทุกภาคส่วนแต่ก็มีบุคลากรขององค์กรธุรกิจจำนวนไม่มากนักที่ได้รับการอบรมหรือพัฒนาที่จะสามารถนำเรื่องของผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของภาวะอากาศมาปรับเข้ากับแผนธุรกิจต้องยอมรับว่าในยุค Transformation เช่นในปัจจุบันเรามุ่งที่จะพัฒนาคนทางด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีแต่จริงๆแล้วภาวะอากาศแปรปรวนก็ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจไม่แพ้ปัจจัยทางด้านดิจิทัลแต่อย่างใดความรู้และทักษะของคนทำงานในสาขาต่างๆจะต้องเปลี่ยนไปและมีการนำเรื่องผลกระทบจากภาวะการเปลี่ยนแปลงของอากาศเข้ามาผสมผสานมากขึ้น

การที่องค์กรธุรกิจหันมาให้ความสนใจและมีการกระทำที่ชัดเจนเกี่ยวกับภาวะอากาศแปรปรวนนอกจากจะส่งผลดีต่อโลกสังคมและต่อองค์กรธุรกิจเองแล้วยังทำให้ผู้บริโภคและประชาชนทั่วไปเกิดความมั่นใจและเชื่อใจในตัวองค์กรด้วยลูกค้าจะเลือกซื้อสินค้าจากบริษัทที่มีนโยบายด้านสังคมที่สอดคล้องกับความสนใจของตนเองขณะเดียวกันคนรุ่นใหม่ก็จะอยากจะทำงานกับบริษัทที่ให้ความสำคัญและจริงจังกับเรื่องของสังคมและสิ่งแวดล้อม

สรุปคือเรื่องของภาวะอากาศแปรปรวนไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานภาครัฐหรือองค์กรขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นแต่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลต่อทุกองค์กรไม่แพ้การเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิทัลโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าองค์กรไม่เตรียมพร้อมที่จะรองรับต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

นวัตกรรมเริ่มจากการเชื่อมโยง

นวัตกรรมเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรอยากจะให้เกิด แต่ความท้าทายคือจะทำอย่างไรให้สามารถเกิดนวัตกรรม? จริงๆ แล้วพื้นฐานที่สำคัญประการหนึ่งของการเกิดสิ่งใหม่ๆ นั้นคือเริ่มต้นจากการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่เข้าด้วยกัน ถ้าเป็นศัพท์แบบไทยๆ เราก็เรียกว่า “จับแพะชนแกะ” หรือ ถ้าเป็น Steve Jobs ก็จะพูดให้ออกมาดูดีว่า “Creativity is just connecting things” 

อย่างไรก็ดีกับดักสำคัญสำหรับนวัตกรรมที่มาจากความคิดเชื่อมโยงก็คือผู้บริหารมักชอบที่จะมองภายใต้กรอบหรือบริบทที่ตนเองคุ้นเคยโดยเฉพาะอย่างยิ่งการมองภายใต้กรอบของอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่ตนเองอยู่และมักจะชอบตั้งข้อจำกัดให้กับวิธีคิดว่าจะต้องจำกัดอยู่แต่เฉพาะในสิ่งที่ตนเองทำหรือคุ้นเคยทำให้ยากที่จะเชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมโยงนอกกรอบธุรกิจเดิมของตนเอง 

มีตัวอย่างของธุรกิจใหม่ๆมากมายที่เกิดขึ้นเนื่องจากการเชื่อมโยงในสองธุรกิจที่มีอยู่เข้าด้วยเช่นเมื่อชาบูผสมกับซูชิก็กลายเป็นร้านอาหารรูปแบบใหม่ที่มีทั้งชาบูและซูชิอยู่ด้วยกันหรือเมื่อสุกี้ผสมกับซูชิก็เป็นร้านอาหารในอีกรูปแบบหนึ่งเช่นเดียวกันหรือแม้กระทั่งการเชื่อมโยงผสมผสานในธุรกิจเดียวกันแต่คนละตลาดเช่นเครือโรงแรมแห่งหนึ่งในต่างประเทศชื่อ citizenM ซึ่งเพิ่งเปิดตัวเมื่อปี 2008 และมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าที่ต้องการ affordable luxury นั้นคือความหรูหราในทำเลกลางเมืองที่ราคาไม่แพง

เครือโรงแรม citizenM มีความน่าสนใจในด้านของการเชื่อมโยงนั้นคือเขาพยายามที่จะสร้างโรงแรมสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมาด้วยการเชื่อมโยงและผสมผสานระหว่างโรงแรมสามดาวและโรงแรมห้าดาวในส่วนของความเป็นโรงแรมสามดาวนั้นคือในเรื่องของราคาที่ไม่แพงและห้องที่ไม่ใหญ่ (จริงๆคือห้องที่เล็ก) สำหรับในส่วนของความเป็นห้าดาวนั้นคือเตียงนอนที่ใหญ่น่านอนห้องที่ทันสมัยทำเลทองใจกลางมหานครใหญ่มีฟรี Wifi ที่มีสัญญาณแรง 

ปัจจุบัน citizenM  เริ่มไปเปิดตามทวีปต่างๆ มากขึ้น และผลที่ได้รับจากการเชื่อมโยงระหว่างความเป็นสามดาวและห้าดาวคือ อัตราการเข้าพักที่สูงถึงร้อยละ 90 เลยทีเดียว

ตัวอย่างไทยๆก็มีให้เห็นมากมายถึงธุรกิจใหม่ๆที่เกิดขึ้นจากการเชื่อมโยงสิ่งที่มีอยู่แล้วเข้าด้วยกันตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือสินค้าขึ้นช่ือจากจังหวัดสิงห์บุรีเค้กปลาช่อนจากร้านเกษราเบเกอรี่ที่เกิดขึ้นจากการเชื่อมโยงระหว่างของดีจังหวัดสิงห์บุรีอย่างปลาช่อนกับธุรกิจดั้งเดิมของตนเองคือเบเกอรี่หรือตัวอย่างสุดคลาสสิกของคนไทยคือการที่ครูเพลงไทยที่เป็นศิลปินแห่งชาติอย่างครูสง่าอารัมภีรท่านประพันธ์เพลงน้ำตาแสงไต้ (เพลงประจำละครพันท้ายนรสิงห์) โดยท่านได้แรงบันดาลใจจากการนำเพลงเขมรไทรโยคและเพลงลาวครวญมาผสมผสานกัน

ความสามารถในการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆเข้าด้วยกันนั้นกล่าวกันว่ามาจากการทำงานของสมองข้างขวาเป็นหลักต่างจากความสามารถในการคิดวิเคราะห์ซึ่งมาจากการทำงานของสมองข้างซ้ายเป็นหลักซึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือในปัจจุบันในยุคที่ Big Data หรือ Data Science กำลังโด่งดังและทุกองค์กรต่างพยายามนำข้อมูลของตัวเองมาวิเคราะห์เพื่อใช้ให้เป็นประโยชน์แต่ถ้าผู้บริหารหรือผู้ที่เกี่ยวข้องไม่สามารถมองเห็นความเชื่อมโยงจากข้อมูลเหล่านั้นหรือไม่สามารถที่จะเชื่อมโยงสิ่งที่ได้จากข้อมูลเข้ากับสิ่งต่างๆได้การเพียงแค่การวิเคราะห์ข้อมูลก็ยากที่จะนำไปสู่การสร้างสรรสิ่งใหม่ๆให้เกิดขึ้นได้

ปัจจุบันองค์กรและสถาบันการศึกษาต่างมุ่งสร้างคนรุ่นใหม่ซึ่งมีความสามารถในการวิเคราะห์ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีแต่อย่างไรก็ดีควรจะต้องไม่ละทิ้งความสำคัญของการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถในการคิดเชื่อมโยงสิ่งต่างๆเข้าด้วยกันซึ่งทักษะในการเชื่อมโยงนั้นจะยิ่งมีความสำคัญขึ้นอีกในอนาคตที่นอกเหนือจากจะเป็นพื้นฐานของนวัตกรรมแล้วความสามารถในการคิดและเชื่อมโยงสิ่งต่างๆยังเป็นสิ่งที่สมองกล AI หรือหุ่นยนต์ยากที่จะลอกเลียนแบบคนได้ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดคือคนพันธุ์ใหม่ที่มีความสามารถทั้งการคิดวิเคราะห์และเชื่อมโยงอยู่ในคนๆเดียว

ด่วน หรือ สำคัญ ทำอะไรก่อนกัน?

22 July 2018

ท่านผู้อ่านเคยมีความคิดว่าอยากจะทำสิ่งต่างๆ เต็มไปหมด จนถึงขั้นจดลงเป็นข้อๆ เลยว่าจะทำอะไรบ้าง แต่สุดท้ายก็พบว่าสิ่งที่ได้รับความสนใจและลงมือทำจริงๆ มักจะเป็นสิ่งที่ด่วน มากกว่าสิ่งที่สำคัญ งานใดก็ตามที่ด่วน (ถึงแม้อาจจะไม่สำคัญ) มักจะได้รับความเอาใจใส่มากกว่างานที่สำคัญ (แต่ไม่ได้ด่วน) ดังนั้นเมื่อถึงตอนสิ้นสุดของแต่ละวันหรือสัปดาห์ท่านอาจจะมีความรู้สึกว่าได้ทำงานเสร็จไปมากมายหลายอย่าง แต่ขณะเดียวกันก็จะมีความรู้สึกลึกๆ ซ่อนอยู่ว่ายังมีงานที่สำคัญอีกหลายอย่างที่ควรจะทำแต่ไม่ได้ทำเสียที

ปรากฎการณ์ข้างต้นไม่ใช่สิ่งที่แปลกเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทั่วไปถึงขั้นมีการตั้งชื่อว่าเป็น Urgency Effect ซึ่งเกิดขึ้นจากสมองของเราจะสั่งการหรือให้ความสำคัญกับความสำเร็จในระยะสั้นมากกว่าผลลัพธ์ที่จะได้รับในระยะยาวดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเมื่อทำงานเฉพาะหน้าสำเร็จเราจะรู้สึกดีขณะที่งานที่จะต้องใช้เวลานานในการที่จะทำให้สำเร็จ (ซึ่งถึงแม้จะมีความสำคัญ) กลับไม่ได้รับความสนใจจากสมองเท่าไร

ล่าสุดมีงานวิจัยที่ลงในวารสาร Journal of Consumer Research เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาศึกษาวิจัยถึงปรากฎการณ์ Urgency Effect และพบข้อมูลสนับสนุนว่าคนจะทำในสิ่งที่ไม่มีความสำคัญแต่มีความเร่งด่วน (เช่นการมีระยะเวลาหรือกำหนดการ) มากกว่าสิ่งที่มีความสำคัญแต่ไม่มีกรอบระยะเวลากำหนดไว้ทั้งๆที่ผลของการทำงานที่ไม่มีความสำคัญแต่ด่วนนั้นเมื่อเทียบในแง่ของความสำคัญผลกระทบหรือประโยชน์ที่ได้รับจะเทียบกับงานที่สำคัญแต่ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาไว้ไม่ได้เลย

นอกจากนี้งานวิจัยข้างต้นยังพบอีกว่ายิ่งถ้างานที่ไม่สำคัญแต่ด่วนนั้นเป็นงานเล็กๆที่สามารถทำได้เสร็จโดยเร็วจะยิ่งได้รับความสำคัญหรือความสนใจมากกว่างานที่สำคัญที่ไม่มีกรอบระยะเวลาและเป็นงานที่ใหญ่กว่า

อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐที่ชื่อ Dwight Eisenhower ได้เคยกล่าวประโยคหนึ่งที่น่าสนใจไว้ว่า ‘What is important is seldom urgent and what is urgent is seldom important’ หรือพอจะแปลเป็นได้ว่าสิ่งที่สำคัญมักจะไม่ด่วนส่วนที่ด่วนนั้นมักจะไม่สำคัญเลยได้มีการนำหลักการดังกล่าวพัฒนาต่อเป็นตาราง 2×2 ขึ้นมาโดยเรียกว่า Eisenhower Box โดยแกนหนึ่งเป็นสำคัญและไม่สำคัญส่วนอีกแกนเป็นด่วนและไม่ด่วนดังนั้นก็จะเกิดช่องขึ้นมา 4 ช่องโดยช่องแรกคือสำคัญและด่วน (เป็นสิ่งที่จะต้องทำทันที) ช่องสองคือสำคัญแต่ไม่ด่วน (สิ่งที่ปรากฎในช่องนี้จะต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าจะทำเมื่อไร) ช่องสามคือไม่สำคัญแต่ด่วน (อาจจะมอบหมายให้ผู้อื่นทำแทนได้) และช่องสุดท้ายคือไม่สำคัญและไม่ด่วน (อาจจะไม่ต้องสนใจไปเลย)

ท่านผู้อ่านลองวาด Eisenhower Box  ของท่านดู และลองใส่กิจกรรมหรือสิ่งที่จะต้องทำลงในทั้งสี่ช่อง ตัวอย่างเช่น การออกกำลังกาย ก็ควรจะอยู่ในช่องที่สอง คือ สำคัญแต่ไม่ด่วน (จึงมักจะถูกละเลยหรือผลัดวันประกันพรุ่ง) นอกจากนี้ยังจะพบอีกว่ากิจกรรมที่ปรากฎอยู่ในช่อง ด่วน มักจะเป็นสิ่งที่ไม่ได้มีความสำคัญ ส่วนสิ่งที่มีความสำคัญมักจะตกอยู่ในช่อง ไม่ด่วน

เมื่อเราทราบแล้วว่าสมองของเรามักจะพอใจกับความสำเร็จระยะสั้นที่ทำได้ง่าย (ด่วนแต่ไม่สำคัญ) วิธีการแก้ไขก็ไม่ยากนั้นคือสิ่งที่มีความสำคัญแต่ไม่ด่วนจะต้องได้รับการแตกออกมาเป็นงานหรือกิจกรรมเล็กๆที่มีระยะเวลากำหนดให้แน่นอนเพราะพอถูกแตกเป็นกิจกรรมย่อยแล้วความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าและพอมีระยะเวลามากำกับแล้วก็จะกลายเป็นสิ่งที่ด่วนขึ้นมาสุดท้ายงานที่สำคัญแต่ไม่ด่วนและมีขนาดใหญ่ก็ย่อมสามารถที่จะถูกทำให้สำเร็จได้

Ecosystems กลยุทธ์การสร้างระบบนิเวศ

7 January 2018

ในระยะหลัง มีผู้บริหารถามผมเกี่ยวกับกลยุทธ์ชนิดหนึ่งนั้นคือการสร้าง ecosystems กันมากขึ้น อีกทั้งเราเริ่มเห็นองค์กรทั้งในและนอกประเทศที่ไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีที่เริ่มสร้าง ecosystems กันมากขึ้น ดังนั้นสัปดาห์นี้เรามาดูกันนะครับว่าจริงๆ แล้ว ecosystems กับกลยุทธ์ทางธุรกิจนั้นเกี่ยวข้องอย่างไร

โดยทั่วไปแล้วเมื่อนึกถึงคำว่า ecosystems หรือระบบนิเวศเราจะนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างสัตว์พืชและสิ่งแวดล้อมต่างๆในธรรมชาติจนกระทั่ง James Moore ได้นำคำและหลักการของ ecosystems มาใช้ในทางธุรกิจโดยผ่านบทความใน Harvard Business Review ในปี 1993 โดยในตอนนั้น Moore ให้ความเห็นไว้ว่าธุรกิจและนวัตกรรมใหม่ๆไม่สามารถที่จะเติบโตหรือพัฒนาได้ด้วยตนเององค์กรธุรกิจจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศทางธุรกิจหรือ business ecosystem ที่จะต้องทำงานร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆในการพัฒนาในด้านต่างๆเพื่อนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆ

หลังจากจุดเริ่มต้นในปี 1993 แนวคิดเรื่อง ecosystems ก็มีการพัฒนาและปรับตัวเรื่อยมาโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมทางด้านเทคโนโลยีบางแห่งก็มอง ecosystems เป็นระบบเปิดที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับองค์กรอื่นๆอย่างในกรณีของ Google ที่พยายามสร้าง ecosystems ที่เป็นระบบเปิดที่เกี่ยวข้องกับทั้งบริษัทฮาร์ดแวร์ผู้ผลิตซอฟแวร์นักพัฒนาแอพบริษัทผลิตมือถือฯลฯแล้วบรรดาผู้เกี่ยวข้องใน ecosystems ของ Google ต่างก็พยายามสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆภายใต้โครงสร้างและระบบที่ Google จัดไว้ให้

ขณะเดียวกันก็มีอีกหนึ่งโมเดลของ ecosystems ที่พยายามสร้างระบบนิเวศภายใต้ผลิตภัณฑ์และบริการเฉพาะของบริษัทเหมือนกับกรณีของ Apple ที่ผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆเชื่อมโยงกันและทำให้ผู้ใช้เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์หนึ่งก็อยากจะใช้ผลิตภัณฑ์อื่นๆในตระกูล Apple เพราะคุณภาพและความเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ต่างๆแนวทางของ Apple นั้นคือพยายามสร้าง ecosystems ที่เป็นระบบปิดที่เมื่อผู้บริโภคตกเข้าไปแล้วมีสิทธิ์ที่จะถลำลึกลงไปเรื่อยๆ

ในประเทศไทยเองเมื่อนึกถึงผู้ให้บริการด้านสื่อสารโทรคมนาคมอย่าง AIS, DTAC, หรือ True เราก็สามารถที่จะมองเห็นความพยายามที่จะสร้าง ecosystems ของตนเองด้วยรูปแบบและวิธีการที่อาจจะแตกต่างกันไปในปัจจุบันจะเริ่มเห็นองค์กรที่ไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีพยายามสร้าง ecosystems ของตนเองขึ้นมาเช่นเดียวกันกับดักที่สำคัญประการหนึ่งในมุมมองของลูกค้าหรือผู้บริโภคก็คือการที่จะเป็น ecosystems ได้นั้นจะต้องก่อให้เกิดคุณค่าหรือ value ที่ผู้บริโภครับรู้ได้

กรณีของ Apple นั้นคุณค่าที่ผู้ใช้จำนวนมากยอมรับจนตกเข้าไปอยู่ในระบบนิเวศของ Apple คือความง่ายในการใช้งานและเชื่อมต่อระหว่างแต่ละผลิตภัณฑ์และบริการของ Apple เคยมีผู้สอบถามผมว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยบางบริษัทนั้นมี ecosystems หรือไม่ตัวอย่างเช่นยักษ์ใหญ่ด้านเกษตรอุตสาหกรรมของไทยบางบริษัทซึ่งถ้ามองในมุมมองด้านการผลิตและการพัฒนาผลิตภัณฑ​์นั้นก็ถือว่ามีการพัฒนาระบบนิเวศของตนเองขึ้นมาอย่างชัดเจนแต่ถ้ามองในมุมมองของผู้บริโภคอาจจะยังไม่ชัดเจนถึงคุณค่าที่ผู้บริโภคจะได้รับเช่นการซื้อไก่ของบริษัทหนึ่งและการซื้อไข่ของบริษัทเดียวกันจะก่อให้เกิดคุณค่าหรือความแตกต่างอย่างไรเมื่อเทียบกับการซื้อไก่ของบริษัทและซื้อไข่ของคู่แข่งขันอื่นๆ?

อย่างไรก็ดีปัจจุบันมีบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยหลายๆแห่งพยายามสร้าง ecosystems ของตนเองขึ้นมาโดยเชื่อมโยงผ่านทางระบบบัตรสมาชิกยิ่งองค์กรที่มีธุรกิจหลายประเภทการทำระบบบัตรสมาชิกหรือบัตรสะสมแต้มหรือบัตรส่วนลดฯลฯที่สามารถใช้ได้ในทุกๆธุรกิจของตนเองกำลังเป็นที่นิยมซึ่งนอกเหนือจากจะเป็นการทำให้ลูกค้าอยู่ในระบบนิเวศของตนเองเพื่อสะสมแต้มแล้วองค์กรธุรกิจยังได้ข้อมูลสำคัญคือพฤติกรรมการซื้อสินค้าหรือบริการของลูกค้าอีกด้วย

ลองพิจารณาดูเรื่อง ecosystems เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของกลยุทธ์ขององค์กรดูนะครับแต่สำคัญคือภายใต้ ecosystems จะต้องก่อให้เกิดคุณค่าขึ้นมาให้ได้

ปัญหาของคนฉลาด

14 January  2018

ในสังคมประเทศไทยมีคนที่ฉลาดอยู่มากมาย คนฉลาดเหล่านี้บางท่านก็ประสบความสำเร็จสมกับความฉลาดที่เป็นทุนที่ติดตัวมา ขณะเดียวกันเราก็เห็นคนฉลาดจำนวนไม่น้อยที่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรหรือ บางคนที่เคยประสบความสำเร็จมาก่อนก็ล้มเหลว คนที่ฉลาดนั้นมักจะมีคุณสมบัติทางสติปัญญาที่ดีและโดดเด่นกว่าผู้อื่นอย่างชัดเจน แต่ขณะเดียวกันคุณสมบัติดังกล่าวก็อาจจะทำให้คนๆ นั้นประสบกับปัญหาหลายๆ ประการที่ตัวเองไม่รู้ตัวได้ 

คนฉลาดมักจะรู้ตัวเองดีกว่ามีสติปัญญาที่ดีกว่าปกติไม่ว่าจะมาจากผลการเรียนหรือเหตุการณ์รอบๆตัวที่เกิดขึ้นคนฉลาดมักจะชอบใช้สติปัญญาของตัวเองในการคิดวิเคราะห์เรื่องราวต่างๆอยู่ตลอดเวลาแต่ในหลายๆสถานการณ์การคิดมากเกินไปนั้นก็มักจะนำไปสู่ปัญหาที่พบได้บ่อยๆนั้นคือการคิดและวิเคราะห์ที่มากจนเกินไปแบบที่ฝรั่งชอบเรียกว่า paralysis by analysis ซึ่งการคิดและวิเคราะห์ที่มากนั้นในสถานการณ์ที่มีความสลับซับซ้อนก็เป็นสิ่งที่เหมาะสมแต่ในบางสถานการณ์ที่ไม่ซับซ้อนและต้องการความเร็วการคิดและวิเคราะห์ที่มากเกินก็อาจจะเป็นข้อเสียได้

นอกจากนี้การที่คนฉลาดชอบคิดและวิเคราะห์นั้นก็มักจะทำให้คนเหล่านี้พยายามผูกเรื่องราวหรือตั้งสมมติฐานต่างๆขึ้นมาจากข้อมูลที่มีอยู่เนื่องจากคนเหล่านี้จะพยายามที่มองความสัมพันธ์ระหว่างเรื่องราวต่างๆอยู่แล้วสุดท้ายก็มักจะนำไปสู่การสร้างเรื่องราวต่างๆหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “มโน” ขึ้นมาซึ่งก็มีทั้งถูกต้องบ้างหรือไม่ถูกต้องบ้าง

ปัญหาอีกประการหนึ่งของคนฉลาดคือเรื่องการสื่อสารเนื่องจากตนเองฉลาดคิดได้เร็วคิดได้ละเอียดกว่าผู้อื่นดังนั้นเมื่อต้องการสื่อสารอะไรก็แล้วแต่ก็มักจะสื่อสารภายใต้ข้อสมมติฐานว่าคนอื่นจะมีพื้นฐานหรือระดับความสามารถในการคิดเท่าเทียมกับตนเองดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมหลายๆครั้งเราถึงมักจะฟังพวกคนที่ฉลาดคุยไม่รู้เรื่องซึ่งไม่ได้เกิดจากระดับสติปัญญาที่แตกต่างกันแต่เนื่องจากคนฉลาดมักจะสื่อสารโดยคิดว่าผู้อื่นคิดเหมือนตนเอง

ผู้ที่ฉลาดและประสบความสำเร็จด้วยนั้นจะบ่มเพาะนิสัยอย่างหนึ่งขึ้นมานั้นคือความมั่นใจในตัวเองเนื่องจากรู้ว่าตัวเองมีสติปัญญาที่ดีขนาดเดียวกันประสบการณ์ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสติปัญญาที่ดีนั้นทำให้ตนเองประสบความสำเร็จดังนั้นจึงทำให้คนเหล่านี้มีความเชื่อมั่นและมั่นใจในตนเองในระดับที่สูงซึ่งความมั่นใจเป็นสิ่งที่ดีแต่มักจะมีปัญหาเกิดขึ้นคือความมั่นใจเหล่านี้ทำให้คนฉลาดที่ประสบความสำเร็จไม่ค่อยเปิดใจรับฟังผู้อื่น (โดยเฉพาะคนที่ตนเองมองว่าไม่ฉลาดหรือไม่เก่งเท่า)

นอกจากนี้ความมั่นใจในตนเองที่สูงเกินไปอาจจะส่งผลเสียต่อคนฉลาดเหล่านี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าความเชื่อมั่นนั้นถูกต่อเติมไปสู่ระดับของความยึดมั่นถือมั่นที่นอกจากจะไม่รับฟังผู้อื่นแล้วยังคิดว่าตนเองถูกเสมอไปและยิ่งถ้าไปผูกกับการคิดมากและชอบตั้งสมมติฐาน (หรือมโน) แล้วความฉลาดและความสำเร็จที่เกิดขึ้นแทนที่จะเป็นข้อดีก็อาจจะส่งผลเสียต่อบุคคลผู้นั้น

ใช่ว่าคนฉลาดทุกคนจะประสบกับปัญหาตามที่เขียนมาข้างต้นเสียหมดผมได้มีโอกาสพบพูดคุยและทำงานร่วมกับผู้ที่ฉลาดคิดเก่งคิดไวจำนวนมากที่ไม่ได้ประสบกับปัญหาข้างต้นซึ่งจากที่สังเกตพบว่าคุณสมบัติสำคัญของคนฉลาดท่ีประสบความสำเร็จและไม่ได้มีปัญหานั้นคือความถ่อมตัวซึ่งความถ่อมตัวนี้จะทำให้คนฉลาดจำนวนมากพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นความถ่อมตัวช่วยทำให้คนฉลาดไม่ได้คิดว่าตัวเองรู้ไปหมดทุกเรื่องหรือสามารถที่จะคิดแก้ปัญหาได้ทุกเรื่องทำให้คนฉลาดที่ถ่อมตัวนั้นไม่ไปคิดหรือวิเคราะห์หรือมโนกับสถานการณ์ต่างๆจนมากเกินไปและคนฉลาดที่ถ่อมตัวนั้นจะเป็นผู้ที่มีความมั่นใจในตนเองแต่เป็นความมั่นใจที่อยู่ในระดับที่พอดีไม่ได้ก้าวไปสู่ขั้นของความยึดมั่นถือมั่น 

ลองสังเกตคนทำงานรอบๆตัวท่านดูนะครับจะพบคนฉลาดมากมายเขาเหล่านั้นเป็นคนฉลาดแบบไหน?