17 March 2026

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเขียนถึงการเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนในบริบททางธุรกิจในปัจจุบันที่ทำให้เรื่องความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) และความยืดหยุ่น (Resilence) กลายเป็นสมรรถนะหลักที่องค์กรจะต้องมี คำถามต่อมาคุณลักษณะขององค์กรดังกล่าวมีลักษณะอย่างไร และจะพัฒนาสมรรถนะเหล่านั้นขึ้นมาได้อย่างไร? ความสามารถในการปรับตัวขององค์กรนั้น ประกอบด้วยคุณลักษณ์ที่สำคัญ 5 ประการ

1. มีความคล่องตัวเชิงกลยุทธ์ คิดและมองกลยุทธ์ผ่านทางฉากทัศน์ หรือ Scenario แทนที่จะยึดติดกับกลยุทธ์ที่มีความตายตัว การยึดติดกับแผนประจำปีที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานชุดเดียวเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมกับโลกปัจจุบัน องค์กรจะต้องมีทั้งกลยุทธ์หนึ่งสำหรับอนาคตที่เป็นไปได้ และพร้อมสลับกลยุทธ์เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน

2. ความยืดหยุ่นทางการเงิน ให้ความสำคัญกับสภาพคล่องทางการเงิน ความแข็งแรงทางการเงินยังเป็นมิติที่สำคัญที่สุดของความยืดหยุ่น ธุรกิจต้องสร้างความยืดหยุ่นไว้ตั้งแต่ก่อนวิกฤต ทั้งรักษาระดับหนี้ เตรียมวงเงินหมุนเวียนให้เพียงพอ กระจายแหล่งรายได้ไม่ให้พึ่งลูกค้าหรือตลาดเดียวมากเกินไป และพร้อมชะลอการลงทุน

3. กระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน จากการเน้นประสิทธิภาพไปสู่การสร้างความทนทาน ทั้งการกระจายฐานซัพพลายเออร์ในเชิงภูมิศาสตร์ สร้างสต็อกกันชนสำหรับวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนสำคัญ เพื่อให้สามารถรับแรงกระแทกได้ และยังเดินต่อได้เมื่อเกิดวิกฤต

4. การปรับตัวของบุคลากร บุคลากรจะต้องสามารถลบล้างความรู้เดิม-เรียนรู้ใหม่ ได้อย่างต่อเนื่อง

5. การปรับตัวของผู้นำ ผู้นำที่สามารถปรับตัวได้ ต้องเป็นผู้ที่รู้จักตนเองและมีความพร้อมที่จะปรับตัว เป็นผู้ที่กระหายและใฝ่เรียนรู้ตลอดเวลา และให้ความสำคัญกับเป้าหมายระยะยาวขององค์กรเพื่อให้มีหลักยึดที่ชัดเจน ผู้นำจะไม่ทำเหมือนว่าตัวเองมีคำตอบทั้งหมด จะยอมรับความไม่แน่นอนอย่างตรงไปตรงมา สื่อสารชัดเจนและสม่ำเสมอ และยอมที่จะให้ทุกคนตั้งคำถามกับสมมติฐานเดิมๆ ที่มีอยู่และลองแนวทางใหม่

สำหรับการสร้างและพัฒนาให้องค์กรนั้นมี 6 ประการด้วยกัน ประกอบด้วย

1. สร้างวัฒนธรรมที่ปลอดภัยที่จะทำสิ่งใหม่ๆ และยอมรับความผิดพลาด การปรับตัวจะไม่เกิดขึ้นได้ในองค์กรที่คนกลัวความผิดพลาด ผู้นำต้องแสดงให้เห็นว่าตนเองก็ยังเรียนรู้อยู่ ยอมรับเมื่อไม่รู้คำตอบ ให้รางวัลกับการทดลองที่ล้มเหลวแต่เรียนรู้ได้ การล้มเหลวไม่ใช่สิ่งตรงข้ามกับความสำเร็จ มันเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ

  2.  ฝึกการคิดเป็นฉากทัศน์หรือ Scenario Planning ให้เป็นประจำองค์กร จัดประชุมการประชุมเป็นฉากทัศน์เป็นประจำ กำหนดสถานการณ์ที่เป็นไปได้ 3-4 สถานการณ์สำหรับปีถัดไป แต่ละสถานการณ์มีทั้งสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า การตัดสินใจหลักที่ต้องทำ และทรัพยากรที่ต้องใช้

3. กระจายการตัดสินใจจาก Top-Down สู่ Distributed Leadership ภาวะผู้นำแบบรวมศูนย์ขัดขวางความสามารถในการรับรู้ภัยคุกคามและตอบสนองต่อมันได้อย่างรวดเร็ว ผู้นำต้องให้อำนาจตัดสินใจแก่ทีมในระดับที่ใกล้ชิดกับลูกค้าและตลาดมากที่สุด กำหนดขอบเขตการตัดสินใจที่ชัดเจนและที่สำคัญคือการกระจายอำนาจต้องมาพร้อมกับความไว้วางใจ

4. ลงทุนในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ หรือ Learning Organization ไม่ใช่แค่การส่งพนักงานไปอบรมเป็นครั้งคราว แต่คือการสร้างการเรียนรู้เข้าไปในงานประจำวันเป็นการสร้างโอกาสเรียนรู้ทั้งในและนอกงาน ส่งเสริมให้คนทำงานข้ามสายงาน การสร้างระบบการเรียนรู้หลังทุกโครงการสำคัญ และการเปิดโอกาสให้พนักงานทดลองสิ่งใหม่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย

5. สร้างเครือข่ายเชิงกลยุทธ์ ในยามวิกฤตไม่มีองค์กรใดที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ในทุกด้าน การสร้างเครือข่ายกับซัพพลายเออร์ พันธมิตรทางธุรกิจ และแม้แต่คู่แข่ง มีความสำคัญต่อความยืดหยุ่น ช่วยให้องค์กรเข้าถึงทรัพยากรและทักษะที่ตนเองไม่มีได้อย่างรวดเร็ว เครือข่ายเหล่านี้ต้องสร้างและดูแลรักษาในช่วงเวลาปกติ เพราะในช่วงวิกฤตองค์กรจะไม่มีเวลาสร้างความสัมพันธ์ใหม่จากศูนย์