10 March 2026

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล อเมริกากับอิหร่านเป็นเสมือนอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้บริหารจะต้องกลับมาทบทวนองค์กรอย่างจริงจังแล้วว่า ความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) และความยืดหยุ่น (Resilence) ควรจะเป็นความสามารถหรือสมรรถนะหลัก (Core Competencies) ที่องค์กรควรจะมีหรือไม่? ผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อทั้งราคาน้ำมัน ห่วงโซ่อุปทานโลก ความไม่แน่นอนต่างๆ การส่งออก การท่องเที่ยว รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรกที่มีเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบในวงกว้างเช่นนี้

ถ้าลองไล่ลำดับเหตุการณ์ความปั่นป่วนที่ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อการทำธุรกิจในไทย ก็อาจจะย้อนกลับไปถึงปี 1997 ที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ต่อด้วยปี 2003 ที่มีการระบาดของ SARS ปี 2008 วิกฤตการเงินโลกจาก Subprime ปี 2011 ที่มีน้ำท่วมใหญ่ในไทย ปี 2020 การระบาดของโควิด19 ปี 2022 เหตุการณ์รัสเซียโจมตียูเครน จนกระทั่งถึงปี 2026 ในปัจจุบัน จากเหตุการณ์ต่างๆ ข้างต้นก็ทำให้เห็นว่าปัจจุบันเราไม่ได้อยู่ในยุคของโลกที่ปั่นป่วนเป็นครั้งคราวแล้วกลับไปสงบกันยาวๆ กันอีกต่อไป แต่เราอยู่ในโลกที่ปั่นป่วนอย่างถาวร หรือที่เรียกว่า Perpetual Disruption ที่ช่วงห่างระหว่างความปั่นป่วนจะสั้นลงและผลกระทบจากเหตุความปั่นป่วนต่างๆ ก็จะเชื่อมโยงและเกี่ยวข้องกันมากขึ้น 

ทำให้เรื่องของความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่น กลายเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับความสำเร็จอย่างยั่งยืนในระยะยาวขององค์กร การสร้างความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่นไม่ใช่แค่ทางเลือกอีกต่อไป แต่ต้องกลายเป็นดีเอ็นเอขององค์กร ธุรกิจที่จะรอดและสุดท้ายสามารถเติบโตได้ในทุกสถานการณ์วิกฤต ไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดหรือมีเงินเยอะที่สุดหรือมีเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุด แต่เป็นธุรกิจที่สามารถปรับตัวได้ดีที่สุด ทำให้นึกถึงคำกล่าวของชาร์ลส์ ดาร์วินที่ว่า “ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดที่จะอยู่รอด และไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ฉลาดที่สุด—แต่คือสิ่งมีชีวิตที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุด” ซึ่งดูเหมือนว่าจะเหมาะกับสถานการณ์ธุรกิจในปัจจุบันมากที่สุด

คำถามต่อมาคือความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) กับ ความยืดหยุ่น (Reliience) ต่างกันอย่างไร? ถ้าจะดูตัวอย่างเปรียบเปรยง่ายๆ ก็ลองนึกถึงศูนย์หน้านักฟุตบอลระดับโลก ที่พลาดการยิงประตูแบบง่ายๆ ในเกมสำคัญ แต่เขาก็ยังพยายามยิงประตูต่อไป ซึ่งก็คือเความยืดหยุ่น หรือ ความสามารถในการรับแรงกระแทกแล้วกลับมาทำผลงานต่อไปได้ แต่ถ้าสมมติกติกาในการเล่นฟุตบอลและยิงประตูเปลี่ยนไป นักฟุตบอลคนดังกล่าวจะไม่สามารถเล่นแบบเดิมได้แล้ว ต้องเปลี่ยนเกมและวิธีการของตนเอง นั้นคือความสามารถในการปรับตัว เป็นความสามารถในการเปลี่ยนวิธีการเมื่อกติกาของเกมถูกเปลี่ยนไป

ความยืดหยุ่น หรือ Resilience จะช่วยให้องค์กรจะผ่านพ้นสถานการณ์ที่ไม่ดีไปได้ด้วยการทำสิ่งที่ทำอยู่ให้ดีขึ้นและพยายามมากขึ้น ส่วนความสามารถในการปรับตัว หรือ Adaptability จะช่วยเมื่อสถานการณ์ กฎ กติกา ได้เปลี่ยนไป องค์กรจะต้องทำอะไรที่แตกต่างไปจากเดิม ในโลกของความปั่นป่วนเช่นในปัจจุบันทั้งความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นที่องค์กรต้องมี แม้กระทั่งในระดับบุคคล ทั้งความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่นก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่ความสำเร็จเช่นเดียวกัน งานวิจัยของ McKinsey Health Institute ชี้ว่า บุคคลใดที่มีทั้งความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่น บุคคลผู้นั้นจะเป็นผู้ที่มีความเป็นอยู่ (Wellbeing) ที่ดีขึ้นกว่าผู้ที่มีเพียงแค่ปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง

จากประวัติศาสตรของวิกฤตการณ์ที่ผ่านมา จะพบว่าธุรกิจที่ออกจากวิกฤตได้แข็งแรงกว่าเดิม ไม่ใช่ธุรกิจที่ไม่โดนกระทบจากวิกฤติ แต่คือธุรกิจที่สร้างความสามารถในการรับแรงกระแทก ปรับตัว และก้าวต่อไปได้ การปรับตัวและความยืดหยุ่นไม่ใช่การไม่มีแผน แต่คือการที่จะรู้ว่าเมื่อไรแผนต้องเปลี่ยนและมี “ความกล้า” ที่จะเปลี่ยนมัน

สถานการณ์ในตะวันออกกลางในปัจจุบันและการเปลี่ยนแปลงในบริบทของภูมิรัฐศาสตร์โลกจะไม่ใช่วิกฤตครั้งสุดท้ายที่ธุรกิจจะเจอ องค์กร พร้อมปรับตัวเมื่อมีความปั่นป่วนใหม่ๆ เข้ามาหรือยัง? ดังนั้นองค์กรต้องรู้จักที่จะสร้างความสามารถในการปรับตัวตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ใช่แค่เพื่อรับมือวิกฤตครั้งนี้ แต่ให้เป็น สมรรถนะหลักถาวรขององค์กร เป็นการลงทุนที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่แค่สำหรับปีนี้ แต่สำหรับอนาคตที่ไม่แน่นอนต่อไป