
17 February 2026
วาเลนไทน์ที่ผ่านมาในหลายสื่อเร่ิมมองว่าไม่ได้เป็นเฉพาะวันแห่งความรักสำหรับคู่รักเท่านั้นแล้ว สำหรับคนโสดแล้ววันวาเลนไทน์ยังเป็นโอกาสในการเฉลิมฉลองความรักให้กับตนเอง หรือ Self-Love โดยการแสดงออกและให้ความรักกับตนเองมากขึ้น สาเหตุจากที่ในปัจจุบันคนไทยอยู่เป็นโสดมากขึ้น โดยการศึกษาของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2566 ชี้ว่าคนไทยทุก 1 ใน 5 เป็นคนโสด ในกรุงเทพนั้นเป็นโสดถึง 50% และในกลุ่มอายุ 25-34 ปีนั้นมีสัดส่วนคนโสดถึง 30%
ปรากฎการณ์คนโสดที่มากขึ้นนั้นไม่ได้เกิดขึ้นแต่ประเทศไทยเท่านั้น หลายๆ ประเทศในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือจีนต่างก็มีการขยายตัวของสังคมคนโสดมากขึ้น ทำให้ครัวเรือนที่มีผู้อาศัยอยู่คนเดียว (Single Person Household) กลายเป็นกลุ่มครัวเรือนที่มีการเติบโตมากที่สุดและส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมการบริโภคที่ธุรกิจจะต้องปรับตัวให้ทัน
อย่างไรก็ดีต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างแนวคิดทางด้านประชากรที่คนอยู่เป็นโสดมากขึ้น (Single Economy) กับแนวคิดในด้านพฤติกรรมลูกค้า ที่ลูกค้าในปัจจุบันมักจะทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวคนเดียวมากขึ้น (Solo Economy) แนวคิดทั้ง Single และ Solo นั้นมีความเหลื่อมและทับซ้อนกัน เพียงแต่อาจจะไม่ได้ทับซ้อนแบบสนิทกันทั้งหมด การเป็นโสดไม่ได้หมายความว่าจะต้องอยู่คนเดียว กินคนเดียว เที่ยวคนเดียว หรือ ใช้ชีวิตคนเดียวเสมอไปขณะที่ผู้ที่ใช้ชีวิตหรือเลือกทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยตัวคนเดียวก็อาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นคนโสด Solo Economy เป็นภาวะทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงในเชิงค่านิยมและวัฒนธรรมของการใช้ชีวิตคนเดียวมากขึ้น
ตัวอย่างที่ชัดเจนสุดคือการรับประทานอาหารในร้านอาหาร ในอดีตเราอาจจะมองผู้ที่นั่งรับประทานอาหารในร้านอาหารคนเดียวด้วยสายตาที่แปลก หรือ บางท่านจะไม่นิยมเข้าไปนั่งทานอาหารในร้านอาหารเพียงคนเดียวเนื่องจากรู้สึกเก้อเขิน แต่ปัจจุบันการนั่งทานอาหารคนเดียวในร้านอาหารเป็นเรื่องปกติ และร้านอาหารเองกลับจะต้องปรับตัวเพื่อรองรับลูกค้าที่เข้ามานั่งทานคนเดียวมากขึ้น
ภายใต้ Single Economy นั้นคนโสดที่มีอายุน้อยและมีรายได้ประจำ จะให้ความสำคัญกับความสุขและความต้องการของตนเองเป็นหลัก พร้อมที่จะจ่ายเพื่อตัวเองมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของแบรนด์ ซื้อเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด การเข้าคลินิกเสริมความงาม การทานอาหารนอกบ้าน หรือการท่องเที่ยวพักผ่อน เป็นต้น พฤติกรรมเหล่านี้นำไปสู่แนวคิดที่เรียกว่า Self Splurge หรือการใช้จ่ายเพื่อปรนเปรอตนเองมากขึ้น แต่คนโสดก็ไม่จำเป็นจะต้องใช้ชีวิตแบบอยู่คนเดียวในสังคม คนโสดก็เป็นกลุ่มที่มีสังคม มีเครือข่าย มีเพื่อนฝูง และสามารถที่จะเลือกได้ตลอดเวลาว่าต้องการที่จะอยู่คนเดียวหรือมีเพื่อน
สำหรับ Solo Economy นั้นยังครอบคลุมคนที่มีครอบครัวแต่ชอบและต้องการใช้ชีวิตและทำกิจกรรมนอกบ้านคนเดียวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร ท่องเที่ยว ดูหนัง หรือ ออกกำลังกาย ซึ่งธุรกิจต่างๆ ก็ต้องปรับตัวให้รับกับพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไป โดยจุดสำคัญในการออกแบบสินค้า บริการ หรือ ประสบการณ์ ทั้งสำหรับคนโสดและกลุ่ม Solo นั้นคือเรื่องของความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย และ ความสะดวกสบาย สิ่งที่ธุรกิจจะต้องคิดสำหรับลูกค้ากลุ่มนี้ ไม่ใช่แค่การลดขนาดขนาดของสินค้าหรือบริการให้เล็กและเหมาะสมสำหรับคนๆ เดียวเท่านั้น แต่ต้องคิดในแง่ Solutions ที่ครบวงจรสำหรับคนๆ เดียวด้วย รวมทั้งต้องมีทางเลือกที่หลากหลายไว้รองรับด้วย เช่น สำหรับร้านอาหาร อาจจะต้องออกแบบทั้งสำหรับผู้ที่ชอบนั่งโต๊ะทานคนเดียว มีความเป็นส่วนตัว และผู้ที่ต้องการได้มีโอกาสพบเจอและสังคมกับผู้อื่น
เมื่อมองในมุมของธุรกิจ ทั้ง Single / Solo Economy ก่อให้เกิดโอกาสใหม่ๆ ที่ทำให้ธุรกิจจะต้องปรับตัว เพียงแต่บางอุตสาหกรรมอาจจะได้รับผลกระทบก่อน เช่น อาหารและเครื่องดื่ม ท่องเที่ยว บ้านและที่อยู่อาศัย เป็นต้น คำถามชวนคิดคือธุรกิจท่านได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจใหม่นี้หรือเปล่าและได้เริ่มปรับตัวหรือยัง?
