10 February 2026

สองสามปีที่ผ่านมาเทรนด์ของการไม่ซื้อ-ไม่เก็บ หรือ No-Buy, Own-Less ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนกลุ่มคนรุ่นใหม่ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ ที่มีการท้าทายให้คนซื้อของน้อยลง (หรือไม่ซื้อเลย) ไม่เก็บหรือทิ้งของที่ไม่จำเป็น สาเหตุของกระแสนี้ก็มาจากทั้งภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่ไม่ดี ความตื่นตัวในเรื่องสิ่งแวดล้อม และผลจากการซื้อของที่เกินความจำเป็นที่ผ่านมาในช่วงโควิดและจากโปรโมชั่นของร้านค้าต่างๆ

ไม่ซื้อ หรือ No-Buy เริ่มจากการเป็น Challenge ในสื่อสังคมออนไลน์ ที่คนจะรับปากว่าจะไม่ซื้อหรือซื้อเฉพาะของที่จำเป็น กระแสนี้เริ่มจากกระแสบนสื่อออนไลน์ ตั้งแต่ปี 2024 ต่อเนื่องในปี 2025 (หรือที่รู้จักกันในชื่อ No-Buy 2025) และล่าสุดก็มีกระแส No Buy January ในอเมริกา ซึ่งเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และ อัตราการจ้างงานใหม่ก็ยังไม่ดี ทำให้ผู้บริโภคอยากที่จะคุมในค่าใช้จ่ายที่ควบคุมได้ นอกจากนี้ผู้บริโภคยุคใหม่ยังเริ่มที่จะต่อต้านต่อความพยายามในการล่อให้ซื้อของห้างร้านและอินฟลูเอนเซอร์ กระแส No-Buy จึงไม่ใช่แค่การประหยัด แต่เป็นการต่อต้านอย่างมีสติต่อการบริโภคที่เกินความจำเป็นของตนเองและมีสติต่อการล่อใจด้วยโปรโมชั่น การลดราคา และการชี้นำจากอินฟลูฯ 

การเข้าร่วมกิจกรรม No-Buy นั้นก็มีตั้งแต่การลดหรืองดการใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง (เช่นตลอดทั้งเดือนมกราคม) หรือ ใช้การ Low-Buy แทน นั้นคือยอมที่จะซื้อของที่ไม่จำเป็นบ้างแทนที่จะงดไปเลย แต่ก็จะต้องคิดให้มากก่อนที่จะซื้อ ขณะที่บางคนก็ใช้วิธีหมุนเวียนของที่จะไม่ซื้อ เช่น เดือนนี้ไม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่ เดือนหน้าไม่ทานข้าวนอกบ้าน บางคนก็ใช้วิธีการยกเลิกการเป็นสมาชิกของแอปต่างๆ ที่เคยบอกรับเป็นสมาชิก

อีกหนึ่งกระแสที่ตีคู่กันมากับการไม่ซื้อ คือการไม่เก็บ หรือ Own-Less โดยเป็นการรื้อและทิ้งสิ่งของต่างๆ ที่มีอยู่ ซึ่งก็เช่นเดียวกันที่กระแสนี้ได้รับการจุดขึ้นจากสื่อสังคมออนไลน์ ที่คนจะแห่กันแชร์การรื้อและทิ้งสิ่งของต่างๆ ที่สะสมมาหลายปีตั้งแต่ช่วงโควิด เนื่องจากช่วงโควิดคือช่วงที่คนใช้วิธีการซื้อของมาเพื่อบำบัดความเครียดจากการไม่ได้ออกนอกบ้าน อีกทั้งงานอดิเรกหรืออุปกรณ์ในการประชุมออนไลน์ในช่วงโควิดก็ได้กลายเป็นของที่สะสมในบ้านเมื่อโควิดคลี่คลาย

สำหรับการทิ้งและไม่เก็บนั้น เป็นกระบวนการที่ซื่อสัตย์กับตนเอง ว่าของแต่ละชิ้นนั้นจะได้ใช้จริงหรือไม่ หรือเก็บไว้เพียงแค่ “เผื่อไว้” อีกทั้งการทิ้งของคืออีกหนทางในการทำให้รู้สึกว่าได้ควบคุมชีวิตตนเองอีกครั้ง การได้รื้อลิ้นชัก ทิ้งของ จัดของ ทำให้มีความรู้สึกว่าได้มีอำนาจควบคุมมากขึ้น เป็นความรู้สึกว่าต้องการที่จะเริ่มต้นใหม่ ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลง โยนทิ้งของเก่าๆ ที่ไม่จำเป็นและเริ่มต้นด้วยความไม่รก ความสะอาด

ภายใต้กระแสของการไม่เก็บนั้นก็มีกระแสย่อยอีกสองกระแสได้แก่ Project Pan ที่ใช้สำหรับบรรดาเครื่องสำอางที่จะหยุดและไม่ซื้อเครื่องสำอางใหม่จนกว่าของเดิมที่ใช้อยู่จะเหลือติดก้นฐาน มิฉะนั้นคนจะซื้อมาเก็บไว้เรื่อยๆ เมื่อลดราคาหรือต้องการสะสมแต้ม ส่วนอีกกระแสย่อยคือ Swedish Death Cleaning ซึ่งเป็นปรัชญาการจัดบ้านของสวีเดนที่แปลว่า “การทำความสะอาดก่อนตาย” คือการค่อยๆ เคลียร์ของสะสมและสิ่งของส่วนตัวที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตออกไป เพื่อไม่ให้เป็นภาระของลูกหลานหรือคนที่อยู่ข้างหลังต้องมาจัดการต่อ นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยให้ทบทวนความทรงจำและเก็บไว้เฉพาะสิ่งที่สำคัญจริงๆ

ลองถามตัวท่านเองนะครับ ว่าในภาวะที่เศรษฐกิจไม่แน่นอน และการเปลี่ยนแปลงปัจจัยภายนอกไม่สามารถคาดการณ์ได้ ท่านจะลองตามกระแส ไม่ซื้อ-ไม่เก็บ หรือ No-Buy, Own-Less ไหม? นอกเหนือจากข้อดีในด้านความประหยัดแล้ว ยังช่วยทำให้คนสบายใจและรู้สึกว่าสามารถควบคุมบางอย่างได้ในโลกที่ไม่แน่นอน