20 January 2026

เมื่อต้นเดือนมกราคม มีงาน CES 2026 ที่เป็นเสมือนงานเปิดตัวเทคโนโลยีและเทรนด์ที่น่าสนใจสำหรับปีนี้ มีหลายบทความและหลายคลิปที่พาไปชมและเล่าถึงสิ่งที่น่าสนใจของงานนี้ จึงขอรวบรวมเนื้อหาจากหลายๆ แหล่ง มาสรุปเป็น 3 เทรนด์ทางด้านเทคโนโลยีที่สำคัญจากงาน CES 2026  ซึ่งเป็นแนวโน้มทางด้านเทคโนโลยีสำหรับปีใหม่นี้

1. AI ที่ไม่ตะโกน – บางสื่อเรียกว่า Invisible Technology หรือ Invisible Intelligence คือการที่เทคโนโลยี (โดยเฉพาะ AI) ที่ไม่ตะโกนออกมาให้คนรู้ว่า “ฉันฉลาด” อีกต่อไป เป็นเทคโนโลยีที่ฉลาดขึ้นแต่เลือกที่จะเงียบและกลมกลืนไปกับการใช้งานมากขึ้น จากเดิม AI มักจะถูกนำเสนอเป็นฟีเจอร์ใหม่ ปุ่มใหม่ หรือแอปใหม่ แต่ CES ชี้ให้เห็นว่า AI ไม่จำเป็นต้องเป็นป้ายหรือฉลากไว้สำหรับโฆษณา แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของอุปกรณ์และระบบต่างๆ มากกว่า

AI จะทำหน้าที่อยู่เบื้องหลังช่วยให้ผลิตภัณฑ์ ทำงานอย่างราบรื่นและไม่ลำบากผู้ใช้ หัวใจสำคัญ คือ on-device AI หรือ edge AI ซึ่งคือ AI ที่ประมวลผลบนอุปกรณ์เอง ผ่านชิปสำหรับ AI โดยเฉพาะอย่าง NPU (Neural Processing Unit) ทำให้ไม่ต้องส่งข้อมูลทุกอย่างขึ้นคลาวด์

AI PC ที่สามารถประมวลผล AI ได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ edge AI ยังขยายจาก AI PC ไปสู่อุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ต่อไปความได้เปรียบทางการแข่งขันจะเปลี่ยนไปจากการมี AI ไปสู่ว่าใครทำให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด โดยไม่รู้สึกว่ามี AI

2. AI ที่จับต้องได้ หรือ Physical AI – เป็นหนึ่งในคำที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในงาน สะท้อนพัฒนาการที่สำคัญของ AI จากที่อยู่บนซอฟแวร์ แชตบอต หรือ คลาวด์ สู่ AI ที่มีร่างกาย สามารถรับรู้ คิด หรือ ลงมาทำสิ่งต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำทางและเคลื่อนที่ การหยิบจับและจัดการสิ่งของ การเฝ้าระวังและตรวจจับสภาพแวดล้อม หรือแม้กระทั่งสร้างปฏิสัมพันธ์ทางด้านอารมณ์กับมนุษย์ 

หุ่นยนต์ใหม่ๆ ถูกออกแบบมาเป็น เพื่อน เป็นผู้ดูแล และสร้างความผูกพันทางอารมณ์ เช่น หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยงที่เลียนแบบพฤติกรรมจริงเพื่อช่วยลดความเหงาและสร้างความผูกพันทางอารมณ์โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยด้านความจำ

3. Longetivity Platform – การเปลี่ยนบทบาทของ Health Tech จากระบบที่ช่วยรักษาเมื่อเจ็บป่วย สู่ระบบที่ดูแลเชิงรุก มีการเฝ้าติดตาม ดูแล และเตือนล่วงหน้า เป็นการใช้ AI รวมกับ เซนเซอร์ และ การวัดผลแบบต่อเนื่องเพื่อทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพของคนเป็นข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง Health Tech ขยับจากการรักษาแบบตั้งรับ (Sick Care) ไปสู่การดูแลเชิงรุก (Proactive Care) สอดคล้องกับมุมมองในด้านสุขภาพแบบใหม่ที่ไม่ใช่ป่วยแล้วไปหาหมอ แต่เป็นการตรวจจับความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ปรับพฤติกรรมได้ทันเวลาและติดตามแนวโน้มสุขภาพระยะยาว

บ้านกลายเป็นสถานที่ตรวจสุขภาพระดับคลินิก จะมีอุปกรณ์ที่สามารถวัดสุขภาพได้จำนวนมาก ทั้งด้านหัวใจ ระบบเผาผลาญ ระบบประสาท ฮอร์โมน และอวัยวะสำคัญโดยมีความแม่นยำมากขึ้น เช่น เครื่องชั่งหรือกระจกอัจฉริยะที่วัดสุขภาพหลายมิติ ระบบที่ประเมินอายุชีวภาพจากภาพถ่าย อุปกรณ์ตรวจฮอร์โมนหรือการทำงานของตับแบบพกพา รวมทั้งการตรวจสุขภาพที่ฝังอยู่ในสภาพแวดล้อมโดยไม่ต้องให้ผู้ใช้ทำอะไรเพิ่ม เช่น ห้องน้ำอัจฉริยะที่วิเคราะห์ปัสสาวะเพื่อประเมินภาวะร่างกาย ระบบตรวจวัดสัญญาณชีพแบบไม่ต้องสัมผัส 

จะเห็นว่าแนวโน้มต่างๆ ทั้ง 3 ประการ จะไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีใหม่ แต่คือการเปลี่ยนบทบาทของเทคโนโลยีในชีวิตคนและการทำงาน บทเรียนสำหรับผู้บริหารคือ อาจจะต้องเลิกถามว่ามี AI กันหรือยัง? ไปสู่ AI ทำให้ชีวิตของลูกค้าหรือพนักงานง่ายจริงหรือไม่? ต่อไปเพียงแค่การมี AI หรือเทคโนโลยี จะไม่ได้สร้างความได้เปรียบอีกต่อไป แต่สำคัญอยู่ที่การออกแบบประสบการณ์ที่ทำให้ทั้งลูกค้าและพนักงานรู้สึกว่า เร็ว เสถียร มีความเป็นส่วนตัว มีความน่าเชื่อถือ และสอดคล้องกับพฤติกรรมจริง AI และ เทคโนโลยี ไม่ควรจะเป็นแค่แคมเปญการตลาดหรือการสร้างภาพลักษณ์ระยะสั้น แต่ควรจะเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมองค์กรในระยะยาว