11 November 2025

เคยพบเจอคนรุ่นใหม่ในวัยทำงานที่ปฏิเสธ หรือ ไม่ต้องการก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารไหมครับ? ปัจจุบันการปฏิเสธที่จะขึ้นเป็นผู้บริหารของคนรุ่นใหม่กำลังเป็นเทรนด์ไปทั่วโลก และมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Conscious Unbossing หรือแปลเป็นไทยตรงๆ ว่า การไม่เป็นเจ้านายอย่างมีสติ 

ตั้งแต่อดีตแล้วที่เส้นทางความก้าวและความสำเร็จในการทำงานอย่างหนึ่งคือการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งบริหาร อย่างไรก็ดีในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะเริ่มเห็นคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ที่ตั้งใจปฏิเสธและไม่ต้องการเป็นผู้บริหาร ทั้งที่มีโอกาส การ Unboss นั้น ไม่ได้เกิดจากว่าคนรุ่นใหม่ ไม่สู้งาน หนีความรับผิดชอบ หรือ เกียจคร้าน แต่เป็นการเปลี่ยนนิยามความสำเร็จในการทำงานของคนรุ่นใหม่ ที่ไม่จำเป็นต้องเติบโตผ่านการเป็นผู้บริหารในระดับขั้นต่างๆ เสมอไป 

คนรุ่นใหม่มองว่าความสำเร็จในการทำงาน ถูกวัดได้ด้วยผลลัพธ์ของงานและสิ่งที่ทำให้กับองค์กร มากกว่าตำแหน่งหรือจำนวนลูกน้องที่มี จากการสำรวจกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ในอังกฤษพบว่า 52% ของ Gen Z ไม่ต้องการเป็นผู้บริหารระดับกลาง ขณะเดียวกัน 72% เลือกที่จะเติบโตในองค์กรแบบ Individual Contributor ที่ก้าวหน้าไปด้วยทักษะและผลงาน โดยไม่ต้องมีลูกน้อง

สาเหตุของการ Unboss แบบมีสตินั้นมีมาจากสองสาเหตุสำคัญ ประการแรก คือคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับดูแลทั้งสุขภาพกายและใจมากขึ้น รวมทั้งเรื่องของ Work Life Balance เป็นเรื่องสำคัญในชีวิต คนรุ่นใหม่นั้นเติบโตมาพร้อมกับเห็นถึงความเครียดและภาวะกดดันต่างๆ ที่ผู้บริหารได้รับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของคน ดังนั้นทั้งเพื่อดูแลสุขภาพของตนเองและสามารถมีชีวิตที่สมดุลได้ จึงเลือกที่จะไม่เป็นผู้บริหาร มีงานสำรวจที่พบว่า 91% ของคน Gen Z ให้ความสำคัญกับเรื่อง Work Life Balance ขณะที่มีเพียงแค่ 37% ที่ให้ความสำคัญกับการทำงานในบริษัทที่ Prestigious ดังนั้นคำถามที่มักจะผุดคือ การเลื่อนตำแหน่งนั้นคุ้มกับความเครียดที่จะเกิดขึ้นหรือไม่?

ประการที่สอง คือคนรุ่นใหม่มองว่าการเป็นผู้บริหารนั้นไม่ใช่สิ่งที่น่าดึงดูดใจ คนรุ่นใหม่พบเห็นจากเจ้านายของตนเองว่า นอกจากความเครียดแล้ว ผู้ที่เป็นผู้บริหารยังต้องเผชิญกับปัญหาอีกมากมาย ทั้งปัญหาจากระบบการทำงาน ระเบียบที่มากมาย การประชุมที่ไม่สิ้นสุด และจะต้องพร้อมตลอดเวลาถ้านายใหญ่ต้องการ มีงานศึกษาของ DDI ที่ระบุว่า 71% ของผู้นำ ที่รู้สึกว่ามีความเครียดเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง และ 40% เคยคิดจะลงจากตำแหน่ง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สำหรับตำแหน่งระดับบริหารที่ถูกปฏิเสธมากที่สุดคือผู้บริหารระดับกลาง หรือ Middle Management ที่ถูกมองว่าเป็นตัวคั่นกลางระหว่างผู้บริหารระดับสูงที่เป็นคนกำหนดทิศทางและนโยบายกับคนทำงานจริงๆ ผู้บริหารระดับกลาง เป็นผู้บริหารที่มีอำนาจตัดสินใจไม่มากแต่ความรับผิดชอบสูง ใช้เวลาหมดไปกับการ ประสาน กลั่นกรอง เชื่อมโยง รวมถึงการบริหารการเมืองภายในองค์กร มากกว่างานที่คนรุ่นใหม่คุ้นชินอย่างเช่น การคิด การทำจริง หรือ การสร้างสรรค์

ปรากฎการณ์ Conscious Unbossing ส่งผลทั้งต่อมุมมองและวิธีคิดในการบริหารองค์กร ตั้งแต่มุมมองที่แตกต่างจากผู้บริหารที่เป็นผู้ใหญ่กว่า ผู้ใหญ่มักจะมองว่าคนรุ่นใหม่ ไม่มุ่งมั่น ไม่สู้งาน ไม่พร้อมรับภาระความรับผิดชอบและความกดดัน ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยก็ไม่เชื่อในวิถีของ Work Life Balance แต่ขณะเดียวกันสำหรับคนรุ่นใหม่แล้ว นิยามความสำเร็จในการทำงานของเขาจะเปลี่ยนไป ตำแหน่งหรือความเป็นผู้บริหาร ไม่ได้สะท้อนความสำเร็จที่พวกเขาแสวงหา

ปัญหาที่ตามมาคือ การขาดคนรุ่นใหม่ที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้บริหาร แผน Succession ของหลายองค์กรประสบปัญหา เพราะไม่มีคนรุ่นใหม่ที่พร้อมและประสงค์จะก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารต่อไป ทำให้ผู้บริหารในรุ่นปัจจุบันจำนวนไม่น้อยจะต้องนั่งรักษาการณ์ในหลายตำแหน่งไปพร้อมๆ กัน 

ผู้บริหารในปัจจุบันก็ต้องพร้อมที่ยอมรับ เรียนรู้และปรับตัว ตั้งแต่การปรับโครงสร้างองค์กรให้แบนลงเพื่อทดแทนผู้บริหารระดับกลางที่หายไป หรือ การพัฒนาและเตรียมบุคลากรรุ่นใหม่ที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้บริหาร หรือ การปรับวัฒนธรรมและระบบในการทำงานที่ทำให้คนรุ่นใหม่สามารถพัฒนาตนเอง และสร้างคุณค่าให้กับองค์กร โดยไม่ต้องเป็นผู้บริหาร

จริงๆ แล้ว Conscious Unbossing อาจจะไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นกับเฉพาะ Gen Z ก็ได้ ในบางวิชาชีพก็จะพบเห็นคน Gen X และ Gen Y ที่ปฏิเสธการทำงานบริหารด้วยสาเหตุที่คล้ายๆ กัน