23 December 2010

ในที่สุดพวกเราก็มาถึงสัปดาห์สุดท้ายของปีกันนะครับ เมื่อถึงช่วงระหว่างสิ้นปีต่อต้นปี ท่านผู้อ่านลองสังเกตดูนะครับจะพบว่าใจเราก็คงจะคิดถึงเรื่องต่างๆ อยู่ไม่กี่เรื่องเท่านั้นเอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของการท่องเที่ยว หรือ พักผ่อนในช่วงวันหยุดยาว การเตรียมของขวัญ เตรียมการฉลองต่างๆ การทบทวนส่ิงต่างๆ ที่ได้ทำมาในช่วงปีที่ผ่านมา รวมทั้งเริ่มคิด อธิษฐานถึงสิ่งที่อยากจะให้เกิดหรืออยากจะทำในปีหน้า อย่างไรก็ดีเชื่อว่ามีความคิดประการหนึ่งที่ท่านผู้อ่านคงจะคิดแต่ไม่ค่อยยอมรับกันเท่าไร นั้นคือ “จะแก่ไปอีกปีแล้วซิ” เนื่องจากวันขึ้นปีใหม่นอกจากเป็นวันเฉลิมฉลองและส่งความสุขกันแล้ว ยังเป็นเหมือนกับเป็นหลักหมุดสำคัญที่จะบอกทุกคนทั่วโลกว่าเรากำลังจะแก่ข้ึนไปอีกปี

ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะนึกในใจนะครับว่า “แก่แล้วไม่ดีตรงไหน?” ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ไม่ดีนะครับ มีงานวิจัยจำนวนมากที่พบด้วยซ้ำไปครับว่าคนเรายิ่งอายุเพิ่มขึ้น ความสุขจะเพิ่มขึ้น ในวารสาร The Economist ซึ่งขายไปทั่วโลกถึงขนาดมีตัวอักษรกลางปกหน้าเลยครับว่า The joy of growing old หรือความสุขของการมีอายุเพิ่มขึ้น โดยทาง The Economist ก็พยายามไปค้นหางานวิจัยต่างๆ เพื่อมายืนยันว่าในช่วงเด็กนั้นชีวิตเราจะมีความสุขกันมาก จากนั้นความสุขของคนเราจะเริ่มลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าวัยกลางคน ที่ชีวิตหลายๆ คนจะเริ่มประสบปัญหา แบบที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Mid-Life Crisis อย่างไรก็ดีสิ่งที่น่าสนใจและน่าแปลกใจก็คือจากงานวิจัยต่างๆ จะพบว่าหลังจากผ่านพ้นช่วง Mid-Life Crisis ไปได้แล้ว ชีวิตของคนเราจะเริ่มมีความสุขกันมากขึ้น ทั้งๆ ที่เมื่อเราเริ่มมีอายุมากขึ้น สุขภาพก็จะเริ่มถดถอย ความทรงจำต่างๆ ก็จะเริ่มเลือนลาง ความคล่องแคล่วก็จะเริ่มลดน้อยลง ฯลฯ แต่ชีวิตของเรากลับมีความสุขกันมากขึ้น

ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของนักวิจัย เขาก็เลยมีการสำรวจประเทศต่างๆ ทั่วโลกจำนวน 72 ประเทศทั่วโลก พบว่าช่วงอายุหรือจุดที่คนแต่ละประเทศจะถึงจุดอ่ิมตัวทางความทุกข์ หรือ Mid-Life Crisis แล้วพลิกฟ้ืนขึ้นมามีความสุขนั้นจะแตกต่างกัน ชาวยูเครนนั้นจะน่าสงสารสุดครับคืออยู่ที่อายุ 62 ส่วนชาวสวิสจะน่าอิจฉาที่สุดเพราะอยู่ที่อายุ 35 แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในช่วง 40 กว่าๆ ถึงต้น 50 โดยเมื่อคำนวณค่าเฉลี่ยออกมาแล้ว จะอยู่ที่อายุ 46 ปี ซึ่งก็หมายความว่า โดยเฉลี่ยความสุขหรือชีวิตเราจะเริ่มตกต่ำลงเรื่อยๆ จนกระทั่งอายุ 46 หลังจากก็จะเริ่มพบและมีความสุขเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หรืออาจจะกล่าวอีกนัยหนึ่งได้นะครับว่าชีวิตและความสุขเริ่มที่อายุ 46

คราวนี้ก็ถึงคำถามสำคัญครับว่าทำไมยิ่งสูงอายุมากขึ้นกลับยิ่งมีความสุขมากขึ้น ทั้งๆ ที่ถ้าคิดกันแบบธรรมดาๆ ก็น่าจะมีความสุขน้อยลง เนื่องจากร่างกายและสุขภาพที่เริ่มอ่อนแอลง แต่ก็มีงานวิจัยอีกเช่นเดียวกันครับที่แสดงให้เห็นว่าในแต่ละช่วงอายุของคนเราจะมีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน ดังนั้นพอเรามีอายุมากขึ้น ก็จะถือว่าผ่านโลกมามาก มีประสบการณ์มาก ทำให้ผู้สูงวัย (ขอเปลี่ยนจากคำว่า “เรา” แล้วกันนะครับ) เริ่มที่จะสามารถหาทางออกสำหรับความขัดแย้งต่างๆ ได้ดีขึ้น สามารถที่จะควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น สามารถที่จะยอมรับต่อความโชคร้ายต่างๆ ที่เข้ามาได้ดีขึ้น รวมทั้สามารถระงับความโกรธได้ดีขึ้น และที่สำคัญคือเมื่อบุคคลอายุมากขึ้นก็จะยิ่งใกล้วันสิ้นชีวิตมากขึ้น และเมื่อมนุษย์เรารู้ตัวว่าใกล้ถึงวันตายมากขึ้น มนุษย์ก็จะพยายามที่จะอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น รู้จักที่จะมีความสุขและดื่มด่ำอยู่กับสิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนั้นมากขึ้น

ผู้ที่สูงวัยมากขึ้นจะให้ความสนใจต่อสิ่งต่างๆ ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมากขึ้น จะไม่คิดหรือฝันเฟื่องไปถึงเป้าหมายระยะยาวในอนาคต เหมือนสมัยตอนเป็นหนุ่มสาว ซึ่งต่างจากคนรุ่นหนุ่มสาวนะครับ เนื่องจากคนรุ่นหนุ่มสาวจะคิดถึงอนาคตของตนเอง ดังนั้นเวลาทำอะไรแต่ละอย่างก็จะคำนึงถึงอนาคตเป็นหลัก เช่น หนุ่มสาวอาจจะต้องไปร่วมงานเลี้ยงทั้งๆ ที่ไม่อยากไป แต่ก็ต้องไปเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนฝูง ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวอาจจะมีประโยชน์ในอนาคต

นอกจากนี้การที่คนสูงวัยยิ่งขึ้นก็ยิ่งยอมรับในสิ่งที่ตนเองเป็นมากขึ้น ทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของตนเอง ความฝันเฟื่องที่เคยมีมาสมัยหนุ่มๆ สาวๆ ไม่ว่าการจะเป็นนักฟุตบอลระดับโลก การเป็นนักร้องยอดนิยม การเป็นเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กรยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ หรือ ได้รับรางวัลโนเบล ก็จะเริ่มจางหายไป ยิ่งสูงวัยมากขึ้นก็จะยิ่งยอมรับกับสิ่งที่ตนเองเป็นอยู่ได้มากขึ้น และการยอมรับในสิ่งที่ตนเองเป็น รวมทั้งการให้ความสำคัญกับปัจจุบันมากกว่าอนาคตนั้นก็จะทำให้ผู้ที่สูงวัยมีความสุขเพิ่มขึ้น

โดยสรุปแล้วเมื่อเรามีอายุมากขึ้น เราก็จะเริ่มยอมรับถึงความเป็นจริง ยอมรับในสิ่งที่ตัวเราเป็น ตัวเรามี ให้ความสำคัญต่อสิ่งที่เป็นปัจจุบันมากกว่าสิ่งที่ยังมาไม่ถึงในอนาคต ซึ่งทั้งหมดนั้นก็จะทำให้เรามีความสุขอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น เพียงแต่ที่ช่วงอายุใดเท่านั้นเองที่เราเริ่มที่จะคิด เริ่มตระหนัก และเริ่มยอมรับได้เท่านั้นเองครับ อย่างไรก็ดีเนื้อหาที่นำเสนอในสัปดาห์นี้ใช่ว่าจะใช้ได้กับทุกคนนะครับ พบเห็นผู้สูงวัยจำนวนมากที่ยังยึดติด ยังดิ้นรน ยังไม่ยอมรับและพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ ระดับของความสุขก็จะน้อยกว่าผู้อื่น แต่ก็เป็นสิ่งที่แต่ละคนเลือกเองนะครับ สุดท้ายก็ต้องยอมรับครับว่าความสุขของเรานั้นไม่ใช่สิ่งที่ถูกกำหนด แต่เป็นสิ่งที่เราสามารถที่จะเลือกเองได้ครับ เพียงแต่เราจะเลือกมันหรือเปล่าเท่านั้น

สวัสดีปีใหม่ท่านผู้อ่านทุกท่านครับ ขอให้เลือกแต่สิ่งที่ทำให้มีความสุขตลอดปี 2554 นะครับ