3 September 2010

“อำนาจ” เป็นคำที่แปลกและไม่ค่อยเข้าใครออกใครนะครับเราจะพบว่าอำนาจนั้นอาจจะทำให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไปสำหรับหลายคนก่อนที่จะมีอำนาจนั้นจะมีพฤติกรรมอย่างหนึ่งแต่พอมีอำนาจแล้วพฤติกรรมหรือนิสัยเดิมๆที่เคยดีอยู่ก็เปลี่ยนไปสิ่งที่น่าสนใจก็คือคุณสมบัติที่ทำให้หลายๆคนขึ้นมาเป็นผู้นำนั้นเมื่อบุคคลผู้นั้นก้าวขึ้นเป็นผู้นำแล้วคุณสมบัติเหล่านั้นกลับหายไปเราอาจจะเคยพบเจอบุคคลหลายท่านที่มีความนอบน้อมถ่อมตนมีจิตใจเมตตาปราณีโอบอ้อมอารีแต่พอบุคคลผู้นั้นก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำแล้วคุณสมบัติดีๆที่เคยมีอยู่เหล่านั้นกลับหายไปกลายเป็นคนที่ดื้อไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นไม่สนใจในความรู้สึกของผู้อื่นสุดท้ายเราก็มีความรู้สึกว่าการมีอำนาจหรือการซึ่งใครก็ตามก้าวขึ้นเป็นผู้นำคนๆนั้นอาจจะเสียคนได้

นอกจากนี้เมื่อเราอ่านข่าวต่างๆจะพบว่าความประพฤติที่ไม่เหมาะสมทั้งหลายที่เกิดขึ้นในองค์กรมักจะมาจากบุคคลที่อยู่ในอำนาจพวกที่ไม่อยู่ในอำนาจมักจะไม่ค่อยมีปัญหาหรือก่อให้เกิดปัญหามีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าพฤติกรมที่หยาบคายหรือไม่เหมาะสมที่เกิดขึ้นในองค์กรส่วนใหญ่นั้นไม่ว่าจะเป็นการตะโกนใส่ผู้อื่นมักจะมาจากบุคคลที่มีอำนาจในองค์กรเป็นส่วนใหญ่ซึ่งถ้าคิดย้อนกลับตามหลักจิตวิทยาก็จริงนะครับเนื่องจากคนที่ยังไม่มีอำนาจก็มักจะไม่กล้าที่จะทำในสิ่งที่ไม่ดีไม่เหมาะสมแต่พอตนเองมีอำนาจแล้วหลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่เคยเก็บกดไว้ก็ไม่ต้องเก็บกดไว้อีกต่อไปสามารถที่จะแสดงออกได้อย่างเต็มที่เนื่องจากนึกว่าตนเองมีอำนาจแล้วย่อมไม่มีใครกล้าที่จะว่าร้ายหรือทำอะไรตนเองได้

ถ้ามองในอีกมุมหนึ่งก็น่าคิดนะครับว่าทำไมบุคคลหลายๆคนที่มีนิสัยและพฤติกรรมที่น่ารักเป็นนิยมและชื่นชอบของคนหมู่มากเมื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำแล้วปัจจัยที่ทำให้เป็นที่ชื่นชอบนั้นกลับหายไปข้อถกเถียงประการหนึ่งอาจจะดูสมเหตุผลก็คือเนื่องจากการเป็นพนักงานธรรมดากับการเป็นผู้นำนั้นทำให้บุคคลผู้นั้นจะต้องสวมหมวกคนละใบในฐานะพนักงานธรรมเขาอาจจะมีอิสระเสรีที่จะประพฤติในรูปแบบหนึ่งแต่เมื่อก้าวเป็นผู้นำและผู้บริหารองค์กรความรับผิดชอบที่บุคคลนั้นมีจะไม่ใช่มีต่อตนเองเหมือนในอดีตแต่กลายเป็นความรับผิดชอบต่อความอยู่รอดและความสำเร็จขององค์กรดังนั้นการตัดสินใจต่างๆของบุคคลผู้นั้นก็อาจจะต้องมองผลประโยชน์ขององค์กรเป็นหลักและไม่สามารถทำตัวให้เป็นที่นิยมของเพื่อนร่วมงานเหมือนในอดีต

จริงๆแล้วนักจิตวิทยาเขามีชื่อเรียกปรากฎการณ์ดังกล่าวเหมือนกันนะครับโดยเรียกว่า Paradox of Power  ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อพฤติกรรมที่ทำให้บุคคลผู้นั้นก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำได้นั้นเมื่อบุคคลผู้นั้นขึ้นมาเป็นผู้นำแล้วพฤติกรรมเหล่านั้นจะมลายหายไปหมดแทนที่จะเป็นคนสุภาพเรียบร้อยซื่อสัตย์และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีเหมือนในอดีตบุคคลผู้นั้นกลับกลายเป็นคนที่ไม่สนใจผู้อื่นก้าวร้าวมั่นใจในตนเองมากเกินไปจริงๆแล้วมีการวิจัยหลายชิ้นที่ทำให้เห็นว่าคนที่มีพฤติกรรมที่น่าคบสุภาพเรียบร้อยและดีในด้านต่างๆนั้นมักจะเป็นคนที่ได้รับการยอมรับจากบุคคลอื่นถึงขั้นที่มีผลวิจัยว่าเรามักจะยอมมอบอำนาจหน้าที่ให้กับคนที่เราชอบมากกว่าคนที่เก่งหรือเหมาะสมและคนที่เราชอบส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนที่มีลักษณะสุภาพเรียบร้อยจนกระทั่งมีคำกล่าวเลยนะครับว่าแนวทางที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาที่สุดในการทำให้เราก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงนั้นคือการปฏิบัติต่อผู้อื่นแบบเดียวกับที่เราต้องการให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อเรา

อย่างไรก็ดีเมื่อคนเหล่านี้ที่สุภาพเรียบร้อยเป็นมิตรกับผู้อื่นก้าวขึ้นเป็นผู้นำและมีอำนาจแล้วคนเหล่านี้ก็จะเริ่มปฏิบัติตนในอีกแบบมีงานวิจัยที่น่าสนใจที่พบว่าคนที่ีมีอำนาจส่วนใหญ่นั้นมักจะชอบปฏิบัติตัวเหมือนผู้ป่วยที่มีส่วนหนึ่งของสมอง (orbito-frontal lobe) เสียหายโดยส่วนนี้ของสมองนั้นจะสำคัญต่อการที่แต่ละบุคคลมีความเข้าอกเข้าใจต่อบุคคลอื่นและการตัดสินใจนอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอีกชิ้นว่าคนท่ี่มีอำนาจนั้นจะมีความสงสารหรือเข้าอกเข้าใจต่อปัญหาและความต้องการของผู้อื่นน้อยลงอีกทั้งคนที่มีอำนาจนั้นมักจะมีความติดยึดต่อมุมมองเดิมๆของตนเองอย่างที่เราเรียกว่า Sterotypes และ Generalization เมื่อต้องตัดสินผู้อื่นผู้มีอำนาจเหล่านี้จะสบตาคนอื่นน้อยลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อตนเองไม่มีอำนาจ

ได้เห็นตัวอย่างมาเยอะแล้วเหมือนกันนะครับที่ผู้มีอำนาจทั้งหลายจะยึดติดกับรูปแบบเดิมๆเมื่อต้องตัดสินผู้อื่นสมมติเช่นถ้าลูกน้องคนหนึ่งทำงานไม่เสร็จทันตามเวลาที่กำหนดแทนที่เจ้านายจะรับฟังถึงปัญหาที่เขาเผชิญเจ้านายกลับตัดสินทันทีว่าลูกน้องคนนี้ไม่มีความสามารถทั้งๆจริงๆแล้วอาจจะเป็นคร้ังแรกที่เขาทำงานไม่สำเร็จและเกิดจากเหตุสุดวิสัยจริงๆคนที่มีอำนาจนั้นเขาจะมีความเชื่อมั่นและยึดมั่นในตนเองสูงพอสมควรครับจนไม่ยอมแม้กระทั่งรับฟังความเห็นหรือมุมมองจากผู้อื่น

ที่น่ากลัวไม่ใช่เรื่องของการเป็นผู้นำแล้วมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปหรอกนะครับแต่เป็นเรื่องของเมื่อเป็นผู้นำแล้วจากคนที่ซื่อสัตย์กลับกลายเป็นคนโกงขึ้นมาทันทีจากงานวิจัยพบอีกครับว่าจริงๆบุคคลเหล่านั้นยังรู้ดีอยู่นะครับว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกหรือผิดแต่เมื่อตนเองมีอำนาจแล้วก็สามารถที่จะทำให้สิ่งที่ดูเหมือนจะผิดกลายเป็นสิ่งที่ดูเหมือนจะถูกได้ง่ายขึ้นเช่นการขับรถฝ่าไฟแดงเป็นต้นเมื่อยังไม่มีอำนาจเราก็ไม่ขับรถฝ่าไฟแดงแต่เมื่อมีอำนาจแล้วเมื่อเราขับรถฝ่าไฟแดงเราก็จะมีข้ออ้างว่าเนื่องจากกำลังรีบและงานที่กำลังจะไปมีความสำคัญดังนั้นจึงจำเป็นต้องขับรถฝ่าไฟแดงผู้ที่มีอำนาจมีเหตุผลตลอดเวลาเลยครับว่าสาเหตุที่ตนเองต้องฝ่าไฟแดงนั้นเนื่องจากตนเองกำลังรีบและเนื่องจากตนเองเป็นคนสำคัญดังนั้นสามารถที่จะฝ่าไฟแดงได้

โรค Paradox of Power นั้นไม่สามารถแก้โดยง่ายครับวิธีการในการป้องกันคือเน้นเรื่องของความโปร่งใสและผู้นำจะไม่พยายามทำตัวไม่ดีถ้ารู้ว่าตนเองถูกตรวจสอบโดยบุคคลอื่นดังนั้นการมีหน่วยงานอิสระในการตรวจสอบหรือการมีคณะกรรมการบริหารที่เข้มแข็งก็จะช่วยให้บรรดาผู้นำทั้งหลายไม่ต้องเป็นโรค Paradox of Power ได้ครับ