13 August 2010

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาถือว่าเป็นวันหยุดยาวสี่วันสำหรับท่านผู้อ่านหลายๆ ท่าน (รวมทั้งผมด้วย) และเมื่อเรามีวันหยุดยาวทีไร นอกเหนือจากการพักผ่อนและ การไปเที่ยวกับครอบครัวแล้ว เราก็มักจะมีการวางแผนไว้ว่าในช่วงวันหยุดเราจะจัดการสิ่งต่างๆ ที่คั่งค้างมานาน เช่น บางท่านอาจจะวางแผนที่จะจัดของภายในบ้าน บางท่านวางแผนที่จะอ่านหนังสือที่อ่านค้างมานานในจบ บางท่านวางแผนที่จะตอบอีเมลที่ล้นให้หมด หรือ ในกรณีของผมก็จะวางแผนที่จะเขียนบทความ เขียนหนังสือ อ่านหนังสือ ที่วางแผนไว้นานแต่ยังทำไม่เสร็จ ให้แล้วเสร็จในช่วงวันหยุดยาวๆ อย่างไรก็ดีท่านผู้อ่านลองสังเกตดูซิครับ จะพบว่าสิ่งที่เราวางแผนไว้ว่าจะทำในช่วงวันหยุดยาวนั้น มักจะไม่ค่อยเกิดขึ้น หรือ ถ้าทำได้จริง ทำได้เพียงแค่ครึ่งหนึ่งของที่วางแผนไว้ก็ถือว่าเก่งแล้ว คำถามสำคัญก็คือทำไมสิ่งที่เราวางแผนที่จะทำกลับไม่สามารถทำได้สำเร็จ? ใช่เป็นเพราะเราวางแผนไม่ดี หรือ เราไม่มีวินัยในตัวเอง หรือ มีปัจจัยภายนอกอย่างอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง?

            สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้การทำงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นช่วงวันหยุดหรือการทำงานโดยปกติ ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรนั้นเกิดขึ้นเนื่องจากเราไม่สามารถที่จะมีสมาธิในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานๆ ท่านผู้อ่านลองสังเกตตัวท่านเองดูซิครับว่าปัจจุบันสมาธิในการทำงานของท่านนั้นลดน้อยลงกว่าในอดีตเยอะมาก คนเราในปัจจุบันดูเหมือนจะถูกโปรแกรมให้พร้อมที่จะตอบรับและตอบสนองต่อทั้งโอกาสและข้อจำกัดที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเราอยู่ตลอดเวลา ในขณะเดียวกันเราก็เผชิญกับสิ่งที่คอยล่อหลอกและดึงดูดสมาธิทั้งในการทำงานและการเรียนหนังสือของเรามากขึ้น และยิ่งเรายอมให้สิ่งต่างๆ มาล่อหลอกและดึงดูดสมาธิของเรามากขึ้นเท่าใด ความสามารถในการทำงานอย่างมีสมาธิและจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานๆ ก็จะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ

            ผมสังเกตเด็กสมัยนี้ (ทั้งระดับมัธยมและมหาวิทยาลัย) ทำการบ้านหรือดูหนังสือก็นึกแปลกใจว่าเขาเหล่านั้นจะเข้าใจในสิ่งที่อ่านหรือดูอยู่หรือไม่? เนื่องจากหนังสือที่กองอยู่ข้างหน้า ยังมีเจ้าเครื่อง Blackberry วางอยู่ข้างๆ แถมเปิดโน๊ตบุ๊คอยู่อีกด้าน โดยในจอคอมพิวเตอร์นั้นก็เปิดทั้งโปรแกรม msn, Facebook, Twitter ดังนั้นในขณะที่กำลังดูหนังสืออยู่ ถ้าเจ้า BB ร้องเตือนว่ามีเมลใหม่มาหรือมีคนมาคุยด้วย หรือ ถ้าโปรแกรมพวก Social Network ในคอมพิวเตอร์เตือนว่ามีคนติดต่อเข้ามา หรือ มีคนมาแสดงความคิดเห็น หรือ มีข่าวใหม่ๆ สมาธิต่อการดูหนังสือก็จะถูกดึงดูดออกไป สุดท้ายแทนที่จะอ่านหนังสืออย่างรู้เรื่องให้เสร็จภายในเวลา 45 นาที กลับใช้เวลากว่าสองชั่วโมงในการอ่านหนังสือที่ปริมาณเท่ากัน และสุดท้ายก็บ่นว่าดูไม่รู้เรื่อง

            อย่าว่าแต่เด็กนิสิต นักศึกษา หรือ นักเรียน เลยนะครับ ผู้ใหญ่วัยทำงานก็เป็นโรคนี้กันเยอะพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารอย่างอีเมลเข้ามา และท่านผู้อ่านสังเกตดูนะครับว่าท่านเองมีพฤติกรรมในการจัดการกับอีเมลที่เข้ามาอย่างไร ท่านผู้อ่านจะอ่านอีเมลทุกขณะที่เข้ามีอีเมลใหม่เข้ามาหรือไม่? เนื่องจากในปัจจุบันทั้งโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ หรือโปรแกรมอีเมลใหม่ๆ จะบอกเราทันทีเลยว่ามีเมลใหม่เข้ามา หรือ ท่านผู้อ่านจะไม่สนใจต่อเมลใหม่ที่เข้ามา โดยจะมีการจัดสรรเวลาในแต่ละวันไว้สำหรับการอีเมล หรือ จะคอยอ่านอีเมลในช่วงที่ว่างๆ มีงานวิจัยในอเมริกาที่พบว่าประมาณหนึ่งในสามของคนวัยทำงานที่จะคอยอ่านอีเมลตลอดเวลาที่มีเมลเข้ามาใหม่ และโดยเฉลี่ยแล้วชาวอเมริกาจะใช้เวลาไปกับอีเมลประมาณ 1 ชั่วโมง 47 นาที ต่อวัน

            นอกเหนือจากพฤติกรรมในการอ่านเมลแล้ว พฤติกรรมในการตอบเมลก็น่าสนใจครับ ว่าโดยปกติท่านจะตอบเมลทันทีที่อ่านเสร็จ หรือ จะแค่ดูหัวเรื่องและความสำคัญแล้วค่อยตอบเมื่อมีเวลาว่าง? พวกที่คอยเช็คเมลอยู่ตลอดเวลา และตอบทันทีนั้น มักจะทำไปเนื่องจากคนเหล่านี้มีความรู้สึกว่าตัวเองจะต้องคอย update ข้อมูลในเรื่องต่างๆ ให้ทันสมัยอยู่เสมอ นอกจากนี้การตอบเมลทันทียังทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีว่าเป็นคนทำงานที่มีประสิทธิภาพ ใส่ใจต่อความต้องการของผู้อื่น จนกระทั่งในปัจจุบันเกิดความคาดหวังขึ้นมาในสังคมโดยไม่รู้ตัวว่าเมื่อเราส่งอีเมลไป เราควรจะได้รับอีเมลตอบกลับมาโดยทันที หรือ ไม่เกิน 1 วัน

            จริงอยู่นะครับที่การอ่านและตอบอีเมลในทันทีแสดงถึงประสิทธิภาพในการทำงาน และความเอาใจใส่ของเราต่อความต้องการของผู้อื่น แต่ในอีกมุมมองหนึ่งพฤติกรรมดังกล่าวเป็นพฤติกรรมที่เกิดผลในระยะสั้น แต่เมื่อมองในระยะยาวแล้วการอ่านและตอบอีเมลอยู่เป็นประจำ หรือ การตอบสนองต่อสิ่งเร้า ข่าว หรือ บทสนทนาต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา กลับทำลายสมาธิและความสามารถในการทำงานของเราลง เมื่อท่านพยายามตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ ที่เข้ามาอยู่ตลอดเวลา ทั้งอีเมล ทั้ง BB ทั้ง FB ทั้งเสียงโทรศัพท์ ทั้ง SMS สมาธิและความสามารถในการทำงานของท่านจะลดน้อยลง เนื่องจากสมาธิท่านจะลดลง ท่านจะถูกดึงดูดและล่อหลอกด้วยสิ่งเร้าต่างๆ มากขึ้น ในระยะยาวแล้วความสามารถของท่านในการจดจ่อหรือทำงานในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นระยะเวลานานก็จะลดลง

            ขอโยงกลับไปตอนต้นของบทความ ซึ่งคราวนี้ท่านผู้อ่านคงได้คำตอบแล้วนะครับว่าทำไมหลายๆ ครั้งแผนงานที่เราวางไว้จะทำทั้งในช่วงวันหยุดยาว หรือ ในการทำงานปกติมักจะไม่ค่อยสำเร็จ ทั้งนี้เนื่องจากการถูกดึงดูดหรือล่อหลอกด้วยสิ่งต่างๆ ดังนั้นเมื่อตั้งใจจะอ่านหนังสือ แต่พอสายตาเหลือบไปเห็นอีเมลใหม่ที่เข้ามาก็อดไม่ได้ที่จะไปอ่าน จากนั้นก็จะค่อยๆ ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนกระทั่งงานที่เราตั้งใจจะทำตอนแรกไม่สำเร็จ สัปดาห์นี้ผมเองใช้เวลาเขียนบทความนี้ประมาณไม่เกิน 30 นาที แต่บางสัปดาห์ใช้เวลาเป็นชั่วโมง ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจากเขียนไม่ออก แต่เกิดขึ้นจากพร้อมๆ กับที่เขียนบทความก็เปิด Facebook และโปรแกรมอีเมลไปด้วย ดังนั้นสมาธิในการเขียนบทความก็จะถูกดึงดูดด้วยสิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ท่านผู้อ่านก็ลองสังเกตพฤติกรรมของท่านเองนะครับ และเพื่อเพิ่มพูนสมาธิและความสามารถในการจดจ่ออยู่กับงานใดงานหนึ่ง เวลาทำงานก็พยายามปิดหรือขจัดสิ่งเร้าต่างๆ ออกไปให้ได้มากที่สุดครับ