4 March 2010

เราได้ศึกษาและเรียนรู้ต่อการใช้เครื่องมือทางการจัดการใหม่ๆ ของต่างประเทศกันมาเยอะพอสมควรแล้ว สัปดาห์นี้เราลองมาดูกันบ้างนะครับว่าแล้วในประเทศไทยเองมีการแนวโน้มหรือลักษณะการนำเครื่องมือทางการจัดการ (Management Tools) ต่างๆ มาใช้อย่างไรบ้าง โดยสัปดาห์นี้ผมขอนำเสนอผลการศึกษาเรื่อง การศึกษาการใช้เครื่องมือการจัดการสมัยใหม่ กรณีศึกษาบริษัท จดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นการศึกษาของ นายเอกวัฒน์  ธนประสิทธิ์พัฒนา นิสิตในหลักสูตร MBA ของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ โดยเป็นการศึกษาวิจัยที่เป็นส่วนหนึ่งในการจบการศึกษาของคุณเอกวัฒน์ และมีผมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

            ในการศึกษาครั้งนี้ ได้มีการส่งแบบสอบถามไปยังบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทั้งหมด (ตอบกลับมาประมาณร้อยละ 15)  เพื่อสอบถามผู้บริหารระดับสูงถึงการนำเอาเครื่องมือทางการจัดการใหม่ๆ เข้ามาใช้ โดยรายชื่อของเครื่องมือทางการจัดการต่างๆ นั้นก็นำมาจากหลายแหล่งครับ ทั้งของ Bain & Company ซึ่งเขามีการสำรวจเครื่องมือทางการจัดการที่ใช้กันมากที่สุดทั่วโลก ทุกๆ สองปี หรือ จากงานของนิสิตเก่า MBA จุฬาฯ ที่ได้ศึกษาในลักษณะเดียวกันไว้แล้วในอดีต นั้นคือในปี 2545 และ ปี 2548 (เป็นเจตนาครับที่จะเว้นการศึกษาในลักษณะนี้ไว้ทุกสามปีเพื่อศึกษาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงการนำเครื่องมือทางการจัดการมาใช้ในประเทศไทย)

            ผลการศึกษาของคุณเอกวัฒน์พบว่า เครื่องมือการจัดการที่กลุ่มตัวอย่างใช้อยู่ในปัจจุบันมากที่สุด ได้แก่ การกำหนดพันธกิจและวิสัยทัศน์ (Mission & Vision Statements) รองลงมาคือการวางแผนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Planning) การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Relationship Management) และการจัดหาจากภายนอก (Outsourcing) ตามลำดับ ในขณะที่เครื่องมือที่นำมาใช้น้อยที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ นวัตกรรมความร่วมมือ (Collaborative Innovation) การลดขนาดกิจการ (Downsizing) และเครื่องมือบริหารความภักดี (Loyalty Management Tools) ตามลำดับ ซึ่งดูจากผลที่ได้แล้วก็ไม่น่าแปลกใจนะครับ เพราะจะสังเกตได้ว่าในสองอันดับแรกที่มีการใช้กันมากที่สุดนั้น เป็นเครื่องมือที่เรียกได้ว่าคลาสสิกไปแล้ว ส่วนเรื่องของการบริหารความเสี่ยงนั้นก็ได้กลายเป็นข้อกำหนดประการหนึ่งที่บริษัทจดทะเบียนจะต้องทำ สำหรับสามอันดับสุดท้ายนั้น เรื่องของนวัตกรรมความร่วมมือ และ การบริหารความภักดีนั้นยังถือว่าเป็นเครื่องมือที่ใหม่สำหรับประเทศไทยพอสมควร และไม่ใช่ว่าองค์กรทุกประเภทสามารถที่จะใช้ได้

            นอกเหนือจากการสอบถามถึงเครื่องมือที่ใช้กันมากที่สุดแล้ว ยังมีการสอบถามถึงเครื่องมือที่ใช้แล้วประสบความสำเร็จมากที่สุดอีกด้วย เนื่องจากการนำเครื่องมือทางการจัดการมาใช้นั้นไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จทุกครั้งไป สำหรับเครื่องมือที่องค์กรใช้อยู่ในปัจจุบันและประสบความสำเร็จมากที่สุดคือ การกำหนดพันธกิจและวิสัยทัศน์ (Mission & Vision Statements) รองลงมาคือการวางแผนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Planning) และการจัดหาจากภายนอก (Outsourcing) ตามลำดับ ซึ่งดูผลที่ได้รับก็ไม่น่าแปลกใจนะครับ คราวนี้ลองมาดูเครื่องมือที่ใช้แล้วไม่ประสบความสำเร็จกันบ้างนะครับ สำหรับด้านการนำเครื่องมือการจัดการสมัยใหม่มาใช้แล้วไม่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคือ การวัดผลเชิงดุลยภาพ (Balanced Scorecard) รองลงมาคือการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customers Relationship Management) ซึ่งก็น่าสนใจเพราะทุกท่านคงทราบดีว่าองค์กรจำนวนมากนำ BSC และ CRM มาใช้ แต่จากข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าเครื่องมือทั้งสองตัวนั้นมีองค์กรใช้กันเยอะ แต่อัตราความสำเร็จกลับไม่ได้เยอะตาม

            เมื่อเปรียบเทียบการใช้เครื่องมือทางการจัดการระหว่างปี 2551 กับ 2548 (การศึกษาของคุณสุธีรา) พบว่าระดับการใช้เครื่องมือการจัดการสมัยใหม่ในปี 2551 ที่เพิ่มขึ้นจากปี 2548 แทบจะทุกเครื่องมือเป็นเพราะองค์กรส่วนใหญ่ต่างตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้องค์กรต้องหาวิธีหรือเครื่องมือการจัดการต่างๆมาช่วยในการบริหารเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั่นเอง อีกทั้งเครื่องมือต่างๆ เหล่านี้เมื่อนำมาใช้แล้วประสบผลสำเร็จจากองค์กรหนึ่ง ก็จะส่งผลเป็นกรณีศึกษาให้องค์กรอื่นๆ เกิดแรงจูงใจในการใช้เครื่องมือการจัดการนั้นๆ อีกด้วย ส่วนระดับการใช้เครื่องมือการจัดการสมัยใหม่ในปี 2551 ที่ลดลงจากปี 2548 ได้แก่ กลยุทธ์การเติบโต (Growth Strategy) เนื่องจากในช่วงปี 2550-2551 ได้เกิดวิกฤตสินเชื่อด้อยคุณภาพหรือวิกฤตซับไพร์มจากประเทศสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่ลดการใช้กลยุทธ์การเติบโตในช่วงที่ผ่านมานั่นเอง