30 April 2010

ถ้าเรามองสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันในอีกมุมมองหนึ่ง เราก็จะพบว่าสถานการณ์ในปัจจุบันสามารถเป็นกรณีศึกษาชั้นดีในเรื่องของภาวะผู้นำได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำฝ่ายไหนหรือระดับไหนที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในครั้งนี้ เรื่องที่น่าสนใจก็คือความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำ อำนาจ และอำนาจหน้าที่ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเรามักจะมีความเข้าใจอยู่ตลอดเวลาว่าผู้ที่เป็นผู้นำนั้น นอกเหนือจากบทบาทของความเป็นผู้นำที่มีอยู่แล้ว ผู้นำยังจะต้องมีทั้งอำนาจหรือ Power ที่จะสั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาสามารถทำในเรื่องต่างๆ ตามนโยบายได้ แต่จากสถานการณ์ปัจจุบัน เราจะพบประเด็นน่าสนใจว่าการเป็นผู้นำนั้นไม่ได้หมายความจะต้องมีอำนาจควบคู่ด้วยเสมอไป ผู้นำนั้นอาจจะเป็นผู้นำเนื่องจากตำแหน่งหน้าที่ แต่อำนาจที่ควรจะมากับตำแหน่งนั้นกลับไม่ได้มากับตัวผู้นำด้วย

            ในทฤษฎีทางด้านการจัดการพื้นฐานนั้น เขามีการแบ่งไว้อย่างชัดเจนระหว่างคำว่าอำนาจ และอำนาจหน้าที่ หรือ Power  และ Authority โดยอำนาจหน้าที่นั้นจะมาคู่กับตำแหน่งงานต่างๆ โดยผู้ที่ดำรงตำแหน่งต่างๆ นั้นควรจะต้องมีอำนาจหน้าที่ ซึ่งมาควบคู่กับการดำรงตำแหน่งต่างๆ ส่วนอำนาจหรือ Power นั้นอาจจะมาคู่กับการมีตำแหน่งงานต่างๆ หรืออยู่กับบุคคลที่ไม่มีตำแหน่งงานต่างๆ ก็ได้ เราอาจจะเห็นได้บ่อยๆ ว่าหลายคนที่ไม่มีตำแหน่งบริหาร ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามตำแหน่งงาน แต่เนื่องจากปัจจัยอื่นๆ ทำให้มีอำนาจที่จะชี้นำหรือขอให้ผู้อื่นสามารถทำงานต่างๆ ตามที่ต้องการได้

            ตามหลักการแล้ว บุคคลที่เป็นผู้นำซึ่งดำรงตำแหน่งระดับสูงหรือสูงสุดในองค์กร ควรจะต้องมีอำนาจหน้าที่หรืออำนาจตามหน้าที่ แต่ปัจจุบันเราจะพบมากขึ้นว่าผู้ที่เป็นผู้บริหารนั้นมีเพียงแค่หน้าที่แต่สิ่งที่หายไปคืออำนาจ นั้นคือผู้นำกลับไม่มีอำนาจในการสั่งการ หรือ ขับเคลื่อนนโยบายที่กำหนดขึ้นไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง คำถามสำคัญก็คือทำไมผู้นำที่ควรจะมีทั้งอำนาจและหน้าที่ กลับมีแต่หน้าที่แต่ไม่มีอำนาจ?? ซึ่งก็นำไปสู่คำถามสำคัญอีกคำถามว่าอำนาจนั้นมาจากที่ใด?? ทำไมอำนาจซึ่งควรจะมาพร้อมกับตำแหน่งหน้าที่การงาน แต่สำหรับผู้บริหารในบางองค์กรหรือบางท่านแล้ว เมื่อดำรงตำแหน่งกลับไม่มีอำนาจ?? หรือ ทำไมคนบางคนที่ไม่ได้มีตำแหน่งหน้าที่การงานใดๆ ทั้งสิ้น กลับมีอำนาจ สามารถชี้นำ ชักจูงผู้อื่นให้คล้อยตามและปฏิบัติตามสิ่งที่ตนเองต้องการได้??

            เพื่อหาคำตอบต่อคำถามข้างต้น ผมขอชวนทุกท่านมาลองดูจากกรณีศึกษาของมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยรัฐดูนะครับ ในแวดวงมหาวิทยาลัยนั้น ดูเหมือนเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่าผู้ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับต่างๆ ของมหาวิทยาลัยนั้นมีแต่ตำแหน่งและหน้าที่ความรับผิดชอบ โดยไม่ได้มีอำนาจที่แท้จริง เนื่องจากในสังคมวิชาการนั้นการที่จะสั่งการผู้อื่นนั้นเป็นไปได้ยาก และผู้บริหารของมหาวิทยาลัยนั้นจะเป็นไปตามวาระ เมื่อหมดวาระจากผู้บริหารแล้วก็กลับลงมาเป็นอาจารย์ธรรมดา แต่สิ่งที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากมี คืออำนาจที่เกิดขึ้นจากบารมีหรือความศรัทธา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารของมหาวิทยาลัยนั้นมักจะเป็นอาจารย์หรือรุ่นพี่ของบรรดาคณาจารย์ทั่วๆ ไป นอกจากนี้ความดี ความรู้ ความสามารถของผู้บริหารเหล่านั้นก็ทำให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยแต่ละท่านมีอำนาจในการสั่งการ หรือ ชี้นำให้คนปฏิบัติตามที่แตกต่างกัน

            ทีนี้เมื่อนำกรณีของมหาวิทยาลัยมาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ก็คงพอทำให้เห็นนะครับว่าการขึ้นมาเป็นผู้นำของประเทศหรือองค์กรได้นั้น เราไม่สามารถที่จะหวังหรือพึ่งพาต่ออำนาจที่มาพร้อมกับหน้าที่เพียงอย่างเดียว จริงอยู่ที่เมื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำ อำนาจตามหน้าที่ควรที่จะตามมาด้วย แต่เราจะเห็นจากทางปฏิบัติในสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว ถ้าผู้ใต้บังคับบัญชามีทางเลือกอื่นๆ ที่ดีกว่า อำนาจที่มาตามหน้าที่นั้น อาจจะไม่สามารถใช้ได้

            กรณีศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันทำให้เราได้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าผู้นำนอกเหนือจากจะหวังพึ่งพาอำนาจตามหน้าที่แล้ว ยังต้องสร้างอำนาจจากแหล่งอื่นๆ ด้วยไม่ว่าจะเป็นจากศรัทธา จากบารมี จากความเคารพ ฯลฯ ซึ่งก็มีคำถามต่อครับว่า แล้วอำนาจที่เกิดขึ้นจากศรัทธา บารมี จากความเคารพนั้นมาจากที่ใด?? เราจะพบว่าอำนาจต่างๆ เหล่านี้คงจะต้องใช้เวลาในการสะสมและสร้างพอสมควร อีกทั้งผลงานและความสามารถที่เกิดขึ้นในอดีต รวมทั้งกิจกรรม พฤติกรรม และสิ่งต่างๆ ที่ทำขึ้นในอดีตนั้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่อำนาจจากศรัทธา บารมี และความเคารพ

            อย่างไรก็ดีคำถามที่อาจจะเกิดขึ้นมาในสถานการณ์ปัจจุบันก็คือ อำนาจนั้นสามารถหาซื้อได้หรือไม่? และถ้าอาศัยการประชาสัมพันธ์และการสร้างภาพลักษณ์ดีๆ จะนำไปสู่การมีอำนาจหรือไม่? ตามหลักวิชาการแล้ว เงินและการสร้างภาพลักษณ์ไม่ควรจะนำไปสู่อำนาจ แต่ในทางปฏิบัติแล้วเราจะเห็นตัวอย่างมากมายว่าเงินนำไปสู่อำนาจได้ไม่ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่ไม่มี หรือ ถ้ามีการประชาสัมพันธ์และสร้างภาพลักษณ์ดีๆ ก็จะทำให้คนเข้าใจและรับรู้ว่ามีผลงานในอดีตที่ดี ซึ่งก็จะนำไปสู่อำนาจที่เกิดจากบารมีได้ในที่สุด อย่างไรก็ดีผมเชื่อว่าอำนาจที่เกิดขึ้นจากการซื้อ และการสร้างภาพลักษณ์นั้นไม่ยั่งยืน อำนาจที่จะมีความยั่งยืน ควรจะมาจากความศรัทธา จากบารมี และจากความเคารพนั้นเป็นสิ่งที่ผู้นำจะต้องแสวงหาและพัฒนา