21 February 2010

สำหรับท่านผู้อ่านที่ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นประจำ ยังมีท่านผู้อ่านท่านไหนที่ไม่เคยเล่น Facebook ไหมครับ? จริงๆ ในเมืองไทยก็คิดว่ายังมีอีกจำนวนมาก ไม่ว่าจะไม่สมัครหรือไม่เล่น เพราะไม่ชอบหรือไม่เห็นความสำคัญ หรือ ไม่เล่นเนื่องจากไม่สนใจ แต่วันนี้ผมจะไม่มาชวนท่านผู้อ่านเล่น Facebook หรือเขียนถึงประโยชน์หรือลักษณะของสังคมออนไลน์กันนะครับ (จำได้ว่าเคยเขียนไว้แล้ว) แต่อยากจะ ชวนท่านผู้อ่านมารู้จัก Facebook ในฐานะที่เป็นบริษัทที่ได้รับการยกย่องให้เป็นบริษัทที่มีสุดยอดนวัตกรรม ของโลกประจำปีนี้ครับ (The World’s Most Innovative Company) กันดีกว่าครับ เนื่องจากน่าสนใจมากที่บริษัทที่สร้างสังคมออนไลน์อย่าง Facebook ทำไมถึงได้รับการยกย่องให้เป็นเบอร์หนึ่ง แซงหน้าบริษัทชั้นนำอื่นๆ ที่เราคุ้นเคยอย่าง Google, Apple, Microsoft

            โพลของสุดยอดบริษัทนวัตกรรมของโลกในครั้งนี้จัดขึ้นโดยนิตยสาร Fast Company ซึ่งเป็นนิตยสารธุรกิจที่เน้นในเรื่องของนวัตกรรมและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ มาตลอด โดยในปีนี้ห้าอันดับแรกของโพลได้แก่ 1) Facebook 2) Amazon 3) Apple 4) Googel 5) Huawei สิ่งซึ่งน่าสนใจก็คือ Facebook ซึ่งไม่ได้เน้นนวัตกรรมในเรื่องของการวิจัยและพัฒนาหรือเทคโนโลยีชั้นสูงเท่าไร กลับได้รับการจัดอันดับให้เป็นอันดับที่ 1 แต่ถ้าดูจากสถิติและการเติบโตของ Facebook แล้วก็น่าสนใจครับ บริษัทเพิ่งก่อตั้งมาได้ 6 ปี แต่มีสมาชิกกว่า 400 ล้านคนทั่วโลก (ถ้าเทียบกับประเทศต่างๆ แล้วผู้ใช้บริษัท Facebook มีมากกว่า ประชากรของเกือบทุกประเทศในโลกเลย)

            อย่างไรก็ดีถึงแม้ Facebook จะเติบโตขึ้นมามากจนกระทั่งมีพนักงานกว่า 1,200 คนในปัจจุบัน แต่ Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารของ Facebook ก็ยังพยายามที่จะทำให้ Facebook เป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันมีความเล็กและความคล่องตัวอยู่ในตัวเอง และถ้าเทียบกับคู่แข่งขันอย่าง MySpace และ Twitter แล้ว ก็ถือว่าได้ในปัจจุบันในโลกของสังคมออนไลน์นั้น Facebook ได้นำคู่แข่งทั้งสองจนไม่เห็นฝุ่นแล้ว สังเกตได้จากจำนวนสมาชิกของ Facebook ที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วงปีที่ผ่านมา (จาก 200 ล้านเป็นเกือบ 400 ล้าน)

            ถึงแม้ Facebook จะประสบความสำเร็จและเรียกได้ว่าเป็นอันดับหนึ่งในสังคมออนไลน์ แต่ Facebook ก็ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่นะครับ ปีที่ผ่านมา Facebook เพิ่มจำนวนนักคอมพิวเตอร์และวิศวกรกว่า 50% และพยายามที่จะปรับปรุงสินค้าของตนเองอยู่ตลอดเวลาทั้งในด้านของประสิทธิภาพ เช่น ความเร็ว หรือ การมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เกี่ยวเนื่องออกมาตลอด โดยคุณสมบัติประการหนึ่งที่น่าสนใจของ Facebookแต่ไม่ค่อยได้เป็นสิ่งที่รับรู้ของบุคคลภายนอก ก็คือความกล้าเสี่ยงทั้งของตัว CEO และพนักงานของ Facebook เอง (สาเหตุประการหนึ่งอาจจะเป็นเนื่องจาก Facebook ยังเป็นบริษัทที่ถือหุ้นส่วนใหญ่โดยเจ้า ของบริษัท) พนักงานเข้าใหม่ของ Facebook ทุกคนต้องผ่านการอบรมเป็นเวลา 6 สัปดาห์เพื่อทำความเข้าใจ ต่อวัฒนธรรมและแนวประพฤติปฎิบัติของบริษัท โดยผู้บริหารคาดหวังให้พนักงานทุกคนจะต้องมีจิตสำนึก ของการต่อสู้ตลอดเวลา วัฒนธรรมของบริษัทจะให้ความสำคัญกับการที่พนักงานแต่ละคนพยายามที่จะสร้างสรรค์หรือนำเสนอแนวความคิดใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อ Facebook ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงหน้า หลักให้ดูไม่เลอะเทอะ

            ที่ Facebook เขาให้ความสำคัญกับความเร็วของการคิดค้นบริการใหม่ๆ มากครับ อาจจะเป็นเนื่อง จากลักษณะของธุรกิจก็ได้ที่เขาจะไม่รอให้สินค้าหรือบริการใหม่ๆ นิ่งก่อนที่นำออกไปลองใช้ แต่ที่ Facebook เขาจะมองว่าต้นทุนของการรอให้ทุกอย่าง “นิ่ง” ก่อนนั้นสูงกว่าต้นทุนการเริ่มทำก่อนแล้วค่อยๆ ปรับปรุงให้ดีขึ้น และเพื่อให้เกิดความเร็วในการพัฒนาสินค้าและบริการ Facebook จะเน้นการสร้างต้นแบบ (Prototypes) เพื่อให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องได้เห็นภาพ สามารถวิจารณ์ และพัฒนาต่อยอดจากต้นแบบที่เสนอได้

            เพื่อให้เกิดนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง Facebook มุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับคำว่า Hacking มากครับ โดยคำๆ นี้ไม่ได้หมายถึงการ Hack ซอฟแวร์หรือคอมพิวเตอร์แบบที่เราคุ้นเคยนะครับ แต่หมายถึงความไม่กลัวที่จะทำลายสิ่งที่มีอยู่ เพื่อให้ได้ในสิ่งใหม่ที่ดีขึ้น โดยแนวคิดพื้นฐานของการ Hacking นั้นอยู่ที่ความมุ่ง มั่น ก้าวร้าว และความอยากรู้อยากเห็น อีกทั้งมีความเชื่อว่า ทุกอย่างจะต้องสามารถปรับปรุงหรือพัฒนาให้ดี ขึ้นได้ ไม่ใช่เพราะว่าเป็นสิ่งที่ทำกันมาอย่างช้านานแล้วจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด บุคลากรของ Facebook ถูกสอนให้มีความคิดว่า จะสามารถพัฒนาหรือปรับปรุงสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้นได้ โดยไม่สนใจว่าเป็นสิ่งที่มีมานานแค่ไหน

            ปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์กรส่วนใหญ่ก็คือพอใครสร้างหรือคิดอะไรขึ้นมาแล้ว ก็จะเกิดความผูกพัน ที่ไม่สามารถทำลายของที่สร้างขึ้นมาได้ แต่ที่ Facebook นั้นจะมีการพัฒนา ปรับปรุงในสิ่งที่สร้างขึ้นมาอยู่ตลอดวลาทุกสัปดาห์ ทุกเดือน ทำให้คนไม่รู้สึกผูกติดกับของที่ตนเองสร้างขึ้น อีกทั้งการพัฒนาและปรับปรุงนั้นก็จะทำอย่างรวดเร็ว ให้มีต้นแบบออกมา เพื่อที่จะสามารถทดสอบได้จริง และมีการปรับปรุงยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ

            ถือว่าเป็นแนววิธีคิดที่น่าสนใจนะครับในการไม่ยึดติดกับสิ่งใดๆ รวมทั้งพร้อมจะพัฒนาและปรับปรุงตลอดเวลา เพียงแต่จะต้องมุ่งเน้นที่ความเร็ว และการสร้างต้นแบบ เพื่อให้สามารถทดลองและทดสอบได้อย่างจริงๆ