14 February 2010

ในฐานะอาจารย์เมื่อออกไปเจอกับทางภาคธุรกิจก็มักจะได้รับคำบ่นประการหนึ่งเกี่ยวกับเด็กยุคใหม่ ที่มักจะมีลักษณะที่ไม่เหมือนคนรุ่นเดิมๆ ที่เราคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความมั่นใจ ความกล้าแสดงออก บางครั้งอาจจะดูก้าวร้าว และ กร่าง ไม่อดทนกับงาน การที่จะต้องอยู่กับอุปกรณ์ไฮเทคตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์หรือไอโฟนหรือบีบี การที่ชอบที่จะสื่อสารกับผู้อื่นด้วยอุปกรณ์เทคโนโลยีเหล่านั้นไม่ว่าจะเป็นการส่งข้อความผ่านทางมือถือ Facebook หรือ Twitter ฯลฯ ซึ่งไม่ว่าคำบ่นนั้นจะออกมาในรูปแบบใด สิ่งที่มักจะพบเจอก็คือคนในยุคใหม่หรือรุ่นใหม่นั้น จะมีพฤติกรรมและวิธีคิดที่ไม่เหมือนกับผู้ใหญ่ในปัจจุบัน

            จริงๆ แล้วพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่นั้นไม่ถือว่าแปลกหรอกนะครับ เพราะเป็นแนวโน้มของคนที่เราเรียกว่าคนรุ่น Gen Y หรือพวกที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 – 2543 (ช่วงระยะเวลานั้นอาจจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับแต่ละคนนะครับ) คนกลุ่มนี้เป็นคนกลุ่มที่กำลังได้รับการศึกษาและกล่าวขวัญกันถึงมากที่สุด เนื่องจากเป็นกลุ่มคนที่ถือว่ามีจำนวนเยอะมาก และเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่พฤติกรรมและความคิดต่างๆ แตกต่างจากคนรุ่นก่อน ดังนั้นทั้งนักประชากร นักบริหาร นักการตลาด ต่างก็ให้ความสนใจกับคนกลุ่มนี้เป็นพิเศษ

            ผู้ใหญ่หลายๆ ท่านอาจจะสงสัยหรือแปลกใจต่อพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? เป็นเพราะอะไรถึงทำให้คนกลุ่มนี้ถึงได้มีความคิดและพฤติกรรมที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อน ซึ่งสาเหตุสำคัญหนึ่งก็มาจากตัวผู้ปกครองด้วยครับ จะสังเกตว่าวิธีการเลี้ยงดูและให้การศึกษาของคนรุ่นใหม่นั้นแตกต่างจากรุ่นอดีตกันพอสมควรครับ เริ่มจากการที่อัตราการเจริญพันธุ์หรืออัตราการมีลูกในช่วงระยะหลังนั้นจะลดน้อยลงเรื่อยๆ ทำให้ในปัจจุบันบ้านแต่ละหลังก็จะมีลูกอยู่เพียงไม่กี่คน ไม่เหมือนในอดีตที่บ้านหนึ่งจะมีพี่น้องหลายคนมาก การมีลูกน้อย ทำให้เด็กในยุคใหม่เติบโตมาด้วยความรู้สึกว่าตนเองเป็นคนพิเศษหรือแตกต่างจากผู้อื่น ผู้ปกครองเองก็จะมีเวลาและให้ความสำคัญกับการอยู่ดูแลลูกมากขึ้น (หลายคู่ที่สามีทำงานและภรรยาที่มีการศึกษาที่ดีออกมาเลี้ยงลูกเต็มเวลา) พ่อแม่ยุคใหม่จะประคบประหงมลูกมากกว่าในอดีต พ่อแม่หลายคนมีความรู้สึกว่าความสำเร็จของลูกคือความสำเร็จของตนเอง ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจนะครับว่าพ่อแม่หลายคู่จะดูแลลูกอย่างใกล้ชิด รู้เรื่องการเรียน การสอบ ดีกว่าลูกด้วยซ้ำไป หรือ คนรู้จักผมยังเข้าไปสอบ GAT, PAT พร้อมกับลูกเพื่อให้รู้แนวข้อสอบมาติวลูก

สภาพแวดล้อมต่างๆ ก็ทำให้เด็กรุ่นใหม่รู้สึกว่าตนเองมีความพิเศษหรือแตกต่างจากผู้อื่น จำได้ว่าตอนลูกผมเด็กๆ ก็จะมีเพลงที่รร.อนุบาลให้ลูกร้องว่า “ฉันนี้เป็นคนพิเศษ” หรือ เพิ่งเห็นค่าย “ค้นหาพรสวรรค์” ที่จะมีการจัดขึ้นในช่วงปิดเทอมนี้ในกทม. ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการทำให้เด็กยุคใหม่รู้สึกว่าตนเองมีความแตกต่าง นอกจากนั้น ครอบครัวสมัยใหม่ยังมีความพยายามจะเป็นครอบครัวประชาธิปไตยมากขึ้น โดยให้ลูกได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากขึ้น และพ่อแม่หลายคู่ก็ให้ลูกเป็นผู้ตัดสินใจในสิ่งสำคัญๆ ทำให้เด็กสมัยใหม่รู้สึกมีความมั่นใจในตนเองอย่างมาก

การเลี้ยงดูและครอบครัวถือเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กรุ่นใหม่มีความมั่นใจและบางครั้งอาจจะดูก้าวร้าวและกร่าง แต่ก็ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของคนรุ่นนี้เช่นเดียวกันครับ นั้นคือเรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศตามที่หลายๆ ท่านพอจะทราบกันอยู่แล้ว และจากพัฒนาการและความสำคัญของการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในครองครัวมากขึ้น และจากการที่พ่อแม่หลายๆ คู่อาจจะไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีใหม่ ทำให้ต้องพึ่งพาเด็กรุ่นใหม่สำหรับเทคโนโลยีใหม่ๆ และจากความสามารถทางด้านไอทีของเด็กรุ่นใหม่ ประกอบกับการที่ครอบครัวต้องพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น ทำให้เด็กรุ่นใหม่กลายเป็นผจก.ฝ่ายไอทีประจำบ้าน และพ่อแม่จำนวนมากต้องพึ่งพาลูกตนเองในเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยี ผมมีเพื่อนที่เปิดคอมพิวเตอร์ยังไม่เป็น แต่ลูกสาวนั้นกลับมีความคล่องแคล่วและเชี่ยวชาญในเรื่องของคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต

อินเตอร์เน็ตเองก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนรุ่นใหม่มีสภาพตามที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากอินเตอร์เน็ตนั้นจะเน้นเรื่องของความเร็ว การทำงานหลายๆ อย่างพร้อมกัน การตอบสนองอย่างทันทีทันใด เพื่อน คนรู้จักที่สามารถติดต่อได้ตลอดเวลา การเชื่อมต่อที่ดูเหมือนจะไร้พรมแดน การสื่อสารที่ไม่จำเป็นต้องพบหน้ากัน รวมทั้งข้อมูลและความรู้ต่างๆ ที่สามารถหาได้อย่างรวดเร็วและฟรี ปัจจุบันในห้องเรียนผมทั้งระดับป.ตรีและป.โทนั้น จะเป็นเรื่องธรรมดาที่นิสิตที่เรียนนั่งเปิดโน๊ตบุ๊คไปด้วย โดยอาจจะจดคำบรรยายลงในเครื่อง หรือ หาข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียน หรือ อาจจะเล่น MSN หรือ Facebook อยู่ด้วย

การใช้อินเตอร์เน็ตจนกระทั่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ทำให้เด็กสมัยใหม่มีสมาธิที่สั้นลง ต้องการการตอบสนองที่ทันใจทันเวลา (นำไปสู่ความใจร้อน) หาและสนใจต่อข้อมูลที่ตนเองคิดว่าสำคัญและจำเป็น ต้องได้ในสิ่งที่ต้องการเมื่อต้องการ คุยแบบสั้นๆ ห้วนๆ จนอาจจะดูก้าวร้าว (จากความเคยชินในการโพสต์ข้อความสั้นๆ ลง msn, facebook, twitter, sms)  และส่งผลให้เขียนแบบบรรยาย พรรณนายาวๆ ไม่ค่อยเป็น ไม่ให้ความสำคัญกับการปรากฎตัวในที่ทำงาน (ถ้าไม่จำเป็น) เนื่องจากมองว่าสามารถทำงานให้เสร็จ ได้จากทุกสถานที่ ฯลฯ

สุดท้ายเราคงต้องพยายามทำความเข้าใจต่อเด็กรุ่นใหม่นะครับ อาจจะบ่นกันอยู่ แต่ก็ต้องเข้าใจและพยายามปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ เราคงไม่สามารถเปลี่ยนให้คนรุ่นนี้เป็นแบบรุ่นที่เราคุ้นเคยหรือเติบโตมาด้วยได้