8 February 2010

เรื่องหนึ่งที่เป็นที่สนใจกันมากสำหรับผู้บริหารในหลายๆ องค์กร ก็หนีไม่พ้นการจูงใจพนักงานในองค์กรของตนเองครับ ผู้บริหารบริษัทต่างๆ พยายามหาวิธีการที่เหมาะสมสำหรับการสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงานของตนเอง องค์กรจำนวนมากนั้นก็มักจะนำทฤษฎีของฝรั่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการจูงใจมาใช้ อย่างไรก็ดี ก็มีคำถามว่าแนวคิดหรือทฤษฎีด้านการจูงใจต่างๆ ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้นเหมาะสมสำหรับภาวะปัจจุบัน ที่เรามุ่งเน้นในเรื่องของนวัตกรรม ในเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์กันมากขึ้น และเหมาะกับสังคมเมืองไทยมากน้อยเพียงใด

            ถ้าย้อนกลับไปดูที่มาของแนวคิดด้านการจูงใจนั้น เราจะพบว่าส่วนใหญ่มักจะมาจากสมมติฐานของบรรดานักวิชาการว่าคนเรามีความต้องการอะไร จากนั้นเราก็พยายามพัฒนาแนวทางในการจูงใจเพื่อตอบสนองความต้องการของคน ในอดีตแต่โบราณกาลนั้น เรามีความต้องการที่จะอยู่รอด ดังนั้นแนวคิดแรกๆ เกี่ยวกับการจูงใจก็คือเพื่อให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ และปัจจัยที่จะจูงใจก็หนีไม่พ้นปัจจัยสี่และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หลังจากนั้นเราก็มีความเชื่อว่าถ้าคนได้รับสิ่งที่จำเป็นเพื่อความอยู่รอดแล้ว เราก็ย่อมจะแสวงหาต่อรางวัลและสิ่งจูงใจต่างๆ ในขณะเดียวกันก็พยายามที่จะหาทางหลีกเลี่ยงจากการลงโทษต่างๆ ซึ่งแนวคิดหลังนี้ก็กลายมาเป็นรากฐานสำคัญสำหรับแนวทางการจูงใจในปัจจุบัน

            ท่านผู้อ่านสังเกตไหมครับว่าแนวทางในการจูงใจขององค์กรส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ทั้งภาครัฐและเอกชนนั้น จะมีพื้นฐานมาจากว่าคนเรามีความต้องการในรางวัลหรือสิ่งตอบแทนต่างๆ และไม่ชอบหรือต้องการที่จะหลีกเลี่ยงจากการถูกลงโทษ ไม่ว่าจะเป็นการจูงใจด้วยการขึ้นเงินเดือน การให้โบนัส การให้รางวัลด้วยเงิน หรือ ดูงานต่างประเทศ การเข้าอบรม ฯลฯ โดยแนวคิดนี้ได้กลายเป็นกลไกในการขับเคลื่อนขององค์กรต่างๆ รวมทั้งนำไปสู่การพัฒนาเครื่องมือและแนวคิดในการประเมินผลการดำเนินงานต่างๆ นอกจากนี้แนวคิดในเรื่องของการจูงใจในลักษณะของการให้รางวัล และการลงโทษ ก็ฝังรากอยู่ในระบบการศึกษาของเรา รวมทั้งวิธีการในการที่เราเลี้ยงดูลูกหลานเราในปัจจุบัน โดยสรุปก็คือสิ่งที่เราเชื่อกันก็คือ การจะทำให้คน (ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือคนทำงาน) สามารถทำในสิ่งต่างๆ ได้ดี เป็นไปตามที่เราต้องการนั้น ก็จะต้องมีรางวัลหรือสิ่งจูงใจ แต่เมื่อใดก็ตามที่ไม่ได้ทำตามที่กำหนด หรือ ออกนอกลู่นอกทางก็จะต้องมีบทลงโทษ

            อย่างไรก็ดีในปัจจุบันเริ่มมีคำถามกันมาบ้างแล้วครับว่าระบบการจูงใจที่เรายึดและใช้กันอยู่นั้นเหมาะสมกับสภาพสังคมและการทำงานในปัจจุบันหรือไม่ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่เราได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมมากขึ้น สำหรับองค์กรธุรกิจหลายๆ แห่งที่อยากจะพัฒนาองค์กรของตนเองให้เป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมแล้ว องค์กรจะต้องสามารถสร้างเสริมบรรยากาศในการทำงานให้บุคลากรสามารถที่จะคิดและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง หรือ ในระดับประเทศที่เราประกาศว่าจะเน้นและให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ซึ่งก็มีคำถามขึ้นมานะครับว่าระบบการจูงใจที่เน้นการให้รางวัลและการลงโทษ (Carrot and Stick) นั้นเหมาะสมหรือไม่ หรือว่าระบบการจูงใจที่ใช้ กันอยู่ในปัจจุบันกลับจะทำลายความสามารถของคนเราในการคิดสร้างสรรค์หรือไม่?

            คงต้องย้อนมาดูนะครับว่าในยุคที่เน้นเรื่องของนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์นั้น เราจะเห็นได้ครับว่าลักษณะของงานจะแตกต่างจากในอดีต ในอดีตนั้นลักษณะงานจะเป็นงานแบบมีลำดับขั้นที่ชัดเจน มีรูปแบบและแบบแผนที่เป็นระบบ ดังนั้นระบบการจูงใจในลักษณะเดิมก็เป็นสิ่งที่เหมาะสม แต่พอมายุคของนวัตกรรมและการสร้างสรรค์การทำงานนั้นไม่ได้เป็นระบบ หรือ แบบแผนเหมือนในอดีต คนทำงานในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จะต้องสามารถคิดนอกกรอบ สามารถแสวงหาแนวคิดใหม่ๆ จากภายนอกเชื่อมโยงกับความคิดเดิมๆ ที่มีอยู่ คนทำงานในยุคปัจจุบันจะให้ความสำคัญกับความสนุกสนานในการทำงานมากขึ้น ไม่ใช่ว่าต้องทำงานเพราะถูกบังคับ แต่ทำด้วยความอยากทำและรู้สึกสนุกที่จะได้ทำงาน และที่สำคัญคือมีความโน้มเอียงที่จะเป็นการทำงานโดยตัวเองเป็นเจ้านายของตนเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวิชาชีพอิสระต่างๆ หรือ การทำงานที่บ้านที่คนทำงานจะต้องมีวินัยในการทำงานด้วยตนเอง

            จากลักษณะของการทำงานในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในปัจจุบัน ท่านผู้อ่านคงจะเห็นด้วยนะครับว่าระบบการจูงใจที่เน้นการควบคุม การให้รางวัล และการลงโทษ นั้นคงจะไม่เหมาะที่จะจูงใจผู้ทำงานในรูปแบบใหม่แล้ว สิ่งที่อาจจะต้องช่วยกันคิด ช่วยกันหาต่อไปก็คือ จะมีระบบหรือวิธีการอย่างไรในการจูงใจคนทำงานในยุคใหม่นี้ เช่นเดียวกันกับการจูงใจเด็กๆ ทั้งผู้เรียนหนังสือและลูกหลานเราครับ ที่คนยุคใหม่ที่เป็นชาว Gen Y ทั้งหลาย ก็จะมีรูปแบบการดำรงชีวิต และวิธีคิดที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นระบบการให้รางวัลและลงโทษ อาจจะไม่ใช่วิธีการที่เหมาะสมอีกต่อไป ซึ่งก็คงต้องช่วยกันคิด ลองผิดลองถูกไปก่อนนะครับ สำหรับแนวคิดในการจูงใจในรูปแบบใหม่ที่เหมาะสมกับการทำงานยุคใหม่ รวมทั้งคนรุ่นใหม่ด้วย อย่างไรก็ดีโดยส่วนตัวเชื่อว่าต่อให้ระบบในการจูงใจเปลี่ยนไป แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถละเลยได้คือความรับผิดชอบต่อความสำเร็จของงาน ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นระบบการจูงใจในรูปแบบใด คนทำงานในยุคของการสร้างสรรค์และนวัตกรรม ก็ยังจะต้องรับผิดชอบต่อความสำเร็จของงานที่ต้องทำ เพียงแต่จะใช้ระบบในการจูงใจอย่างไรเท่านั้นเอง