8 November 2009

ในขณะที่ประเทศไทยยังมีสถานการณ์ความขัดแย้งของกลุ่มการเมืองในประเทศ รวมทั้งสถานการณ์กับประเทศเพื่อนบ้าน วันนี้เรามาดูยุทธศาสตร์ของประเทศเพื่อนบ้านเราอีกประเทศหนึ่งดีกว่านะครับ พออ่านแล้วท่านผู้อ่านก็อย่าเพิ่งถอนหายใจและสงสารประเทศตนเองนะครับ วันนี้เรามาลองศึกษาและวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ของประเทศสิงค์โปร์กันดีกว่าครับ เผื่อจะได้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างวิธีคิดและวิธีปฏิบัติของผู้บริหารประเทศ

            เวลาท่านผู้อ่านนึกถึงประเทศสิงค์โปร์ ท่านผู้อ่านนึกถึงอะไรบ้างครับ? เรามักจะนึกถึงประเทศที่สะอาด กฎหมาย ระเบียบต่างๆ ที่เคร่งครัด เป็นประเทศที่มีชื่อในเรื่องของการไม่คอรัปชั่น นึกถึงถนนช็อปปิ้ง นึกถึงเกาะเล็กๆ ที่ไม่มีทรัพยากรทางธรรมชาติใดๆ แต่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจของตนเองขึ้นมาได้จากการค้าขาย หลายคนที่มีโอกาสไปทำงานที่สิงค์โปร์เป็นระยะเวลาหนึ่งก็อาจจะนึกถึงเมืองที่ดูเป็นระเบียบ แต่ในขณะเดียวกันก็น่าเบื่อ และขาดสีสัน ขาดความวุ่นวายของกรุงเทพหรือฮ่องกง ในขณะที่รายสำคัญของสิงค์โปร์ก็มาจากการท่องเที่ยวและการค้าขาย สรุปว่าภาพลักษณ์ของประเทศสิงค์โปร์ในสายตาของคนทั่วๆ ไปและนักท่องเที่ยวนั้นเป็นประเทศที่สะอาด เรียบร้อย ไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ และเน้นการช็อปปิ้ง

            อย่างไรก็ดีดูเหมือนว่าในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมาสิงค์โปร์จะมีการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์ของตนเองครับ เริ่มจากเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่รัฐบาลสิงค์โปร์ยอมปิดถนนในใจกลางเมืองของตนเองและแปลงโฉมกลายเป็นสนามแข่งรถฟอร์มูล่าวัน ที่เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น ทั้งๆ ที่เป็นสนามใหม่และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวเพื่อชมการแข่งรถฟอร์มูลวัน ในปีนี้นอกเหนือจากการแข่งรถใจกลางเมืองแล้ว ยังได้มีการเชิญนักร้องดังระดับโลกอย่าง Beyonce’ Black Eyed Peas มาแสดงในสวนใจกลางเมืองอีกต่างหาก

            นอกเหนือจากการแปลงถนนใจกลางเมืองเป็นสนามแข่งรถแล้ว ท่านผู้อ่านหลายๆ ท่านอาจจะได้ข่าวว่าทางสิงค์โปร์เองก็กำลังให้มีการสร้างคาสิโนขนาดใหญ่ขึ้นมาสองแห่ง แห่งแรกอยู่ที่ Marina Bay Sands ที่สร้างโดยกลุ่มทุนจาก Las Vegas ซึ่งจะเปิดในปีหน้า โดยนอกเหนือจากบ่อนคาสิโนแล้ว ยังประกอบด้วยโรงภาพยนตร์ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ศูนย์การค้า และศูนย์การประชุม และอีกแห่งคือ Resort World Sentosa ซึ่งกลุ่ม Genting ของมาเลเซียเป็นผู้ลงทุน ซึ่งภายในนอกเหนือจากบ่อนคาสิโนแล้ว ยังประกอบด้วยโรงแรมอยู่หกแห่ง และที่สำคัญสำหรับเด็กๆ ทุกคนคือ Universal Studios Theme Park ซึ่งจะมีปราสาทของ Shrek เป็นจุดขายใหญ่ นอกจากนี้ยังมีสวนน้ำ สวนสนุกขนาดใหญ่ สถานที่จัดประชุมขนาดใหญ่ ศูนย์การค้า ฯลฯ

            อ่านดูแล้วก็น่าเที่ยวนะครับ ผมเองก็กะไว้เหมือนกันครับว่าถ้า Universal Studio ของสิงค์โปร์สร้างเสร็จเมื่อไรก็คงพาครอบครัวไปเที่ยว แต่ประเด็นสำคัญเราอย่าเพิ่งนึกถึงแต่เรื่องการท่องเที่ยวนะครับ สิ่งที่น่าสนใจคือกลยุทธ์ที่ผู้บริหารประเทศเขาวางไว้ ดูเหมือนว่าในแต่ละช่วงเวลาที่แตกต่างกันนั้นสิงค์โปร์จะวางกลยุทธ์และตำแหน่งทางกลยุทธ์ (Strategic Positioning) ไว้อย่างน่าสนใจครับ นิตยสาร Business Week เองก็ได้วิเคราะห์ไว้เหมือนกันครับ โดยในช่วงทศวรรษที่ 1980 บริษัทต่างๆ ของสิงค์โปร์ต่างพยายามรุกหรือบุกเข้าสู่ตลาดเซมิคอนดักเตอร์ พอเข้าทศวรรษที่ 1990 ก็ปรับเปลี่ยนมาให้ความสนใจต่ออุตสาหกรรม Biotech มากขึ้น โดยรัฐบาลสิงค์โปร์พยายามที่จะดึงดูดบริษัทต่างๆ ทางด้าน Biotech ให้เข้ามาเปิดและลงทุนในประเทศตนเอง

            พอมาถึงในปัจจุบันดูเหมือนนโยบายของรัฐบาลสิงค์โปร์จะหันมาสนใจต่อ Wealth Management และ Green Technology มากขึ้น ซึ่งก็เป็นกระแสที่น่าสนใจครับ เพราะ Wealth Management ก็เป็นการจับกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้สูง ในขณะเดียวกัน Green Technology ก็กำลังเป็นกระแสและมีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมและมีความสำคัญมากขึ้นทุกขณะ ในขณะเดียวกันสิงค์โปร์เองก็รู้ว่าตนเองขาดแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ ทำให้ต้องเร่งสร้างแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นลักษณะ Human-made ขึ้นมาแทน และสถานที่ท่องเที่ยวเดิมๆ ของสิงค์โปร์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการซื้อของ สวนนก สวนสัตว์ หรือเกาะเซนโตซ่า ก็ดูเหมือนจะเสื่อมความนิยมไปแล้ว

            ดังนั้นจึงไม่แปลกใจหรอกนะครับว่าทำไมสิงค์โปร์ถึงส่งเสริมและสนับสนุนให้นักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนสร้างคาสิโนและแหล่งท่องเที่ยวใหม่ โดยสิงค์โปร์ตั้งเป้าไว้ว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้กว่า 17 ล้านคนต่อปี (เพิ่มขึ้นจาก 10 ล้านในปีที่แล้ว) รวมทั้งตั้งเป้ารายได้จากการท่องเที่ยวไว้ถึง 21,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งพออ่านดูแล้วก็รู้สึกสงสารประเทศอื่นๆ ที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมายนะครับ ที่มัวแต่อึมครึมกันในหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยว จน…………………….

            แล้วท่านผู้อ่านไม่ต้องกังวลแทนรัฐบาลสิงค์โปร์เขานะครับว่าประชาชนเขาจะกลายเป็นผีพนันเนื่องจากเขามีกฎไว้ครับว่าถ้าประชาชนของเขาจะเข้าไปเล่นในคาสิโนนั้น จะต้องเสียค่าเข้าวันละ $72 สหรัฐต่อวัน และถ้านักพนันชาวสิงค์โปร์คนไหนเข้าไปเล่นแล้วออกมาก่อปัญหาภายนอก ญาติๆ ก็จะแจ้งไปที่หน่วยงานรัฐบาล และบุคคลผู้นั้นก็จะถูกห้ามเข้าไปเล่นอีกต่อไป

            เขียนเสร็จแล้วก็นึกสงสารประเทศเพื่อนบ้านของสิงค์โปร์นะครับ แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งการดำรงชีวิตอยู่ในประเทศที่มีระเบียบเรียบร้อย มีแผนในการพัฒนาประเทศที่ชัดเจน บ้านเมืองมีความสะอาด ก็อาจจะน่าเบื่อนะครับ สู้อยู่ในประเทศที่มีความวุ่นวาย สนุกสนาน ตื่นเต้น มีเหตุการณ์ช่วยระทึกเป็นระยะๆ ไม่ได้นะครับ เรียกว่าอาจจะทำให้ชีวิตขาดสีสันไปได้เลยครับ