29 มีนาคม 2008

เนื้อหาในสัปดาห์นี้น่าจะเป็นตอนสุดท้ายในเรื่องของเงื่อนไขที่สำคัญของนวัตกรรม ซึ่งผมนำมาจากหนังสือชื่อ Innovation to the Core เขียนโดย Peter Skarzynski และ Rowan Gibson นะครับ โดยสองสัปดาห์ที่แล้วผมได้นำเสนอเงื่อนไขที่สำคัญสำหรับองค์กรที่ต้องการกระตุ้นหรือสร้างให้เกิดนวัตกรรมภายในองค์กรสองประการ ประการแรก คือเรื่องของเวลาและโอกาสในการคิดสิ่งใหม่ๆ และประการที่สองคือเรื่องของความหลากหลายทางความคิด ซึ่งก่อนที่จะนำเสนอเงื่อนไขประการสุดท้าย ผมขอย้อนกลับไปให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเงื่อนไขประการที่สองก่อนนะครับ

            เรื่องของความหลากหลายทางความคิดเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการก่อให้เกิดนวัตกรรมนะครับ เนื่องจากบุคคลที่มีความคิดที่หลากหลายมักจะมองปัญหาที่ประสบจากมุมมองที่แตกต่างกัน และบุคคลเหล่านี้ก็จะพยายามที่จะหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน ดังนั้นยิ่งมีความแตกต่างและหลากหลายทางความคิดเท่าไร ก็ยิ่งทำให้มีความหลากหลายในการแก้ไขปัญหามากขึ้นเท่านั้น และทำให้มีแนวทางหรือวิธีการใหม่ๆ ในการคิดค้นนวัตกรรมหรือการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งถ้าเป็นไปตามหลักการข้างต้น บุคลากรหรือทีมในองค์กรก็จะต้องมีความหลากหลายพอสมควร และฝ่ายบุคคลเองก็ควรที่จะสรรหาและคัดเลือกพนักงาน โดยพยายามหาความหลากหลายและแตกต่างทางความคิดเข้ามา

            อย่างไรก็ดีหลักการข้างต้นเป็นหลักการที่เมื่อนำไปปฏิบัติแล้วอาจจะทำให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายพอสมควรนะครับ เนื่องจากอีกทฤษฎีหนึ่งในการคัดเลือกบุคลากรก็คือเลือกคนที่มีแนวคิด ค่านิยม วัฒนธรรมในการทำงานที่ใกล้เคียงกับองค์กรเข้ามาเป็นพนักงาน เพื่อให้เกิดความราบรื่นในการบริหารจัดการ ดังนั้นดูเหมือนว่าผู้บริหารจะตกอยู่ในทางสองแพร่งอีกแล้วนะครับ นั้นคือ ต้องการความหลากหลายในความคิด เพื่อให้เกิดนวัตกรรม แต่อาจจะยุ่งยากในการบริหารจัดการ หรือ ต้องการบุคคลที่มีแนวคิดที่คล้ายหรือใกล้เคียงกัน เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างราบรื่น?

            มาดูเงื่อนไขสำคัญประการที่สามสำหรับนวัตกรรมกันต่อนะครับ นั้นคือเรื่องของการต่อยอดทางความคิดระหว่างบุคคล (Connection and Conversation) ท่านผู้อ่านลองพิจารณาดูนะครับว่า นวัตกรรมที่เจ๋งๆ นั้น จะเกิดขึ้นจากไหน ใช่ว่าผู้บริหารสูงสุดนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานแล้วก็มองจ้องออกไปนอกหน้าต่าง เพื่อให้เกิดอาการปิ๊งขึ้นมาใช่หรือไม่? ส่วนใหญ่แล้วคงจะไม่ใช่หรอกนะครับ ผู้ที่คิดค้นสิ่งใหม่ๆ ได้นั้นมักจะเกิดจากการพูดคุย สนทนา ติดต่อ เชื่อมโยง กับบุคคลอื่น แล้วแนวคิดใหม่ๆ นั้นก็ก่อกำเนิดขึ้นมาจากการพูดคุยนั้น อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการต่อยอดทางความคิดระหว่างบุคคล มากกว่าที่จะเกิดขึ้นจากการนั่งคิดอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ อยู่เพียงคนเดียว

            การต่อยอดทางความคิดนั้นเป็นสิ่งสำคัญครับ ย้อนกลับไปดูนวัตกรรมทั้งหลาย เราจะพบว่าจริงๆ แล้วสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ไม่ได้ใหม่จริงๆ หรือ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหรอกครับ นวัตกรรมส่วนใหญ่จะเป็นการต่อยอดทางความคิดจากสิ่งเดิมๆ ที่มีอยู่แล้ว หรือ เรียกได้ว่ายังมีกลิ่นอายของความคิดเดิมๆ ติดอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่น iPod ก็ได้ครับ เราจะพบว่าองค์ประกอบต่างๆ ของ ไอพอดนั้นไม่ใช่สิ่งที่ใหม่หรือไม่เคยมีมาก่อน แต่ความโดดเด่นของ Apple ก็คือ ความสามารถในการต่อยอดความคิดจากสิ่งเดิมๆ ที่มีอยู่แล้ว เพื่อออกมาเป็นไอพอด โดยรักษาจุดขายที่สำคัญของ Apple ไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้งานง่าย การออกแบบที่เท่ห์ แบรนด์ และการเชื่อมต่อกับ iTunes

            อาจจะสรุปได้นะครับว่าเรื่องของการต่อยอดความคิดนั้นเป็นเงื่อนไขที่สำคัญของนวัตกรรม เนื่องจากเป็นการนำเอาความคิดที่แตกต่างและหลากหลายเข้ามาผสมผสานกันอย่างลงตัว เพื่อก่อให้เกิดสิ่งใหม่ๆ แต่การที่จะต่อยอดความคิดได้นั้น ปัจจัยที่สำคัญก็คือ จะต้องมีการพูดคุยหรือติดต่อระหว่างบุคคลครับ เนื่องจากถ้าบุคคลขาดการพูดคุยหรือติดต่อซึ่งกันและกันแล้ว ย่อมจะเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการต่อยอดความคิดระหว่างกันได้ และยิ่งองค์กรทำให้บุคลากรได้มีโอกาสพูดคุยหรือติดต่อกันมากเท่าใด ก็จะยิ่งทำให้เกิดโอกาสในการต่อยอดความคิดระหว่างบุคคลแต่ละคนมากขึ้นเท่านั้น ทำให้โจทย์สำคัญขององค์กรอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรถึงจะทำให้บุคคลภายในองค์กร (ที่มีความหลากหลายและความแตกต่างทางความคิด) ได้มีโอกาสพูดคุย ติดต่อกันมากขึ้น เพื่อสร้างโอกาสในการต่อยอดความคิด อันจะนำไปสู่นวัตกรรม

            บางท่านอาจจะแย้งว่าการเปิดโอกาสให้คุยและติดต่อกันมากขึ้นนั้น ส่วนใหญ่แล้วมักจะนำไปสู่การพูดคุยในสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานซะมากกว่า แต่ท่านผู้อ่านก็ต้องอย่าลืมด้วยนะครับว่า อย่างน้อยการพูดคุยกันมากขึ้น ก็เปิดโอกาสให้เกิดการต่อยอดมากขึ้น เรียกได้ว่ายิ่งทำหรือพยายามมากขึ้น โอกาสของความสำเร็จก็จะมากขึ้น อย่างเช่นที่นักกอล์ฟชื่อดังของโลกอย่าง Gary Player ได้เคยกล่าวไว้ครับว่า ‘The more I practice, the luckier I get’

            หวังว่าเนื้อหาในสามสัปดาห์ที่ผ่านมาคงจะก่อให้เกิดประโยชน์บ้างนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับหลายๆ องค์กรที่ชอบระบุว่าอยากจะทำให้เกิดนวัตกรรม หรือ ต้องการเป็นองค์กรชั้นนำด้านนวัตกรรม แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นหรือทำอย่างไรเพื่อก่อให้เกิดนวัตกรรมขึ้นมา เงื่อนไขที่สำคัญทั้งสามประการ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นได้นะครับ สำหรับการกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมภายในองค์กร อย่างไรก็ดีโดยส่วนตัวแล้วมองว่าเงื่อนไขทั้งสามประการ เป็นเพียงแค่แนวทางเท่านั้น แต่การบริหารจัดการนั้นเป็นสิ่งที่ผู้บริหารต้องหาหนทางกันต่อไปครับ