27 December 2007

            เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้เริ่มต้นนำเสนอเทรนด์หรือแนวโน้มสำคัญของสินค้าอุปโภคบริโภคในปี 2008 นี้ โดยนำมาจากหน่วยงานหนึ่งที่ชื่อ Trend Watching ที่เขาทำหน้าที่ในการคอยดูแนวโน้มต่างๆ ในสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งสัปดาห์ที่แล้วได้นำเสนอแนวโน้มที่สำคัญของสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลกไว้สองประการคือความสำคัญของสินค้าที่แสดงถึง “สถานะ”ของผู้ใช้ และการเข้าสู่เซกเม้นต์ “หรู” ของสินค้าต่างๆ แม้กระทั่งน้ำดื่มบรรจุขวดที่สามารถทำให้หรูและแพงได้ สัปดาห์นี้เรามาดูกระแสแนวโน้มในด้านอื่นๆ ต่อนะครับ

            แนวโน้มสำคัญเรื่องที่สามเขาตั้งชื่อว่าเป็น ‘Snack Culture’ หรือวัฒนธรรมของว่างหรือของกินเล่นครับ ซึ่งจริงๆ แล้วก็เหมือนเป็นการเปรียบเปรยเวลาเรากินของทานเล่นหรือของว่างต่างๆ ครับ ที่เรามักจะรับทานเพื่อตอบสนองความต้องการสั้นๆ ในขณะนั้น เนื่องจากของทานเล่น เราทานทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่ค่อยมีประโยชน์ ไม่ทำให้อิ่ม แต่ส่วนใหญ่มักจะเกิดความต้องการหรือความอยากทานขึ้นมาเดี๋ยวนั้น ซึ่งแนวโน้มของผู้บริโภคในปีนี้จะมีลักษณะแบบนี้มากขึ้น โดยเฉพาะความต้องต่อสินค้าหรือบริการที่ชั่วครั้งชั่วคราว ใช้ง่ายกินง่าย ราคาไม่แพง สามารถใช้หรือทานได้บ่อยๆ ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งต้องอย่าลืมนะครับว่าเราไม่ได้หมายถึงแต่ของกินอย่างเดียว แต่สินค้าหรือบริการที่มีลักษณะข้างต้นก็เป็นการเปรียบเปรยว่าเหมือนทานของทานเล่น

            ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นกระแสความตื่นตัวของ Snack Culture นั้นดูได้จากหลายอุตสาหกรรมครับ เราอาจจะเริ่มต้นจากพวกบรรดาของทานเล่นทั้งหลายครับ ที่ตลาดมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้น ท่านผู้อ่านไปเดินดูตามซุปเปอร์มาร์เก็ตแล้วจะพบว่าพวกบรรดาของทานเล่นต่างๆ นั้นออกมาเพิ่มขึ้นทั้งชนิด ยี่ห้อ ขนาด หีบห่อ ฯลฯ หรือ ถ้าขยับจากของทานเล่นเข้าสู่วงการแฟชั่น เขาก็ถือว่าร้านเสื้อผ้า Zara (ในเมืองไทยก็เป็นนิยมพอสมควรครับ) ก็คือเป็น Snack Culture เช่นเดียวกันครับ เนื่องจากเขาถือว่าเป็นสินค้าแฟชั่นที่ราคาไม่สูง มีการหมุนเวียน หรือเปลี่ยนแปลงเร็ว เสื้อผ้าบางชนิดก็สวมใส่อยู่แค่ไม่กี่ครั้ง ทำให้การเข้าไปซื้อของที่ Zara ได้ประสบการณ์เหมือนกับการไปซื้อของทานเล่นในซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือที่ต่างประเทศก็มีนวัตกรรมในวงการหนังสือพิมพ์ที่ขายดีมาก โดยเป็นหนังสือพิมพ์ที่มีลักษณะเรียกว่า ’20 minutes’ หรือ 20 นาที โดยมีกลุ่มเป้าหมายสำหรับพวกอายุไม่เกิน 45 และใช้เวลาในการอ่านหนังสือพิมพ์หรือเสพข่าวในเวลาไม่เกิน 20 นาทีต่อวัน โดยเวลายี่สิบนาทีนั้นเป็นเวลาเฉลี่ยที่ชาวยุโรปเขาใช้ในการเดินทางบนระบบขนส่งสาธารณะ

            แนวโน้มที่สี่เป็นแนวโน้มที่เห็นภาพได้ชัดเจนมากครับ และคงไม่ต้องยกตัวอย่างมากนั้นคือเรื่องของความใส่ใจในสิ่งแวดล้อมครับ ไม่ว่าจะเป็นการลดภาวะโลกร้อน การให้ความสำคัญกับทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เชื่อว่าคงปฏิเสธไม่ได้และเราจะเห็นผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจกับเรื่องเหล่านี้มากยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้องค์กรต่างๆ ต้องปรับตัวตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

            แนวโน้มที่ห้านั้นเขาใช้ชื่อว่า Brand Butlers ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นแนวโน้มใหม่ในการสร้างแบรนด์ แต่ไม่ใช่ลักษณะของการโฆษณา ประชาสัมพันธ์อย่างเดียวแล้ว แต่เป็นการใช้แบรนด์ในการช่วยเหลือลูกค้าหรือผู้บริโภคในด้านต่างๆ (เปรียบเสมือนเป็น Butler ครับ) ลองดูตัวอย่างนะครับ จะได้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น ในงานเทศกาลดนตรีที่ประเทศเนเธอแลนด์ Wrangler ซึ่งเป็นผู้ผลิตและขายกางเกงยีนส์ชื่อดัง ได้ตระหนักว่าผู้เข้าร่วมงานเทศกาลดนตรีดังกล่าว (งานเขาจัดหลายๆ วันติดกันเลยครับ) ต้องการบริการซักผ้า ดังนั้น Wrangler จึงตั้ง Wrangler Laundromat ขึ้น ซึ่งคนที่เข้าร่วมงานสามารถส่งเสื้อผ้าตัวเองมาซักได้ และจะส่งข้อความผ่านทางมือถือไปให้เมื่อผ้าได้ซักเสร็จเรียบร้อยแล้ว  สิ่งที่ Wrangler ทำถือเป็นการสร้างแบรนด์ ด้วยวิธีการที่แปลกใหม่กว่าการโฆษณาทั่วๆ ไป แล้วก็ถือเป็นการช่วยเหลือและสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าและประชาชนได้อย่างดีครับ

            เป็นอย่างไรครับบรรดาแนวโน้มต่างๆ ทางด้านสินค้าอุปโภคและบริโภคที่น่าสนใจในปี 2008 นี้ ท่านผู้อ่านก็ลองพิจารณาดูแล้วกันนะครับ จริงๆ แล้วยังมีมากกว่านี้ ซึ่งถ้าท่านผู้อ่านสนใจก็ลองไปหาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.trendwatching.com ครับ เขาเป็นเว็บที่ใช้ในการติดตามพวกเทรนด์หรือแนวโน้มต่างๆ ที่น่าสนใจ