ภาพจาก researchgate.net

16 July 2009

สัปดาห์ที่แล้วผมได้เริ่มนำเสนอว่าองค์กรธุรกิจต่างๆ ที่ประสบปัญหาหรือความล้มเหลวนั้น จะมีจุดกำเนิดหรือจุดเริ่มต้นอย่างไร โดยเนื้อหาหลักๆ นั้นนำมาจากหนังสือชื่อ How The Mighty Fall เขียนโดย Jim Collins โดย Collins ได้มองว่าการที่องค์กรธุรกิจใดก็ตามจะประสบความล้มเหลวได้นั้น ส่วนหนึ่งแล้ว มักจะผ่านกระบวนการหรือขั้นตอนทั้งหมดห้าขั้นตอน โดยในสัปดาห์ที่แล้วเป็นการนำเสนอในขั้นที่หนึ่ง นั้นคือ ความสำเร็จนำไปสู่ความผยอง และขั้นที่สอง คือความโลภไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นในสัปดาห์นี้เรามาดูต่อกันในขั้นที่สามนะครับ

            ขั้นที่สามผมขอตั้งชื่อเองว่า “ความเสี่ยงคืออะไร?” โดยเมื่อองค์กรธุรกิจเข้ามาอยู่ในขั้นที่สามนั้น ความล้มเหลวหรือทางหายนะก็จะยังไม่ปรากฎขึ้นมาอย่างชัดเจนนะครับ แต่ในขั้นที่สามนี้เป็นขั้นที่สืบเนื่องมาจากขั้นที่หนึ่งและขั้นที่สอง โดยในขั้นนี้จะเป็นขั้นของการไม่ยอมรับต่อความเสี่ยงหรือความจริงที่เกิดขึ้น มักจะยังยึดติดในความสำเร็จเดิมๆ ที่เคยไม่ ทั้งมองไม่เห็นหรืออาจจะจงใจที่จะมองไม่เห็นความเสี่ยงหรือทางหายนะที่กำลังจะเข้ามา

            พฤติกรรมอย่างหนึ่งที่มักจะพบเจอในองค์กรที่กำลังอยู่ในขั้นนี้คือการไม่ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น จะมีการกล่าวโทษผู้อื่น ปัจจัยภายนอก ดินฟ้าอากาศที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ผลการดำเนินงานเริ่มไม่เข้าเป้า หรือ เริ่มที่จะไม่ประสบความสำเร็จเช่นในอดีต หรือถ้าไม่โทษปัจจัยภายนอกแล้ว ก็อาจจะโทษข้อมูลที่ผิดพลาดก็เป็นไป ผมเองก็เคยเจอบ่อยๆ ครับ ว่าพอนำเสนอข้อมูลที่ดูแล้วไม่ดีกับทีมบริหารแล้ว ความผิดนั้นมักจะตกไปอยู่ที่เจ้าข้อมูล ซึ่งไม่มีปากมีเสียงที่จะโต้แย้งใครได้

            แต่ถ้าองค์กรเหล่านี้ประสบความสำเร็จอะไรขึ้นมาซักอย่างก็จะทำเรื่องเชิดชู ยกย่อง ประชาสัมพันธ์ หรือแม้กระทั่งจัดขบวนแห่กันใหญ่โตเลย ถ้าพูดง่ายๆ แบบชาวบ้านก็เป็นประเภท “ความดีเข้าตัว ความชั่วเข้าคนอื่น” นั้นแหละครับ หรือถ้าเป็นทางวิชาการหน่อยก็เป็นพวกปกปิดข่าวร้ายแต่เชิดชูข่าวดี ครับ แถมซ้ำร้ายอีกพฤติกรรมที่มักจะพบในองค์กรที่เข้ามาอยู่ในขั้นนี้ก็คือการกล่าวร้ายหรือกล่าวโทษผู้อื่น โดยผู้บริหารในองค์กรอาจจะกล่าวโทษผู้บริหารในฝ่ายหรือหน่วยงานอื่น หรือ โทษว่าเป็นชะตาฟ้าลิขิตไปเลยก็ได้ เหมือนที่มีลูกศิษย์ MBA ของผมคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า “ความพยายามของมนุษย์หรือจะสู้ชะตาฟ้าลิขิต”

            องค์กรที่เข้าสู่ขั้นที่สามของความหายนะนั้นสังเกตไม่ยากครับ ท่านผู้อ่านลองดูนะครับว่าองค์กรท่านมีลักษณะต่างๆ เหล่านี้หรือไม่

  • ผู้บริหารระดับต้นและกลางจะปิดบังข้อมูลที่เป็นข่าวร้ายๆ หรือข้อมูลที่ไม่ดีต่อองค์กร ต่อผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารระดับสูงจะได้รับแต่ข่าวที่เป็นมงคลหรือข่าวดีๆ ตลอด ข่าวที่ไม่เป็นมงคลทั้งหลายจะไม่ถึงหูถึงมือผู้บริหารระดับสูงเลย โดยผู้บริหารระดับต้นและกลาง อาจจะกลัวความผิดที่จะตกมาถึงตนเอง
  • ผู้บริหารในระดับต่างๆ ล้วนแล้วแต่ให้และแสดงความคิดเห็นต่างกันอย่างเต็มที่ แต่เป็นความคิดเห็นที่ปราศจากพื้นฐานของข้อมูล หลักฐาน ที่มาสนับสนุน หรือ อย่าว่าแต่ข้อมูลและหลักฐานเลยครับ แม้กระทั่งยังขาดหลักการและขาดพื้นฐานที่ดีเสียด้วยซ้ำ
  • ผู้บริหารระดับต่างๆ เลิกที่จะตั้งคำถาม แต่มุ่งเน้นการอรรถาธิบายมากกว่า เนื่องจากเมื่อตั้งคำถามแล้วจะทำให้คนคิด และทำให้เราสามารถค้นหาความจริงได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าผู้บริหารระดับสูงเอาแต่อธิบายอยู่ฝ่ายเดียว ก็จะไม่เกิดการคิดและค้นหาความจริง
  • สมาชิกในองค์กรพยายามเอาความดีต่างๆ เข้าตนเองตลอดเวลา โดยละเลยหรือไม่ให้ความสนใจต่อเพื่อนร่วมงานหรือสมาชิกอื่นๆ ในทีม นอกจากนี้สมาชิกในทีมยังให้ความสำคัญต่อประโยชน์หรือสิทธิที่ตนเองควรจะได้ โดยละเลยต่อประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับในภาพรวม
  • เมื่อมีความผิดพลาดหรือพลาดพลั้งเกิดขึ้น แทนที่ทุกคนจะช่วยกันหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา กลับไปมุ่งมั่นต่อการหาคนที่ทำผิดมากกว่า ทำให้เมื่อมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ทุกคนก็พยายามปกปิดปัญหาดังกล่าว จนกระทั่งสายเกินแก้ไข
  • ผลงานที่เกิดขึ้นจะเป็นผลงานประเภทกลางๆ ไม่โดดเด่นอะไรมาก และผู้บริหารหรือสมาชิกที่เกี่ยวข้องก็มักจะโยนความผิดของการที่ผลงานไม่โดดเด่นไปที่ปัจจัยภายนอกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคู่แข่ง ภาวะเศรษฐกิจ ลูกค้า เทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งการเกิดของแพนด้าน้อย (เกี่ยวอะไรด้วย?)
  • อาการสุดท้ายที่มักจะพบคือมีการปรับโครงสร้างองค์กรอยู่ตลอดเวลา ด้วยนึกว่าการปรับโครงสร้างองค์กรจะเป็นทางออกสำหรับปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้น หรือ ไม่ก็จะเป็นการโทษว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากโครงสร้างองค์กรไม่ดี ดังนั้นทางในการแก้ไขคือปรับโครงสร้างองค์กรเสียใหม่ แล้วก็ปรับบ่อยอีกด้วย

            ท่านผู้อ่านลองสำรวจดูนะครับว่าองค์กรท่านมีอาการต่างๆ เหล่านี้หรือไม่ ถ้ามีก็ต้องรีบแก้ไขเสียครับ และอย่าว่าแต่องค์กรเลยนะครับ ตัวท่านเองในฐานะบุคคลคนหนึ่งมีอาการข้างต้นนี้หรือไม่?