26 January 2009

ดูเหมือนว่าวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้เราจะได้รับข้อแนะนำสำหรับแนวทางในการบริหารองค์กรให้ผ่านพ้นวิกฤตกันหลายขนานจากหลายสำนักเลยนะครับ ผมเองก็ได้มีโอกาสนำคำแนะนำต่างๆ เหล่านั้นมาเสนอผ่านทางบทความนี้กันหลายครั้งหลายครา สัปดาห์นี้ก็มาอีกแล้วครับ โดยไปอ่านเจอจากวารสาร Fortune ฉบับเมื่อวันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา และคิดว่าหลายข้อเป็นคำแนะนำที่น่าสนใจเลยขอนำมาแบ่งปันกับท่านผู้อ่านนะครับ

            ประเด็นแรกเลยคือให้ทบทวนความสำคัญของสิ่งต่างๆ ที่จะทำ ซึ่งผมเห็นด้วยเต็มที่เลยครับ เนื่องจากในสถานการณ์เช่นปัจจุบัน ถ้าเรายังคงมุ่งเน้นแต่ในสิ่งเดิมๆ หรือ ความเคยชินเดิมๆ แล้วก็คงจะไม่ได้นะครับ ในยุคที่เศรษฐกิจดีๆ สิ่งที่มีความสำคัญสำหรับบริษัทต่างๆ หนีไม่พ้นพวกการขยายตลาด การจ้างคนเพิ่ม การเพิ่มรายได้ และเพิ่มกำไร แต่พอถึงปัจจุบันแผนกลยุทธ์ที่เคยวางไว้อย่างสวยหรูนั้นใช้ไม่ได้แล้วครับ ผมพบเจอบริษัทของไทยจำนวนมากที่ปรับเปลี่ยนน้ำหนักหรือความสำคัญของตัวชี้วัดต่างๆ จากเรื่องของการกำไรหรือการเติบโตของรายได้ หันมามุ่งเน้นในเรื่องของกระแสเงินสดและสินค้าคงเหลือกันแทน อาจจะกล่าวได้นะครับว่าในยุคปัจจุบันผู้บริหารจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการบริหารเสียใหม่ สิ่งที่เคยทำให้ประสบความสำเร็จในอดีต จะไม่สามารถใช้ได้กับปัจจุบันแล้ว

            ประเด็นที่สองก็คืออย่าทอดทิ้งในสิ่งที่บริษัทมีความชำนาญหรือความสามารถ ทั้งนี้เนื่องจากไม่ใช้ก็นานภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจนี้ย่อมหมดไปครับ และเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นแล้วบริษัทของท่านจะยังคงมีความสามารถในการแข่งขันต่อไปหรือไม่? ดังนั้นการให้ความสำคัญกับความสามารถหลักหรือสิ่งที่บริษัทมีความโดดเด่นก็ยังเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนวัตกรรม การให้บริการลูกค้า หรือ กระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น และต้องอย่าลืมนะครับว่าความสามารถหลักที่สำคัญของบริษัทต่างๆ นั้น เริ่มต้นจากตัวพนักงานเป็นหลัก ดังนั้นถึงแม้จะเกิดภาวะวิกฤต แต่ก็อย่าทอดทิ้งการพัฒนาบุคลากรในองค์กรนะครับ เนื่องจากผลพวงจากการพัฒนานี้จะทำให้บริษัทมีบุคลากรที่มีศักยภาพและเป็นกำลังสำคัญเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว

            ประเด็นที่สามคือการสื่อสารครับ โดยในช่วงที่มีปัญหานั้นผู้บริหารส่วนใหญ่มักจะเก็บตัวเงียบๆ เนื่องจากไม่ต้องการเป็นข่าว ไม่ต้องการเป็นจุดสนใจ หรือ แม้กระทั่งไม่มีคำตอบให้กับคำถามต่างๆ แต่ผู้เชี่ยวชาญเขากลับแนะว่าในช่วงที่เกิดวิกฤตนั้นทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์กรเขาจะมีแต่ความไม่แน่ใจ หรือ อาจจะเกิดอาการวิตกจริตได้ เช่น พนักงานจะไม่รู้ตัวเลยว่าจะถูกให้ออกเมื่อใด หรือ คู่ค้าก็จะไม่แน่ใจว่าทำธุรกิจด้วยแล้วบริษัทจะมีเงินจ่ายหรือไม่ หรือ ลูกค้าก็จะไม่แน่ใจว่าคุณภาพของสินค้าหรือบริการจะลดลงหรือไม่ นักลงทุนก็ไม่มั่นใจในราคาหุ้น ฯลฯ เรียกได้ว่ากลุ่มคนรอบๆ บริษัทจะเต็มไปด้วยอาการคิดมากและกังวล และยิ่งท่านผู้บริหารเงียบเท่าใด ก็จะยิ่งทำให้คนเหล่านี้เกิดความกังวลมากขึ้นเท่านั้น

            ดังนั้นในช่วงนี้ต้องสื่อสารครับ และยิ่งต้องสื่อสารให้มากกว่าปกติด้วย ผู้บริหารอาจจะไม่ได้มีคำตอบให้กับทุกคำถามก็ได้ครับ แต่ความซื่อสัตย์และการแสดงความจริงใจนั้นเป็นสิ่งที่คนต้องการมากที่สุดในยุคปัจจุบัน หรือ ถ้าข่าวที่จะสื่อออกไปนั้นเป็นข่าวที่ไม่ดี ผู้บริหารที่ดีก็ยิ่งจะต้องพยายามหาวิธีที่จะทำให้คนรอบๆ ข้างมองเห็นว่าความหวังยังคงมีอยู่ เพื่อให้ทุกคนเกิดมุมมองที่ดีในยุคที่สิ่งรอบๆ ข้างดูเศร้าหมอง

            ประเด็นที่สี่ก็คือให้ทำความเข้าใจกับลูกค้า และหาคำตอบให้กับลูกค้าของเรา เนื่องจากถ้าในขณะที่ลูกค้าประสบกับปัญหาความต้องการในสินค้าและบริการนั้นย่อมไม่เหมือนกับเมื่อลูกค้าอยู่ในภาวะที่รุ่งเรืองนะครับ ดังนั้นความต้องการในสินค้าและบริการของเราก็ย่อมแตกต่างกันออกไป องค์กรควรจะหันกลับมาทบทวนในคุณค่าของสินค้าและบริการที่นำเสนอต่อลูกค้า ซึ่งก็ไม่ใช่การลดคุณภาพ หรือ ลดคุณลักษณะของสินค้าและบริการลงไปเฉยๆ นะครับ องค์กรควรจะสร้างสรรค์หรือหาวิธีการใหม่ๆ ในการนำเสนอคุณค่าใหม่ๆ ให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าในปัจจุบัน

            ประเด็นที่ห้าคืออย่าเพิ่งรีบด่วนหั่นราคาลงนะครับ ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นคำแนะนำที่ขัดกับหลักความเชื่อของเรา มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นแล้วว่าการลดราคาลงเพียงแค่ร้อยละ 5 บริษัทจะต้องทำยอดขายให้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 19 เพื่อให้สามารถทดแทนรายได้ที่จะลดลงจากการลดราคา ซึ่งท่านผู้อ่านก็ทราบนะครับว่าการเพิ่ม ยอดขายอีกร้อยละ 19 เป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างมาก แม้กระทั่งในช่วงเศรษฐกิจดีๆ การไม่ลดราคาอาจจะทำให้ ยอดขายตกลงบ้าง แต่ก็อาจจะดีกว่าการลดราคา และยอดขายไม่เพิ่มเท่าที่คิด และการปรับราคาขึ้นมาใหม่เมื่อเศรษฐกิจก็จะทำด้วยความยากลำบาก ดังนั้น ถ้าคิดจะลดราคาขอให้ศึกษาและไตร่ตรองดูให้ดีๆ ก่อนนะครับ

            ฝากนำข้อคิดทั้งห้าประการไปคิดพิจารณาดูนะครับ เผื่อจะได้มีแนวทางในการบริหารองค์กรที่เหมาะสมสำหรับการบริหารในยุคปัจจุบัน