from https://www.billgeorge.org/

14 December 2008

บรรดาท่านผู้นำและผู้บริหารทั้งหลาย โดยเฉพาะผู้บริหารสูงสุดขององค์กรต่างๆ ทั้งระดับประเทศชาติ องค์กรภาคธุรกิจ หรือ หน่วยงานภาครัฐต่างๆ ลองกลับมาพิจารณากันหน่อยดีไหมครับว่าท่านขึ้นมาเป็นผู้นำเพื่ออะไรครับ? ลองถามคำถามสองคำถามนี้ก่อนนะครับ คำถามแรกก็คือ “อะไรคือสิ่งที่จูงใจให้ขึ้นเป็นผู้นำ?” และ “อะไรคือวัตถุประสงค์ของการก้าวขึ้นเป็นผู้นำ?” ถ้าท่านขึ้นเป็นผู้นำ เพราะอำนาจ เพราะทรัพย์สินเงินทอง เพราะชื่อเสียงหรือเกียรติยศ ก็ฟันธงได้เลยครับว่าบุคคลเหล่านี้เมื่อขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดแล้ว บุคคลเหล่านี้จะมีความเสี่ยงสูงที่จะไขว้เขวหรือว่อกแว่กกับสิ่งล่อใจต่างๆ และสุดท้ายจะทำให้ไม่สามารถเป็นผู้นำที่เป็น “ของจริง” ได้ จริงๆ ก็ไม่ผิดหรอกนะครับถ้าคนที่อยากจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำมีแรงจูงใจในปัจจัยภายนอกต่างๆ ข้างต้น แต่บุคคลเหล่านั้นจะต้องมีแรงจูงใจหรือความปราถนาในการที่จะตอบสนองหรือรับใช้ ต่อประเทศ องค์กร หรือ ผู้อื่น ที่ไม่ใช่เพียงเพื่อตนเองและพรรคพวกเพียงอย่างเดียว

            ในหนังสือชื่อ True North ที่เขียนโดย Bill George อดีต CEO ชื่อดังของบริษัท Medtronics และปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ระบุไว้ว่าผู้นำส่วนใหญ่ที่ประสบปัญหาหรือล้มเหลวนั้น ส่วนหนึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจากสิ่งที่ดำเนินการระหว่างการเป็นผู้นำเท่านั้นครับ แต่ยังเกิดขึ้นระหว่างการก้าวย่างหรือเติบโตเพื่อขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับสูงด้วย โดย Bill George ได้พบว่ามีผู้นำห้าประเภทที่เมื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดแล้วมีโอกาสสูงที่จะล้มเหลว

            ประเภทแรกคือพวกที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับสูงด้วยความก้าวร้าว ด้วยเล่ห์กล ด้วยการเล่นการเมืองภายในองค์กร คนเหล่านี้จะไม่ค่อยยอมให้ใครมาขวางการก้าวขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของตนเอง และในขณะเดียวกัน ประเภทที่สองคือพวกที่ในสายตาคนภายนอกแล้วอาจจะดูดีแล้ว แต่เมื่อมีปัญหาหรือความผิดพลาดเกิดขึ้น ก็มักจะโทษลูกน้องหรือพวกปัจจัยภายนอกต่างๆ คนประเภทนี้มักจะไม่ค่อยก้าวเข้ามาแก้ไขปัญหาหรือตัดสินใจเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น

            ประเภทที่สามคือพวกที่แสวงหาต่อชื่อเสียง เกียรติยศ และเงินทอง เป้าหมายของคนพวกนี้คือพวกปัจจัยภายนอกต่างๆ เหล่านี้ และคนเหล่านี้จะมีความรู้สึกว่าการได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในผู้นำที่ได้รับการยกย่องหรือมีชื่อเสียง เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากกว่าการสร้างให้องค์กรมีการเติบโตและยั่งยืน ประเภทที่สี่คือพวกชอบอยู่โดดเดี่ยวครับ โดยผู้นำประเภทนี้คือพวกที่ไม่ชอบสร้างเครือข่าย หรือ สร้างความสัมพันธ์ไม่ว่าจะกับเพื่อนร่วมงาน ผู้บังคับบัญชา หรือ ลูกน้อง ผู้นำประเภทนี้จะมีความเชื่อว่าตนเองสามารถทำงานให้สำเร็จได้ด้วยตนเอง ดังนั้นถึงแม้ผู้นำเหล่านี้จะมีเพื่อนร่วมงาน เจ้านาย หรือ ลูกน้องอยู่ล้อมรอบ แต่คนประเภทนี้จะไม่ฟัง ไม่เชื่อถือต่อคนรอบข้างเลย

            ประเภทสุดท้ายคือพวกที่มุ่งมั่นแต่การเติบโตในวิชาชีพของตนเอง โดยในสายตาบุคคลภายนอกแล้วคนประเภทนี้จะมีความขยัน กระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยหยุดนิ่ง เดินทางตลอดเวลา คนประเภทนี้จะไม่มีเวลาให้กับครอบครัว เพื่อนฝูงหรือแม้แต่ให้กับตนเอง พวกนี้ยิ่งวิ่งหรือเดินเร็วขึ้นในวิชาชีพเท่าไร ความเครียดก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ขณะเดียวกันเนื่องจากพอไม่มีเวลา ก็เลยทำให้ไม่สามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดหรือจากประสบการณ์ที่ผ่านมาได้

            ผู้นำที่เป็น “ของแท้” นั้น จะต้องเริ่มต้นจากการเปลี่ยนทัศนคติและมุมมองที่สำคัญคือแทนที่จะคิดถึงแต่ตนเองหรือใช้คำว่า ‘I’ นั้น มาเป็นคำว่า พวกเรา หรือ ‘We’ ครับ โดยแทนที่จะคิดถึงแต่ตนเอง หรือ I ให้นึกถึงเสมอว่าเมื่อก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารสูงสุดแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือการจูงใจและพัฒนาผู้อื่นให้สามารถทำงานได้เต็มศักยภาพ รวมทั้งการพัฒนาบุคลากรอื่นภายในองค์กรให้สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำได้เช่นกันครับ ซึ่งในประเด็นนี้อาจจะขัดกับสิ่งที่ผู้นำหลายๆ ท่านปฏิบัติมาในอดีตนะครับ เนื่องจากก่อนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุดหรือระดับสูงนั้น ทุกคนต่างพยายามที่จะพัฒนาตนเอง พยายามทำให้งานของตนเองประสบความสำเร็จ พยายามทำให้ตนเองประสบความสำเร็จและโดดเด่น แต่เมื่อก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กรแล้ว ท่านผู้นำคงจะต้องเปลี่ยนจากการพยายามให้ตนเองประสบความสำเร็จ หรือ ผลงานของตนเองโดดเด่น เป็นการจูงใจ การผลักดัน และการทำให้บุคคลอื่นๆ ในองค์กรประสบความสำเร็จด้วยเช่นกัน             ดังนั้นเมื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดขององค์กรแล้ว ท่านจะต้องปรับสวิทซ์จากการคิดถึงแต่ตนเอง มาเป็นการทำเพื่อผู้อื่นภายในองค์กรนะครับ และยิ่งท่านทำได้เร็วเท่าไร ก็จะยิ่งทำให้บุคคลผู้นำพร้อมจะเป็นผู้นำได้เร็วขึ้นเท่านั้น