29 January 2006

สัปดาห์นี้คงเป็นตอนสุดท้ายในเรื่องของความฉลาดของกลุ่มนะครับ โดยเนื้อหาหลักๆ นั้นนำมาจากหนังสือ Wisdons of Crowds หนังสือขายดีที่เขียนโดย James Surowiecki โดยเนื้อหาหลักของหนังสือเล่มนี้นั้นต้องการชี้ให้เห็นว่ากลุ่มชนหรือกลุ่มคนที่มีคุณลักษณะที่เหมาะสม จะมีการตัดสินใจที่ถูกต้องและเหมาะสมกว่า ตัดสินใจโดยผู้เชี่ยวชาญเพียงไม่กี่คน โดยในสัปดาห์ที่แล้วได้นำเสนอไปว่าคุณสมบัติที่สำคัญประการแรกที่จะทำให้การตัดสินใจของกลุ่มชนออกมาดีกว่าบุคคลเดี่ยวๆ ก็คือความหลากหลายของกลุ่มชนดังกล่าว สัปดาห์นี้เรามาดูในอีกสองปัจจัยที่เหลือนะครับ

ปัจจัยที่สำคัญประการที่สองคือความเป็นอิสระระหว่างแต่ละคนในกลุ่ม ซึ่งความอิสระในที่นี้ไม่ได้หมายถึงต่างคนต่างอยู่นะครับ แต่หมายถึงความเป็นอิสระในการคิดและตัดสินใจ โดยไม่ได้รับผลกระทบหรืออิทธิพลจากผู้อื่น ซึ่งเมื่อเราเป็นอิสระทางความคิดเมื่อใด ก็แสดงว่าความคิดเห็นที่แสดงออกหรือการตัดสินใจเป็นของคนๆ นั้น โดยไม่ได้รับอิทธิพลจากผู้อื่น ซึ่งดูเหมือนปัจจัยเรื่องนี้จะเกิดขึ้นได้ยากเหมือนกันนะครับ ดดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นการประชุมหรือตัดสินใจเป็นกลุ่มในองค์กร ที่มีผู้บังคับบัญชาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเวลาเราประชุมหรือตัดสินใจเป็นกลุ่มทีไร มักจะหนีไม่พ้นการได้รับอิทธิพลทางความคิดจากหัวหน้ากลุ่ม

ความเป็นอิสระทางความคิดมีส่วนสำคัญต่อความฉลาดหรือความสามารถในการตัดสินใจของกลุ่มเนื่องจากสาเหตุสำคัญสองประการนะครับ ได้แก่ ความเป็นอิสระทางความคิดนั้น ทำให้ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นไม่ได้ถูกแพร่กระจายไปยังคนอื่น นั้นคือถ้าใครคนใดคนหนึ่งตัดสินใจผิดพลาดแล้ว บุคคลผู้นั้นจะไม่ส่งต่ออิทธิพลทางความคิด (ที่ผิดพลาด) ของตนเองไปยังผู้อื่น และความผิดพลาดดังกล่าวก็จะไม่นำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดของทั้งกลุ่มด้วย ประการที่สอง การที่การตัดสินใจเป็นอิสระจากกันนั้น ทำให้มีโอกาสที่จะมีข้อมูลหรือความคิดใหม่ๆ เข้ามาเป็นข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจ แทนที่จะเป็นสิ่งเดิมๆ หรือข้อมูลเดิมๆ ที่ทุกคนรู้กันอยู่แล้ว สรุปง่ายๆ ก็คือถ้าเราทำให้แต่ละบุคคลเป็นอิสระทางความคิดและการตัดสินใจได้แล้ว อย่างน้อยเราจะไม่ทำให้กลุ่มโง่ลง

ปัจจัยประการที่สามที่จะทำให้กลุ่มมีความฉลาดก็คือ จะต้องมีการรวมหรือบูรณาการ การตัดสินใจของกลุ่มเข้าไว้ด้วยกัน ท่านผู้อ่านอาจจะงงหน่อยนะครับ แต่หลักการนี้ค่อนข้างขัดกับปัจจัยข้างต้นพอสมควร เนื่องจากกลุ่มที่ดีจะต้องมีความหลากหลาย และมีอิสระทางความคิดและการตัดสินใจ แต่ทำไม่ในปัจจัยประการสุดท้าย ถึงเน้นให้ต้องมีการบูรณาการกัน ทั้งนี้เนื่องจากปัญหาหลายๆ ครั้งที่เกิดขึ้นของการตัดสินใจของกลุ่มคนหรือกลุ่มชนก็คือ ต่างฝ่ายต่างมีความเป็นอิสระจากกัน และมีความหลากหลาย แต่สุดท้ายแล้วไม่ได้มีการนำความคิดหรือการตัดสินใจมาเชื่อมต่อกันทำให้ไม่เกิดประโยชน์ ในหนังสือ The Wisdom of Crowds เขายกตัวอย่างสองเหตุการณ์ที่ทำให้เห็นภาพชัดเจนมากครับ

เหตุการณ์แรกคือโศกนาฎกรรม 9 กันยายนที่สหรัฐ ซึ่งหน่วยงานข่าวกรองแต่ละแห่งของสหรัฐต่างมีข้อมูลที่เก็บรวบรวมกันมาโดยอิสระ แต่สิ่งที่ขาดคือการบูรณาการหรือเชื่อมต่อระหว่างกัน ซึ่งเขามาพบภายหลังว่าถ้านำข้อมูลของหน่วยข่าวกรองแต่ละแห่งมารวมกัน อาจจะป้องกันโศกนาฎกรรมในครั้งนั้นได้ ตัวอย่างที่สองคือพัฒนาการของระบบปฏิบัติการ Linux ที่ได้กลายมาเป็นคู่แข่งที่สำคัญของ Microsoft Linux ถูกพัฒนาขึ้นมาโดย Linus Torvalds นักเขียนโปรแกรมชาวฟินแลนด์ และหลังจากนั้นก็ได้มีการแจกจ่ายไปทั่ว โดยนักเขียนโปรแกรมแต่ละคนก็นำ Linux ไปใช้โดยแต่ละคนก็เสนอความเห็นในการแก้ไขข้อบกพร่องของ Linux กลับมา หรือเรียกง่ายๆ ก็คือ แก้ Bug ซึ่งก็ตรงกับหลักของ Wisdom of Crowds สองประการแรกครับ นั้นคือ การตัดสินใจหรือแก้ไขปัญหานั้นเกิดขึ้นโดยกลุ่มชนที่มีความหลากหลาย และต่างมีอิสระจากกันในการคิดและตัดสินใจ เรียกได้ว่าเป็นระบบที่มีการกระจายอำนาจ (Decentralized) กันอย่างชัดเจนครับ แต่เราต้องอย่าลืมประเด็นสำคัญประการหนึ่งนะครับ นั้นคือถ้าต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างแก้ โดยขาดจุดศูนย์กลาง ก็จะทำให้ Linux ไม่สามารถพัฒนามาได้จนถึงวันนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Linus Torvalds และบรรดาพวก coders ทั้งหลายเป็นคนที่รวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ มารวบรวม ประมวล และพัฒนาต่อ

นั้นคือจะต้องมีการบูรณาการหรือเชื่อมต่อความคิดเห็นจากสมาชิกในกลุ่มที่หลากหลายเข้าเป็นหนึ่งเดียว ถ้าท่านผู้อ่านยังจำตัวอย่างเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วได้ ในการทายน้ำหนักของวัว นั้นก็เป็นลักษณะเดียวกันครับ นั้นคือจะต้องมีการนำผลที่ชาวนาแต่ละคนทาย มารวมแล้วหาค่าเฉลี่ย เพื่อจะได้ค่าน้ำหนักจากทั้งกลุ่ม เนื่องจากถ้าขาดการรวมแล้วหาค่าเฉลี่ยแล้วก็จะไม่มีประโยชน์ใดๆ เกิดขึ้น

เรื่องของ Wisdom of Crowds หรือความฉลาดของกลุ่มชน ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งนะครับ และเป็นการนำสิ่งที่อยู่ใกล้ๆ ตัวเรามาพิสูจน์และจับเป็นหลักการที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ ผมเชื่อว่าแนวคิดนี้จะเป็นประโยชน์ในหลายๆ ด้านเลยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจด้านต่างๆ นักการตลาดอาจจะนำแนวคิดนี้ไปใช้ในการออกผลิตภัณฑ์หรือโฆษณาใหม่ก็ได้ นักการเมืองอาจจะนำไปใช้เป็นโพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนก็ได้ หรือ ใช้ในการทำแบบสำรวจทางสถิติต่างๆ ก็ได้ หรือถ้าท่านผู้อ่านอยากจะลองทดสอบความแม่นยำดูก็ลองดูเองก็ได้นะครับ โดยการถามคนจำนวนมากถึงเรื่องต่างๆ เช่น จำนวนบุตรธิดา เงินเดือนที่ได้รับ หนังสือในบ้าน ฯลฯ หรือผมอาจจะถามท่านผู้อ่านให้ลองเดาน้ำหนักผมก็ได้ครับ ส่งเข้ามาแล้วจะรวบรวมไว้ แล้วลองดูนะครับว่าการคิดของคนจำนวนมากที่มีความหลากหลายและเป็นอิสระจากกันนั้นจะแม่นยำหรือไม่