9 April 2006

เนื้อหาในสัปดาห์นี้ยังคงเกี่ยวเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้วนะครับ นั้นคือการออกมากล่าวคำขอโทษต่อหน้าสาธารณชนของผู้นำ (ไม่ว่าผู้นำองค์กรหรือผู้นำประเทศ) โดยนำเนื้อส่วนใหญ่มาจากบทความชื่อ When Should a Leader Apologize – and When Not? เขียนโดย Barbara Kellerman ในวารสาร Harvard Business Review ฉบับเดือนเมษายนนี้ แล้วก็ดูเหมือนว่าเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องทันสมัยขึ้นมาพอสมควรนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำมาพิจารณาร่วมกับสถานการณ์ในบ้านเมืองเรา

จากเนื้อหาในสัปดาห์ที่แล้ว ท่านผู้อ่านคงพอจำได้นะครับว่าโดยส่วนใหญ่แล้วคนที่ผู้นำจะออกมากล่าวคำว่าขอโทษหรือแสดงความเสียใจก็ต่อเมื่อมีเหตุผลทางการเมืองมาบังคับให้ทำ (ไม่แน่ใจว่าใช้กับเหตุการณ์ในบ้านเมืองเราได้หรือไม่?) อย่างไรก็ดียังมีข้อยกเว้นอยู่บ้างนะครับที่ผู้นำจะออกมขอโทษด้วยความจริงใจจริงๆ ไม่ใช่เกิดขึ้นจากเหตุผลทางการเมืองอย่างเดียว ประเด็นที่น่าสนใจก็คือการออกมากล่าวคำขอโทษหรือเสียใจของผู้บริหารนั้นเป็นเพราะเหตุผลทางกลยุทธ์หรือเกิดขึ้นจากความจริงใจจริงๆ?  

ถ้าได้วิเคราะห์อย่างละเอียดจะพบว่าการออกมาขอโทษของผู้นำนั้นเกิดขึ้นได้หลายกรณี เช่น ขอโทษในความผิดพลาดของตนเอง (แต่อาจจะไม่จริงใจ แต่เป็นเชิงกลยุทธ์ / การเมืองซะมากกว่า) ขอโทษในความผิดพลาดของสมาชิกในองค์กร และสุดท้ายคือออกมาขอโทษเนื่องจากเกิดความรู้สึกผิดอย่างจริงใจ (ประเด็นสุดท้ายคืออยากจะออกมาขอโทษจริงๆ แต่สองประเด็นแรกยังเป็นการออกมาขอโทษเพื่อประโยชน์ส่วนตนอยู่ดี)

ไม่ว่าจะออกมาขอโทษด้วยสาเหตุใดก็ตาม คำถามสำคัญต่อมาคือการออกมาแสดงความขอโทษที่ดีและจะก่อให้เกิดผลนั้น ควรจะมีลักษณะอย่างไร? ท่านผู้อ่านอาจจะงงนะครับว่ามีคำขอโทษที่ไม่ได้ผลกับได้ผลด้วยหรือ?  ก็ต้องตอบว่ามีครับ ท่านผู้อ่านลองนึกถึงเวลาท่านทะเลาะกับแฟนหรือคนรักของท่าน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านผู้อ่านที่เป็นสุภาพบุรุษ)  ถ้าเราเป็นฝ่ายผิด (อาจจะผิดไม่จริงก็ได้นะครับ แต่ต้องยอมรับว่าผิดก่อน)  เวลาเรากล่าวคำขอโทษนั้นจะสังเกตไหมครับว่าบางครั้งก็ประสบความสำเร็จ บางครั้งก็ไม่สำเร็จ ท่านผู้อ่านสังเกตต่อบ้างไหมครับว่าการขอโทษในลักษณะใดถึงจะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จ

เบื้องหลังคำขอโทษที่ประสบความสำเร็จคือจะต้องเกิดขึ้นจากความจริงใจที่พร้อมจะขอโทษและขออภัย นอกจากนี้เรื่องของช่วงเวลาก็สำคัญครับ ว่าจะต้องรู้จักขอโทษที่ถูกจังหวะและเวลา โดยในองค์ประกอบของการขอโทษนั้น ต้องมีการยอมรับถึงความผิดพลาดที่ได้ทำไป ต้องมีการแสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ต้องมีการแสดงออกถึงความเสียใจ รวมทั้งสุดท้ายต้องมีการรับรองว่าความผิดพลาดนั้นจะไม่เกิดขึ้นอีก ท่านผู้อ่านลองนึกทบทวนดูนะครับการออกมาแสดงความเสียใจของผู้นำที่เราคุ้นเคยกันในช่วงหลังเป็นการออกมาขอโทษที่ประสบผลสำเร็จหรือไม่? มีองค์กรประกอบที่สำคัญข้างต้นหรือไม่?

เราต้องยอมรับนะครับเวลาผู้นำออกมาแสดงการขอโทษที่เหมาะกับช่วงเวลา และเป็นคำขอโทษที่ดี (มีองค์ประกอบข้างต้นครบ) คำขอโทษนั้นย่อมจะเกิดผลในทางบวกหรือในทางที่ดี ถ้าเราขอโทษอย่างถูกจังหวะและเป็นการขอโทษที่ดีแล้ว ส่วนใหญ่เราก็มักจะได้รับการให้อภัยและมักจะไม่ก่อให้เกิดผลในทางลบต่อองค์กรเท่าใด

ที่นี้ท่านผู้อ่านได้เจอผู้นำที่ไม่ยอมออกมาขอโทษไหมครับ? ท่านผู้อ่านคงตอบว่าพบเจอบ่อยมากที่สถานการณ์ถึงจุดที่ผู้บริหารควรจะออกมากล่าวคำขอโทษ แต่ก็ไม่ยอมออกมาขอโทษซักที เหตุผลของการไม่ออกมาขอโทษก็ไม่แปลกหรอกนะครับ โดยเฉพาะคนที่เป็นผู้นำจะออกมาขอโทษทีนั้นก็จะทำให้ผู้นำเกิดความรู้สึกอึดอัด ไม่สบายใจ อีกทั้งยังมีความเสี่ยงในวิชาชีพของตนเองอีกด้วย เนื่องจากการออกมายอมรับผิดนั้นอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อทั้งตัวเองและต่อองค์กรที่ดูแล้ว นอกจากนี้ประเด็นในแง่กฎหมายก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งครับ เจอบ่อยครับที่พวกที่ปรึกษาทั้งหลาย (โดยเฉพาะนักกม.) เขาจะบอกให้ยืนกรานว่าไม่ผิดไว้ก่อน เรียกว่าเป็นผู้ร้ายปากแข็งครับ

ลองสังเกตนะครับเมื่อมีเหตุอื้อฉาวหรือความเสียหายใดๆ เกิดขึ้นปฏิกริยาแรกจากทุกคน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารที่แวดล้อมด้วยที่ปรึกษาทั้งหลาย) คือจะปฏิเสธก่อนเลยในเบื้องต้น จากนั้นก็ยังปฏิเสธอีกต่อไป เนื่องจากที่ปรึกษาทั้งหลายมักจะคอยกระซิบว่าให้ยืนกราน ปฏิเสธไว้ก่อน เนื่องจากถ้าออกมาขอโทษแล้วจะเปรียบเสมือนการยอมรับต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

แต่ทีนี้สิ่งที่บรรดาที่ปรึกษาลืมคิดก็คือการยืนกรานเสียงแข็งปฏิเสธในเบื้องต้น แล้วหลังจากนั้นเหตุการณ์เริ่มชัดเจนขึ้น พอช่วงหลังค่อยออกมายอมรับผิดและขอโทษ นั้นจะก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าการออกมายอมรับผิดในตอนแรก เหตุการณ์ในทำนองนี้กิดขึ้นบ่อยครับทั้งทางธุรกิจและทางการเมือง ที่ในช่วงแรกผู้บริหารปฏิเสธไว้ก่อน แต่พอเหตุการณ์ผ่านไป สะสมไปมากเข้า แล้วออกมาขออภัยในภายหลังนั้นเหตุการณ์ก็รุนแรงจนเกินที่จะเยียวยาแล้ว มี CEO หลายคนต้องลาออกหรือถูกให้ออก เนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้นกับองค์กรที่รุนแรง เนื่องจากความดื้อและไม่ยอมออกมายอมรับผิดตั้งแต่ต้น

สัปดาห์หน้าผมจะนำตัวอย่างกรณีศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับการขอโทษมาเล่าให้ฟังนะครับ แต่ในระหว่างนี้ท่านผู้อ่านลองนำเนื้อหาในสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ไปโยงเข้ากับประสบการณ์ต่างๆ ที่ท่านพบเจอนะครับ จะได้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น