4 September 2005

สัปดาห์นี้ต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้วนะครับ โดยเป็นการนำเสนอเนื้อหาที่ผมเรียบเรียงจากบทความของ David Rooke และ William R. Torbert จากนิตยสาร Harvard Business Review ฉบับเดือนเมษายนนี้ภายใต้หัวเรื่องว่า ‘7 Transformations of Leadership’ โดยเนื้อหาหลักก็คือผู้นำแต่ละคนจะมีเบื้องหลังแนวคิดหรือวิธีการคิดที่แตกต่างกันออกไป (เขาเรียกว่า Action Logic) และการที่จะพัฒนาผู้นำขึ้นมาได้จะต้องทำความเข้าใจต่อวิธีการคิดของผู้นำ พร้อมทั้งหาทางเปลี่ยนวิธีการคิดของผู้นำแต่ละคนให้ขึ้นไปอยู่ในระดับที่สูงขึ้น สัปดาห์นี้เรามาพิจารณาโดยละเอียดนะครับว่าวิธีการคิดทั้ง 7 ประการประกอบด้วยอะไรบ้าง

ประการแรกคือพวก The Opportunist หรือพวกฉกฉวยโอกาส ผลจากวิจัยของผู้เขียนบทความทั้งสองท่านพบว่ามีผู้นำที่มีวิธีคิดประเภทนี้อยู่ทั้งหมด 5% ผู้นำที่คิดแบบนี้ไม่น่าทำงานด้วยครับ เนื่องจากเป็นพวกที่ไว้ใจไม่ได้ เชื่อมั่นในตนเองสูงเกินไป ให้ความสำคัญกับตนเองเป็นหลัก ชอบปลุปั่นผู้อื่นเพื่อให้ได้ผลตามที่ตนต้องการ ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ถ้ามีความผิดพลาดเกิดขึ้น จะโทษอย่างอื่นหมดยกเว้นตนเอง แถมถ้าใครไปกล่าวหาว่าเขาผิดก็จะตอบโต้อย่างรุนแรง

ประเภทที่สองคือ The Diplomat ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วนะครับว่าผู้นำประเภทนี้ชอบประนีประนอม หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง มีผู้นำประเภทนี้ 12% ของทั้งหมด ผู้นำประเภทนี้จะประนีประนอมกับความเห็นของกลุ่มหรือผู้บังคับบัญชาชั้นสูงขึ้นไป ผู้นำประเภทนี้จะเหมาะในงานที่ต้องอาศัยการประสานงานกับผู้อื่น บางครั้งก็สุภาพจนเกินไป ไม่ชอบที่จะท้าทายผู้อื่น ดังนั้นอาจจะเป็นผู้นำที่เหมาะกับตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงเท่าไร แต่เหมาะสมกับผู้บริหารระดับกลางๆ ที่ต้องคอยประสานงานกับผู้อื่นมากกว่า

ประเภทที่สามคือ The Expert หรือผู้นำที่มาจากความชำนาญ เราจะพบผู้นำประเภทนี้มากครับคือมีถึง 38% (มากที่สุดในทั้งเจ็ดประเภทครับ) ผู้นำประเภทนี้จะให้ความสำคัญกับความรู้ ความชำนาญที่ตนเองมีอยู่ และอาศัยความรู้ ความชำนาญเหล่านั้นในการชี้นำผู้อื่น คนเหล่านี้จะเก่งเมื่อทำงานเดี่ยวๆ หรือในฐานะที่ปรึกษา แต่เมื่อทำงานเป็นกลุ่มแล้วอาจจะมีปัญหาได้ เนื่องจากคนเหล่านี้จะมีความเชื่อมั่นในตนเองมากเกินไป (เนื่องจากความรู้ ความชำนาญที่มีอยู่) หลายๆ ครั้งจะไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น มักจะพบได้ในพวกผู้นำที่มาจากสายวิชาชีพต่างๆ ครับ

ประเภทที่สี่คือ The Achiever ผู้นำประเภทนี้มีอยู่ 30% และเป็นผู้นำที่สามารถพาองค์กรให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางกลยุทธ์ได้ เป็นผู้ที่สามารถสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ท้าทาย รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และยอมรับในความแตกต่างของผู้อื่น ผู้นำประเภทนี้คนจะชอบทำงานด้วย และผลงานก็ออกมาดี เพียงแต่ข้อเสียคือการทำงานของผู้นำประเภทนี้มักจะไม่ทำให้คิดนอกกรอบ

ประเภทที่ห้าคือ The Individualist ซึ่งมีอยู่ 10% ของทั้งหมด คนพวกนี้สังเกตได้ง่ายครับ ชอบฉายเดี่ยว สามารถรับผิดชอบและทำให้งานของตนเองสำเร็จได้อย่างน่าทึ่ง แต่ก็สามารถสร้างความปวดหัวและปั่นป่วนให้กับชาวบ้านได้ไม่แพ้กัน ผู้ที่มีวิธีการคิดในลักษณะนี้เหมาะกับงานที่ปรึกษาหรือเจ้าของกิจการตนเองมากกว่าทำงานร่วมกับผู้อื่นในองค์กรใหญ่ๆ

ประเภทที่หกคือ The Strategist ซึ่งมีอยู่ 4% พวกนี้จะคล้ายพวก The Individualist ในแง่ของการทำงานให้สำเร็จ แต่จะแตกต่างในแง่ของการคิดในภาพขององค์กรมากกว่า ผู้นำประเภทนี้จะจัดการความขัดแย้งได้ดี เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงที่ดี เป็นผู้นำที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กรและที่สำคัญคนประเภทนี้จะชอบมองและคิดในภาพรวมได้ดี แถมเวลานึกถึงประโยชน์ต่างๆ จะไม่ได้มองแค่ระดับองค์กรเท่านั้นนะครับ แต่ยังจะคิดต่อถึงระดับประเทศด้วยครับ

ประเภทที่เจ็ดคือ The Alchemist ซึ่งมีเพียงแค่ 1%  คนพวกนี้อาจจะเรียกว่าเป็นซุปเปอร์ผู้นำเลยครับ ผู้นำประเภทนี้มีความสามารถในการเผชิญกับสถานการณ์ในหลายๆ รูปแบบได้พร้อมๆ กัน คนพวกนี้จะสามารถข้องเกี่ยวกับองค์กรต่างๆ ได้มากกว่าทีละหนึ่งองค์กร อีกทั้งสามารถจัดการกับปัญหาของแต่ละองค์กรหรือสถานการณ์ได้อย่างดี สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยไม่สูญเสียการมองภาพรวมของทั้งหมด ผู้นำแบบนี้จะมีบุคลิกหรือลักษณะพิเศษแบบที่เราเรียกว่ามี Charisma อีกทั้งมีระดับของจริยธรรมและศีลธรรมในระดับที่สูง ฟังดูเหมือนจะหาง่ายนะครับ แต่จริงๆ คงไม่ง่ายหรอกครับ ไม่งั้นผลวิจัยของเขาคงไม่ออกมาแค่ 1%

ทีนี้ลักษณะของผู้นำทั้งเจ็ดประเภทข้างต้นนั้น ท่านผู้อ่านคงพอจะเห็นนะครับว่ายิ่งประเภทหลังๆ ยิ่งเป็นผู้นำที่เป็นที่ใฝ่ฝันมากขึ้น และจากงานวิจัยของผู้เขียนบทความเขายังพบด้วยครับว่าลักษณะของผู้นำนั้นสามารถที่จะพัฒนาได้ ไม่ใช่ว่าท่านเป็นประเภท Expert แล้วก็จะเป็น Expert ตลอดไป ปัจจัยหรือสิ่งที่เข้ามากระตุ้นให้มีการพัฒนาในลักษณะของผู้นำนั้นก็มีหลายประการครับ อาทิเช่น การได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้นำอื่นๆ ที่มีลักษณะที่สูงกว่า ก็จะเป็นการให้มุมมองใหม่ๆได้ หรือ การได้รับการเลื่อนตำแหน่ง ความรับผิดชอบ ก็จะทำให้ผู้นำได้เพิ่มขีดความสามารถ มุมมองที่กว้างขึ้น อันจะส่งผลต่อลักษณะของผู้นำที่เปลี่ยนไป ผมเองก็พบหลายท่านเหมือนกันครับว่า การก้าวจากผู้บริหารระดับกลางขึ้นเป็นระดับสูงนั้นทำให้มุมมองและวิธีคิดเปลี่ยนไปพอสมควรครับ นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงวิธีการในการทำงาน การเข้ามา Coach ของผู้บริหารระดับสูง การได้รับการอบรมและพัฒนา ก็ล้วนแล้วแต่เป็นตัวกระตุ้นในการเปลี่ยนลักษณะของผู้นำ

ท่านผู้อ่านคงต้องลองสำรวจดูนะครับว่าปัจจุบันลักษณะและวิธีการคิดของท่านในฐานะผู้นำอยู่ในขั้นไหน และจะมีแนวทางอย่างไรในการพัฒนาให้ก้าวสูงขึ้นไปอีกขั้น