11 January 2004

ท่านผู้อ่านที่ติดตามข่าวสารทางด้านการจัดการคงจะเห็นโฆษณางานสัมมนาวิชาการของหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA) ของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ในโอกาสการก้าวสู่ทศวรรษที่สามกับ MBA จุฬาฯ ในหัวข้อเรื่อง Innovative Management Practices for the Future ในวันศุกร์ที่ 23 มกราคมนี้นะครับ ผมเองในฐานะของอาจารย์ประจำคณะบัญชีฯ ก็ได้รับมอบหมายให้พูดในเรื่องของ Management of Innovation and Technology: Incorporating Technology and Innovation into Management: Execution and Integration of Tools for the Future ซึ่งมีคนถามผมมากเหมือนกันว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ดังนั้นในสัปดาห์นี้ผมเลยขอนำเสนอบางส่วนของเนื้อหาที่จะพูดในวันนั้นในสัปดาห์นี้ก่อน เผื่อจะเป็นการเรียกน้ำย่อยสำหรับท่านผู้อ่านบางท่านที่จะไปฟังสัมมนาในวันที่ 23 นี้ สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดงานสัมมนาในวันที่ 23 นี้ก็เพื่อเป็นการนำเสนอหลักการและแนวคิดใหม่ๆ ทางด้านการจัดการจากคณาจารย์ของคณะบัญชี จุฬาฯ และเมื่อดูจากหัวข้อที่ผมจะต้องรับผิดชอบแล้ว จะเห็นได้ว่าประกอบด้วยสองประเด็นหลักๆ ได้แก่การผสมผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ากับการบริหารจัดการสมัยใหม่ และการผสมผสานของแนวคิดและเครื่องมือทางด้านการจัดการสมัยใหม่ ในสัปดาห์นี้ผมเลยขอนำเสนอถึงประเด็นแรกก่อนนะครับ นั้นคือความสำคัญของเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่อการจัดการ 

เมื่อพูดถึงเทคโนโลยีเมื่อไร ผู้บริหารที่ไม่ได้มีพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมมักจะมีอาการปวดหัวขึ้นมา ผู้บริหารส่วนใหญ่มักจะเกิดอาการไม่พร้อมและไม่อยากที่จะทำความเข้าใจและตัดสินใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี ส่วนมากมองว่าเทคโนโลยีเป็นเรื่องไกลตัว ไม่เกี่ยวกับตัวเอง ดังนั้นการตัดสินใจที่สำคัญๆ ทางด้านเทคโนโลยีส่วนใหญ่จึงมักจะกลายเป็นหน้าที่ของผู้บริหารในระดับกลางที่เกี่ยวข้องมากกว่าที่จะมาจากผู้บริหารระดับสูงโดยตรง ผลจากความห่างเหินระหว่างผู้บริหารระดับสูงกับเทคโนโลยี ทำให้เทคโนโลยีไม่ได้ถูกนำเข้ามาผสมผสานกับกลยุทธ์ขององค์กรตามที่ควร ก่อนลงไปในรายละเอียดนั้นผมขอทำความตกลงร่วมกันก่อนนะครับ เนื่องจากมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเทคโนโลยีกันค่อนข้างมาก เนื่องจากเมื่อเรานึกถึงเทคโนโลยีกับการบริหารองค์กรเมื่อใด เรามักจะนึกถึงแต่เทคโนโลยีสารสนเทศเท่านั้น ซึ่งจริงๆ แล้วเทคโนโลยีที่สำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันขององค์กรยังมีอยู่อีกมาก ที่ในปัจจุบันเรามักจะได้ยินบ่อยๆ ก็ Biotechnology, Genetic Technology, Telecommunication Technology, Nano Technology ฯลฯ มักจะมีคนเข้าใจผิดว่าเวลาเราพูดถึงการบริหารหรือจัดการเทคโนโลยี (Technology Management) จะหมายถึงแต่เทคโนโลยีสารสนเทศเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ถ้าจะถามว่าเทคโนโลยีคืออะไร ท่านผู้อ่านลองมองไปรอบๆ ตัวท่านดูซิครับประกอบด้วยเทคโนโลยีทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยในการทำงาน เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ผมกำลังใช้พิมพ์บทความนี้อยู่ หรือระบบการพิมพ์ที่ทำให้ได้หนังสือพิมพ์ที่ท่านผู้อ่านทุกท่านกำลังอ่านอยู่ นอกจากนี้ยังอาจจะเป็นเทคโนโลยีในรูปของสินค้าหรือบริการที่เราใช้กันอยู่ เช่น นาฬิกาที่ท่านผู้อ่านใส่อยู่หรือแว่นตาที่ท่านผู้อ่านต้องสวมเพื่ออ่านหนังสือ 

ปัจจุบันเรายอมรับกันแล้วนะครับว่าเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งต่อความสำเร็จขององค์กร เพียงแต่ในอดีตความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับการได้เปรียบทางการแข่งขันนั้นยังดูเหมือนเป็นปริศนาสำหรับผู้บริหารส่วนใหญ่ แต่ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับการได้เปรียบทางการแข่งขันดูเหมือนจะชัดเจนมากขึ้น ความชัดเจนประการแรกก็คือการมีเทคโนโลยีที่เหมาะสมช่วยให้องค์กรสามารถเอาชนะคู่แข่งที่ไม่มีได้ ท่านผู้อ่านลองนึกดูก็ได้นะครับ ถ้าการแข่งขันระหว่างคนสองคน คนแรกประกอบด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมต่อการแข่งขัน อีกคนไม่มีเทคโนโลยีใดๆ เลย ถามว่าใครมีโอกาสที่จะชนะอีกฝ่ายมากกว่ากัน? เชื่อว่าท่านผู้อ่านก็คงจะเห็นด้วยว่าเป็นคนที่มีเทคโนโลยีที่เหมาะสม อย่างไรก็ดีในการแข่งขันทางธุรกิจนั้นผมเองไม่เชื่อว่าเทคโนโลยีเป็นคำตอบสุดท้ายและคำตอบสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง เพียงแต่การมีเทคโนโลยีที่เหมาะสมและมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีที่ดี จะเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จมากขึ้นกว่าเดิม

ทีนี้เรามาดูกันบ้างนะครับว่าเทคโนโลยีจะช่วยให้องค์กรธุรกิจประสบความสำเร็จในการแข่งขันได้อย่างไร? แรกสุดนั้นก็คงหนีไม่พ้นการที่เทคโนโลยีช่วยให้องค์กรมีการได้เปรียบจากการเป็นผู้ริเริ่มหรือผู้นำ (First-Mover Advantage) ท่านผู้อ่านลองสังเกตดูนะครับ จะพบว่าองค์กรธุรกิจจำนวนมากที่สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันจากการเป็นผู้นำหรือผู้ริเริ่มก่อนคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นเจ้าแรกที่ออกผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ออกมา หรือเป็นผู้ที่นำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ หรือเป็นเจ้าแรกที่เข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ ฯลฯ ซึ่งการที่จะเป็นเจ้าแรกในสิ่งต่างๆ ข้างต้น เทคโนโลยีเป็นรากฐานที่สำคัญ การเข้าไปเป็นเจ้าแรกๆ นั้นมีข้อได้เปรียบหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการขายสินค้าและบริการให้กับลูกค้าในราคาที่สูงก่อนที่คู่แข่งขันจะเข้ามา หรือ การสร้างตราหรือยี่ห้อสินค้าให้ติดตา ติดใจผู้บริโภค หรือ การสร้างชื่อเสียงให้กับองค์กร หรือ การไปสร้างตำแหน่งหรือจับจองตำแหน่งในใจของผู้บริโภคไว้ก่อน หรือ การทำให้ลูกค้าติดในสินค้าและบริการขององค์กร ซึ่งจะส่งผลให้ผู้บริโภคมีต้นทุนในการเปลี่ยนไปใช้สินค้าและบริการของเจ้าอื่นที่สูง เป็นต้น นอกจากนี้ในบางครั้งเทคโนโลยีก็กลายเป็นเครื่องมือที่องค์กรใช้ในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรม และรูปแบบในการแข่งขันเสียใหม่ ทำให้ผู้ที่เคยเป็นที่หนึ่งหรือได้เปรียบอยู่ หมดความได้เปรียบไป เทคโนโลยียังช่วยองค์กรในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้โดยการช่วยองค์กรสร้างความแตกต่าง (Differentiation) ให้กับสินค้าและบริการขององค์กรในสายตาผู้บริโภค หรือ การช่วยให้องค์กรสามารถลดต้นทุนในการดำเนินงาน จนทำให้องค์กรเกิดการได้เปรียบเนื่องจากมีต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่งขัน (Cost Leadership) 

นอกเหนือจากการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันแล้ว ผู้บริหารยังต้องใส่ใจต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีด้วย ในบางครั้งการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอาจจะทำให้องค์กรได้ประโยชน์ แต่ก็ไม่ได้เป็นสิ่งจำเป็นเสมอไป เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในเทคโนโลยีอาจจะทำให้ความได้เปรียบที่องค์กรเคยมีอยู่หมดไป หรือทำให้เทคโนโลยีที่องค์กรให้ความสำคัญและพึ่งพาล้าสมัยไป แถมในบางครั้งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่สำคัญอาจจะเกิดขึ้น โดยที่เราไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำไป สิ่งหนึ่งที่ผู้บริหารควรจะต้องทราบเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่องค์กรของตนเองใช้ก็คือวงจรชีวิตของเทคโนโลยี (Technological Lifecycle) ที่สำคัญขององค์กร ซึ่งวงจรชีวิตของเทคโนโลยีจะไม่เหมือนกับวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์หรืออุตสาหกรรมที่มีลักษณะเป็นรูประฆังคว่ำ แต่ของเทคโนโลยีจะมีลักษณะเป็นรูปตัวเอส (S-Curve) ทั้งนี้เนื่องจากพัฒนาการของเทคโนโลยีไม่ได้มีภาวะถดถอยหรือตกต่ำเหมือนกับสินค้าหรืออุตสาหกรรม ดังนั้นพัฒนาการของเทคโนโลยีเมื่อถึงยอดของรูปตัว S ใน S-Curve เทคโนโลยีนั้นก็จะหยุดพัฒนา และจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่ใหม่กว่าแต่สามารถใช้ในการตอบสนองต่อวัตถุประสงค์เดียวกันได้ ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนก็คือพวกเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับเครื่องเสียงต่างๆ ครับ จากแผ่นเสียง ที่ถูกทดแทนด้วยเครื่องเล่นเทป ที่ต่อมาถูกทดแทนด้วยซีดี ด้วยดีวีดี หรือเทคโนโลยีดิจิตอลในปัจจุบัน ท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีเดิมนั้นไม่ได้มีการถดถอยหรือหายไป เพียงแต่ไม่สามารถที่จะพัฒนาต่อไปได้ จึงต้องถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยีใหม่ สิ่งที่ผู้บริหารจะต้องทราบก็คือเทคโนโลยีสำคัญที่องค์กรใช้หรือพึ่งพาอยู่นั้นอยู่ขั้นใดของ S-Curve เพราะถ้าเทคโนโลยีที่ท่านใช้อยู่ตอนปลายของ S-Curve แล้ว และท่านเองยังไปลงทุนในเทคโนโลยีนั้นอยู่ ผู้บริหารก็ต้องเตรียมใจไว้เลยนะครับว่าในไม่ช้าไม่นานเทคโนโลยีนั้นย่อมจะถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยีใหม่ และสิ่งที่องค์กรทำอยู่ ก็จะล้าสมัยไป

ท่านผู้อ่านคงจะเห็นในความจำเป็นและความสำคัญที่ผู้บริหารจะต้องมีความสามารถในการบริหารเทคโนโลยีนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารจะต้องมีความสามารถในการตัดสินใจในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเลือกเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยี (Technology Leadership) หรือ เป็นผู้ตามทางด้านเทคโนโลยี (Technology Followship) หรือ จะใช้เทคโนโลยีในการสร้างความแตกต่าง หรือ จะใช้เทคโนโลยีในการลดต้นทุน หรือ จะเน้นพัฒนาเทคโนโลยีจากภายในองค์กรเอง หรือ แสวงหาเทคโนโลยีจากภายนอกองค์กร หรือ เทคโนโลยีใดที่องค์กรจะมุ่งเน้นและลงทุน ฯลฯ ท่านผู้อ่านจะเห็นนะครับว่าการตัดสินสำคัญที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีมีหลายประการ และการตัดสินใจเหล่านี้จะต้องอาศัยและพึ่งพาผู้บริหารระดับสูงพอสมควร เนื่องจากการตัดสินใจต่างๆ ข้างต้นจะต้องผสมผสานและสอดคล้องกับกลยุทธ์ขององค์กร

เนื้อหาในสัปดาห์นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องที่ผมจะพูดในงานสัมมนาทางวิชาการในวันที่ 23 มกราคมนี้ นอกจากผมแล้วยังมีคณาจารย์ของคณะและผู้บริหารอีกหลายท่านมานำเสนอถึงนวัตกรรมทางด้านการจัดการใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกลยุทธ์การเติบโต หรือ CEM (Customer Experience Management) หรือ DVA (Digital Value Added) หรือ Talent Management ถ้าท่านผู้อ่านสนใจก็โทร.ไปสอบถามรายละเอียดได้ที่หลักสูตร MBA ของคณะบัญชี จุฬาฯ ที่หมายเลข 02-218-5717-9 หรือไปดูรายละเอียดได้ที่ www.mbachula.info หวังว่าคงได้พบท่านผู้อ่านในวันงานนะครับ