17 April 2005

ในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมา ศัพท์ยอดนิยมของบรรดาผู้บริหาร ทั้งนักการเมือง นักธุรกิจ ผู้บริหาร และนักวิชาการต่างๆ ดูเหมือนจะหนีไม่พ้นคำว่ายุทธศาสตร์ หรือ กลยุทธ์นะครับ และดูเหมือนคำๆ นี้จะกลายเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ไปแล้วด้วย นั้นคือถ้าใครใช้คำนี้ในเวลาและสถานการณ์ที่เหมาะสมจะทำให้ดูเท่ห์และยากที่คนอื่นจะโต้แย้งได้ด้วย ไม่เชื่อท่านผู้อ่านลองหาหนังสือพิมพ์ หรือบทความต่างๆ อ่านดูซิครับ จะเห็นบ่อยมากที่จะเจอผู้บริหาร (ทั้งระดับประเทศ องค์กร หน่วยงานต่างๆ) ต่างย้ำแล้วย้ำอีก ถึงความสำคัญของยุทธศาสตร์ / กลยุทธ์ พร้อมทั้งบรรดาประโยคต่างๆ ที่ฟังดูแล้วรู้สึกถึงความสำคัญของคำๆ นี้

ผมเองไม่ได้เป็นคนที่ขวางโลกหรือต่อต้านต่อ “กลยุทธ์” นะครับ (จริงๆ วิชาที่ผมสอนก็คือเรื่องของการบริหารกลยุทธ์) แต่อยากจะชี้ให้เห็นว่าคำว่า “ยุทธศาสตร หรือ กลยุทธ์” ในปัจจุบันที่ได้มีการใช้กันอย่างมากมายนั้น ส่วนมากแล้วยังใช้กันโดยไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริง ใช้กันอย่างผิดความหมาย และใช้ไปเพื่อให้ดูดีหรือสำคัญขึ้นมา

ผมขอยกตัวอย่างที่พบเจอได้ทั่วๆ ไปนะครับ (ทั้งในการบริหารประเทศและการบริหารองค์กร) เริ่มตั้งแต่ความหมายและความแตกต่างของคำว่า ยุทธศาสตร์ และกลยุทธ์ก่อนเลยครับ ถ้าพวกที่อยู่ในแวดวงธุรกิจจะคุ้นเคยว่ากลยุทธ์ คือ Strategy ไม่ค่อยคุ้นกับคำว่ายุทธศาสตร์ แต่พอไปเจอพวกสายทหาร ข้าราชการ นักการเมือง เขาจะแปลความหมายว่า Strategy คือยุทธศาสตร์ ส่วนกลยุทธ์ คือ Tactics ซึ่งก็แปลเป็นนัยได้ว่า ยุทธศาสตร์ใหญ่กว่ากลยุทธ์ (นั้นคือจะต้องมียุทธศาสตร์ก่อนแล้วค่อยกำหนดกลยุทธ์) แต่พอไปดูเอกสารการจัดทำแผนปฏิบัติราชการของหน่วยราชการต่างๆ จะไม่มียุทธศาสตร์ แต่มีประเด็นยุทธศาสตร์โผล่ขึ้นมาแทน ดูซิครับว่าน่าสับสนแค่ไหน ยังไม่พอนะครับ บางแห่งก็มีนโยบาย (Policy) โผล่เข้ามาผสมด้วย ซึ่งถ้าตำราทางกลยุทธ์ธุรกิจ นโยบายก็จะเป็นตัวที่แปลงหรือย่อยจากกลยุทธ์ลงมาอีกที (จากตำราการจัดการนั้น นโยบายอยู่ในกลุ่มเดียวกับ Procedure หรือแนวทาง และกฎ หรือ Rules) แต่พอไปดูแผนการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล (ตามที่นายกฯ แถลงกับสภาฯ) เขาก็มีนโยบายของรัฐบาลแปดประการ แล้วค่อยแตกออกมาเป็นประเด็นยุทธศาสตร์ (Strategic Issues) แล้วค่อยตามด้วยกลยุทธ์อีกที นับว่าชวนปวดหัวดีแท้นะครับ

นี่แค่จุดเริ่มต้นนะครับ และยังไม่รวมคำศัพท์อื่นๆ ที่เจอในกระบวนการวางแผนกลยุทธ์อีกนะครับ ไม่ว่าจะเป็น วิสัยทัศน์ พันธกิจ ภารกิจ วัตถุประสงค์ เป้าประสงค์ เป้าหมาย จุดมุ่งหมาย ค่านิยม ปรัชญา ฯลฯ ซึ่งผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านจำนวนมากคงจะปวดหัวกับคำศัพท์ต่างๆ เหล่านี้ เพราะตำราแต่ละเล่มก็ไม่เหมือนกัน อาจารย์แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน แต่ละองค์กรก็ใช้ไม่เหมือนกัน แต่ถ้ามองในแง่บวก ท่านที่เป็นผู้บริหารองค์กรต่างๆ อาจจะคิดได้ว่า ท่านจะไม่สนใจต่อคำนิยามที่หลากหลายก็ได้ครับ ขอให้ในองค์กรของท่านมีนิยามที่ตรงและเข้าใจร่วมกัน เพื่อให้งานเดินก็เป็นใช้ได้ครับ

ปัญหาในเรื่องของนิยามศัพท์อาจจะดูแล้วไม่น่าใหญ่โตนะครับ เพียงแต่อาจจะนำไปสู่การใช้และความเข้าใจที่ผิดๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสิ่งที่ผิดๆ นั้นออกมาจากปากของผู้นำหรือผู้บริหารระดับสูง นอกเหนือจากปัญหาเรื่องของนิยามศัพท์แล้วคำว่า ยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์ ยังเป็นคำที่เมื่อใช้แล้ว มักจะนำไปสู่ความเข้าใจที่ผิดพลาดกันบ่อยๆ ด้วย ลองดูตัวอย่างนะครับ ถ้าท่านไปเจอที่ปรึกษาทางด้านการจัดการ และเขาแนะนำตัวว่าเป็นที่ปรึกษาทางด้านกลยุทธ์แล้ว เราก็มักจะเข้าใจโดยทันทีว่า ที่ปรึกษาคนนั้น คงจะคิดราคาแพงพอสมควร (คำว่ากลยุทธ์มักจะนำไปสู่อะไรที่แพงๆ เสมอ) หรือ ถ้าเราทราบว่าที่องค์กร จะจัดให้มีการสัมมนาเรื่องกลยุทธ์ที่ต่างจังหวัด (หรือที่นิยมเรียกกันว่า Strategic Retreat) คนฟังก็มักจะแปลความหมายได้โดยอัตโนมัติทันทีว่า จะมีแต่ผู้บริหารระดับสูงไป ไปสัมมนาที่โรงแรมดีๆ อาหารดีๆ บรรยากาศดีๆ เน้นพักผ่อนเป็นส่วนใหญ่ ส่วนเรื่องสาระของงานที่ได้ไม่สำคัญเท่า

หรือ ถ้าเรานำคำว่ากลยุทธ์ไปเชื่อมกับการลงทุนหรืองบประมาณ เราก็มักจะนึกถึงสิ่งที่แพงๆ เสมอครับ เช่น ถ้าเป็นการลงทุนด้านกลยุทธ์ (Strategic Investment) ก็จะเป็นการลงทุนที่สูงและใช้เงินเยอะ ในขณะเดียวกันเวลาเราใช้คำว่ากลยุทธ์ทีไร เราก็จะมักนึกถึงสิ่งที่มีความสำคัญกว่างานประจำทั่วๆ ไป เช่น งบประมาณนั้น ถ้าเป็นงบประมาณที่เชื่อมกับกลยุทธ์ ก็จะเป็นงบประเมินที่มีความสำคัญกว่างบปกติ หรือ ถ้าบอกคนอื่นๆ ว่างานที่กำลังทำอยู่เป็นงานทางด้านกลยุทธ์หรือเกี่ยวกับกลยุทธ์ ก็จะทำให้งานนั้นดูมีความสำคัญมากกว่างานปกติไปเลย (นับเป็นความเข้าใจผิดจริงๆ) 

หรือ ถ้าข้อเสนอโครงการใดก็ตามไม่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับกลยุทธ์หรือไม่สามารถบอกถึงความสำคัญทางกลยุทธ์ได้ งานหรือโครงการนั้นก็ดูไม่มีความสำคัญไปทันที (ทำให้ปัจจุบันเวลาเขียนข้อเสนอโครงการหรืองานใดก็ตาม จะต้องหาหนทางเชื่อมกับกลยุทธ์ให้ได้ทุกครั้ง)

ท่านผู้อ่านลองสังเกตดูนะครับ ปัจจุบันเราใช้คำว่ากลยุทธ์กันเยอะ แต่การใช้นั้นก็ไม่ได้ให้ความหมายที่แท้จริงของกลยุทธ์ แต่กลายเป็นคำที่เมื่อใช้แล้ว ทำให้ดูกลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญขึ้นมา และปัญหาก็คือเมื่อใช้แล้วจะทำให้ความหมายของกลยุทธ์ที่แท้จริงผิดไป และทำให้ความเชื่อถือและเชื่อมั่นต่อกลยุทธ์ลดน้อยลงไปก็ได้