20 April 2003

ท่านผู้อ่านเคยสงสัยบ้างไหมครับว่าเพราะเหตุใดธุรกิจบางประเภทถึงมีการเติบโตมากกว่าธุรกิจอื่น? มีหลายทฤษฎีที่พยายามอธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้อุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรมมีอัตราการเติบโตกว่าอุตสาหกรรมอื่น นักวิชาการบางท่านก็เชื่อว่าอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมขึ้นอยู่กับการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมนั้นๆ มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งของบริษัท McKinsey Global Institute ที่ได้ทำขึ้นมาเมื่อปีที่แล้ว โดยได้ทำการศึกษาว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ผลิตภาพ (Productivity) ของแต่ละอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นในอัตราที่แตกต่างกัน รวมทั้งงานวิจัยชิ้นนี้ยังได้พยายามพิสูจน์สมมติฐานที่มีมาแต่ดั่งเดิมว่าการเติบโตของผลิตภาพของแต่ละอุตสสาหกรรม มีความสัมพันธ์กับการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในอุตสาหกรรมนั้นๆ

ผลการวิจัยชิ้นนี้พบว่าในอุตสาหกรรมของอเมริกาที่มีการเติบโตของผลิตภาพที่สูง ประกอบด้วยอุตสาหกรรม ค้าปลีก ค้าส่ง ผลิตคอมพิวเตอร์ หลักทรัพย์ เซมิคอนดักเตอร์ และสื่อสารโทรคมนาคม แต่ปรากฎว่ากว่าร้อยละ 60 ของการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ อยู่นอกอุตสาหกรรมทั้ง 6 อุตสาหกรรมข้างต้น นอกจากนี้ยังปรากฎว่าในอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนอย่างสูงในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเช่น ธนาคารหรือโรงแรม กลับมีอัตราการเพิ่มของผลิตภาพในอัตราที่ลดลง ถ้าการลงทุนททางด้านเทคโนโลยีไม่ใช่สาเหตุสำคัญของการเติบโตของอุตสาหกรรมแล้ว ปัจจัยใดจึงเป็นปัจจัยที่ชี้นำการเติบโตของอุตสาหกรรม  ผลจากการวิจัยของ McKinsey พบว่าภาวะการแข่งขันและนวัตกรรม จึงจะเป็นปัจจัยที่แท้จริงที่ทำให้อุตสาหกรรมมีอัตราของผลิตภาพเพิ่มขึ้น 

ดูแล้วก็สมเหตุสมผลดีนะครับกับการที่ภาวะการแข่งขันและนวัตกรรมจึงเป็นปัจจัยที่แท้จริงที่นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของผลิตภาพอุตสาหกรรม ทั้งนี้เนื่องจากในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันระหว่างบริษัทในอุตสาหกรรมสูง จะกระตุ้นให้บริษัทในอุตสาหกรรมต้องเร่งพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และวิธีการหนึ่งที่ใช้ในการเพิ่มขีดความสามารถของบริษัทในอุตสาหกรรมก็โดยการเพิ่มขีดความสามารถด้านนวัตกรรม คำว่านวัตกรรมในที่นี้หมายถึงความสามารถคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กร คำว่านวัตกรรมในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่เทคโนโลยีหรือสินค้าใหม่ๆ เท่านั้น แต่ครอบคลุมความใหม่ทั้งในด้านของกระบวนการ วิธีการในการทำงาน หรือแม้กระทั่งการนำแนวคิดทางด้านการจัดการใหม่ๆ เข้ามาใช้ก็ถือเป็นนวัตกรรม 

ภาะการแข่งขันและนวัตกรรมถือเป็นปัจจัยที่สำคัญสองประการที่ทำปฎิกริยาซึ่งกันและกัน และนำไปสู่การเติบโตของผลิตภาพของอุตสาหกรรม ทั้งนี้เนื่องจากในอุตสาหกรรมที่มีภาวะการแข่งขันที่สูงย่อมเป็นการบีบบังคับให้บริษัทในอุตสาหกรรมต้องคิดหาสิ่งใหม่ๆ เพื่อให้ตนเองสามารถที่จะเอาชนะคู่แข่งขันได้ ซึ่งตรงนี้เองที่เรียกว่ามีนวัตกรรมเกิดขึ้น และสิ่งใหม่ๆ หรือนวัตกรรมที่บริษัทคิดค้นขึ้นมาเพื่อเอาชนะคู่แข่งอาจจะเป็นสินค้าแบบใหม่ กระบวนการในการทำงานแบบใหม่ๆ ที่ช่วยลดต้นทุน หรือวิธีการในการบริหารแบบใหม่ๆ ที่ทำให้ทุกคนในองค์กรมีความมุ่งมั่นในการทำงานมากขึ้น และเมื่อบริษัทหนึ่งในอุตสาหกรรมคิดค้นหรือนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ ย่อมกระตุ้นให้เกิดการตอบโต้จากบริษัทอื่นๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน และนำไปสู่วงจรของการแข่งขันในเรื่องของนวัตกรรมในอุตสาหกรรม อันจะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของผลิตภาพของอุตสาหกรรมนั้นๆ 

ในช่วงหลังถ้าท่านผู้อ่านเปิดตำราทางด้านการจัดการจะพบว่านักวิชาการ ที่ปรึกษา หรือผู้บริหารเกือบทุกท่านจะให้ความสำคัญกับนวัตกรรมเป็นอย่างมาก โดยเริ่มมีคำกล่าวที่ว่านวัตกรรมเป็นบ่อเกิดของการได้เปรียบทางการแข่งขัน ทั้งนี้เนื่องจากการที่องค์กรใดก็ตามจะสามารถเอาชนะคู่แข่งขันได้ย่อมจะต้องมีความแตกต่างและไม่เหมือนกับคู่แข่งขัน ท่านผู้อ่านลองนึกดูก็ได้นะครับว่าถ้าทุกบริษัทที่ขายสินค้าและบริการมีความเหมือนกันหมดทุกประการ ผู้บริโภคย่อมสามารถที่จะเลือกซื้อสินค้าและบริการจากใครก็ได้ แต่ถ้ามีบริษัทหนึ่งที่มีความแตกต่างเกิดขึ้นไม่ว่าจะด้วยตัวของสินค้า การบริการ ราคา หรือปัจจัยอื่นๆ และความแตกต่างดังกล่าวเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคมองเห็นถึงคุณค่าและความสำคัญ บริษัทที่มีความแตกต่างย่อมจะเกิดความได้เปรียบเหนือกว่าคู่แข่งขันรายอื่นๆ ดังนั้นความสามารถในด้านนวัตกรรมจึงถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่จะนำไปสู่การได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยที่ความสามารถในด้านนวัตกรรมจะนำไปสู่การได้เปรียบทางการแข่งขันโดย

  • นำเสนอสิ่งที่คู่แข่งขันไม่มี
  • เปลี่ยนแปลงวิธีการในการแข่งขันในอุตสาหกรรม
  • ทำให้การเข้ามาในอุตสาหกรรม เป็นไปด้วยความยากลำบาก
  • ทำให้ยืดอายุของผลิตภัณฑ์ให้ยาวนานขึ้น สามารถขายได้นานและมากขึ้น และทำให้ต้นทุนรวมลดลง
  • ทำให้กระบวนการในการทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้อาจจะเป็นการลดต้นทุน ทำงานได้เร็วขึ้น ลดของเสีย ฯลฯ

ตัวอย่างของอุตสาหกรรมในเมืองไทยที่ภาวะการแข่งขัน นำไปสู่นวัตกรรมและการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพในประเทศไทย ได้แก่อุตสาหกรรมอาหารจานด่วนหรือ Fastfood ที่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาภาวะการแข่งขันทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ และผลจากภาวะการแข่งขันที่รุนแรงดังกล่าว ทำให้บริษัทต่างๆ ในอุตสาหกรรมต่างคิดค้นและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ออกมาตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของอาหารชนิดใหม่ๆ ที่บริษัทแต่ละรายต่างพยายามคิดค้นเมนูใหม่ๆ ออกมาดึงดูดลูกค้าอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารจานด่วนจากต่างชาติหรือของไทยเอง ท่านผู้อ่านลองเดินเข้าไปในร้านอาหารจานด่วนในปัจจุบันดูซิครับ จะเจอเมนูใหม่ๆ และแปลกๆ อยู่ตลอดเวลา เรียกได้ว่าจากภาวะการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมอาหารจานด่วน ทำให้แต่ละบริษัทในอุตสาหกรรมจำต้องคิดค้นเมนูใหม่ๆ ออกมาตลอดเวลาเพื่อหาทางดึงลูกค้าเข้ามาในร้าน และนอกเหนือจากนวัตกรรมในเรื่องของเมนูแล้ว แต่ละบริษัทในอุตสาหกรรมจานด่วนยังพยายามมีนวัตกรรมในด้านอื่นออกมาอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นในด้านการของการบริการ การจัดส่ง หรือแม้กระทั่งของเล่นแลกซื้อ

นอกเหนือจากอุตสาหกรรมอาหารจานด่วนแล้ว อุตสาหกรรมการให้บริการโทรศัพท์มือถือก็ถือเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนของความสัมพันธ์ระหว่างภาวะการแข่งขัน นวัตกรรม และการเติบโตของอุตสาหกรรม ถ้าท่านผู้อ่านย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่ยังคงมีผู้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพียงแค่สองราย เปรียบเทียบกับในปัจจุบันที่มีผู้ให้บริการเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ภาวะการแข่งขันรุนแรงขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็กระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นในอุตสาหกรรม ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่นวัตกรรมในด้านของตัวผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงนวัตกรรมในเรื่องของการบริการด้วย อย่างไรก็ดีความรุนแรงของภาวะการแข่งขันที่จะนำไปสู่นวัตกรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าอุตสาหกรรมนั้นๆ ยังไม่เปิดเสรีต่อการแข่งขัน เมื่อใดก็ตามที่อุตสาหกรรมยังถูกควบคุมอยู่โดยภาครัฐและไม่เปิดให้มีการแข่งขันอย่างเสรี เมื่อนั้นภาวะการแข่งขันย่อมไม่เกิดขึ้น และนวัตกรรมที่จะนำไปสู่การเติบโตในอุตสาหกรรมย่อมไม่เกิดขึ้นไปด้วย

ท่านผู้อ่านลองนึกถึงอุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรมในประเทศไทยที่รัฐยังกำกับและควบคุมดูแลอยู่ซิครับ นวัตกรรมใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมนั้นๆ แทบจะไม่จะเกิดขึ้นเลยเมื่อเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันอย่างเสรี ลองนึกถึงอุตสาหกรรมสายการบินดูก็ได้นะครับ รัฐบาลยังถือหุ้นใหญ่ในการบินไทยอยู่ และถึงแม้จะเริ่มมีสายการบินเอกชนอื่นๆ เข้ามาแข่งขันกันมากขึ้น แต่การแข่งขันในประเทศไทยก็ยังไม่ได้เป็นไปอย่างเสรี ทั้งๆ ที่ในอเมริกาและยุโรปนั้นได้มีการเปิดเสรีอุตสาหกรรมสายการบินกันไปพอสมควรแล้ว และจากการที่รัฐยังคงถือหุ้นใหญ่ของการบินไทยอยู่ ทำให้ไม่เกิดการแข่งขันที่แท้จริงในอุตสาหกรรมสายการบินของไทย การบินไทยยังคงได้รับสิทธิพิเศษหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นเนื่องจากการเป็นสายการบินของรัฐ ส่งผลให้การบินไทยไม่สามารถพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ได้เมื่อเทียบกับการอยู่ในอุตสาหกรรมที่แข่งขันอย่างเสรี ผมอยากจะทำนายด้วยซ้ำไปว่าสายการบินที่จะเป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาในประเทศไทยอาจจะเป็นเหล่าสายการบินเอกชนเล็กๆ ที่เริ่มมีมากขึ้นก็ได้ เนื่องจากสายการบินเหล่านี้ไม่ได้รับสิทธิพิเศษหรือการคุ้มครองจากภาครัฐ ความอยู่รอดของสายการบินเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการแข่งขันและการดำเนินงานของตนเองมากกว่า ดังนั้นแรงกดดันที่จะทำให้เกิดนวัตกรรมจากสายการบินเหล่านี้ย่อมมากกว่าแรงกดดันที่การบินไทยได้รับด้วยซ้ำไป

ท่านผู้อ่านอาจจะบอกว่าจริงๆ แล้วในอุตสาหกรรมสายการบินก็เป็นการแข่งขันอย่างเสรี เนื่องจากมีสายการบินจากต่างประเทศเข้ามาแข่งขันเต็มไปหมด แต่ท่านผู้อ่านก็ต้องอย่าลืมว่าแรงกดดันจากการแข่งขันก็ยังแตกต่างจากการแข่งขันอย่างเสรีอย่างแท้จริง ถึงแม้การบินไทยจะมีคู่แข่งขันจากต่างชาติเต็มไปหมด แต่เนื่องจากรัฐยังคงถือหุ้นใหญ่ ดังนั้นจึงอาจจะบอกได้ว่าการบินไทยไม่มีวันเจ๊ง เนื่องจากรัฐยังคงให้การสนับสนุนอยู่ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่ถ้าเป็นการเปิดเสรีในการแข่งขันอย่างแท้จริง ถ้าการบินไทยมีผลการดำเนินงานที่ไม่ดี การบินไทยก็มีสิทธิ์เจ๊งหรือถูกผู้อื่นซื้อกิจการไปได้ ซึ่งถ้าอยู่ในสภาวะนั้นจริงๆ ย่อมจะต้องเป็นแรงกดดันอย่างแท้จริงให้การบินไทยเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้น

จริงๆ แล้วในสัปดาห์นี้ต้องการที่จะนำเสนอความเห็นในแง่ของความสำคัญและความจำเป็นในการแข่งขันเป็นหลักนะครับ ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะกลัวการแข่งขันแต่ผมมองว่าการแข่งขันกลับจะเป็นตัวกระตุ้นและแรงกดดันให้แต่ละองค์กรได้คอยพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เอื้อประโยชน์ต่อทั้งตัวองค์กรและผู้บริโภค และจากภาวะการแข่งขัน และการเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ย่อมจะนำไปสู่การเติบโตของอุตสาหกรรมนั้นๆ