16 May 2004

สัปดาห์นี้เราลองมาดูแนวทางสำหรับกรณีศึกษาเรื่อง “บริษัทควรจะขยายกิจการต่อไปหรือไม่?” ซึ่งได้นำเสนอไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมขอทบทวนเรื่องราวของกรณีศึกษาคร่าวๆ ก่อนนะครับ ในกรณีศึกษานี้ท่านเป็นผู้บริหารสูงสุดของบริษัทผลิตเครื่องจักรกลบริษัทหนึ่ง ตั้งแต่ท่านเข้ามารับตำแหน่ง ท่านก็ใช้กลยุทธ์การเติบโตอย่างต่อเนื่อง จนทำให้บริษัทเริ่มมีปัญหาทางด้านการเงินบ้างนิดหน่อย แต่ท่านก็มองว่าในระยะยาวแล้ว ผลจากการเติบโตก็จะทำให้บริษัทของท่านมีผลการดำเนินงานที่ดีตามมา ในขณะนี้ท่านกำลังมุ่งเน้นที่จะเข้าไปในธุรกิจด้านการให้บริการมากขึ้น ซึ่งพอดีกับที่มีบริษัทที่ผลิตซอฟแวร์ทางด้านการให้บริการ เขาจะขายบริษัท ท่านก็อยากจะเข้าไปซื้อบริษัทดังกล่าวเนื่องจากมองว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการเติบโตของบริษัทท่าน แต่ CFO ของท่านไม่เห็นด้วย เนื่องจากจะทำให้บริษัทประสบกับปัญหาทางการเงินเพิ่มขึ้นอีก และไม่เห็นด้วยที่จะเติบโตเข้าสู่ธุรกิจบริการ เนื่องจากดูแล้วไม่น่าที่จะเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตที่ดี แต่ท่านเองก็คิดอยู่ตลอดว่าการเข้าไปซื้อกิจการของบริษัทดังกล่าวจะเป็นช่องทางในการเติบโตที่ดีของบริษัทต่อไปในอนาคต โจทย์ของกรณีศึกษานี้ก็คือท่านในฐานะผู้บริหารสูงสุด ควรจะเข้าไปซื้อกิจการหรือไม่? เพราะเหตุใด?

กรณีศึกษานี้ได้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงกันพอสมควรนะครับบางท่านที่เสนอความคิดเห็นมาก็แนะนำให้เข้าไปซื้อกิจการเลย เนื่องจากเป็นโอกาสที่นานๆ ทีจะโผล่เข้ามา อีกทั้งจะทำให้โอกาสสำหรับบริษัทในการก้าวเข้าสู่ธุรกิจการให้บริการเป็นไปได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น นอกจากนี้ถ้าไม่ซื้อ คู่แข่งในธุรกิจเดียวกันก็ยังจ้องตะครุบบริษัทนี้อยู่ แต่ในขณะเดียวกันก็มีท่านผู้อ่านบางท่านที่มีความเห็นว่าไม่ควรจะเข้าไปซื้อบริษัทดังกล่าว เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของบริษัท อีกทั้งคงจะมีความยุ่งยากและต้นทุนในการควบรวมกิจการต่างๆ เข้ามาอีกมาก

ในความเห็นของผมนั้นปัญหาของกรณีศึกษาดังกล่าวไม่ใช่อยู่การที่จะเข้าไปซื้อกิจการหรือไม่ซื้อนะครับ แต่น่าจะถอยหลังกลับมาอีกก้าวแล้วพิจารณาก่อนว่าบริษัทยังควรที่จะใช้กลยุทธ์การเติบโต (Growth Strategies) ต่อไปหรือไม่ และถ้าตัดสินใจว่าจะเติบโตต่อไปแล้ว บริษัทควรจะเติบโตด้วยวิธีการใด? เนื่องจากกลยุทธ์การเติบโตนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากการเข้าไปซื้อกิจการเพียงแค่วิธีการเดียว

ลองมาดูในประเด็นแรกก่อนนะครับ บริษัทควรที่จะใช้กลยุทธ์การเติบโตอย่างต่อเนื่องหรือไม่? ในความคิดเห็นของผมนั้น บริษัทยังควรที่จะเติบโตอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้กลยุทธ์เชิงรุก เพื่อที่จะขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ประเด็นก็คือว่าในฐานะผู้บริหารสูงสุดของบริษัท ท่านควรจะต้องพิจารณาด้วยว่ามีทางเลือกในการเติบโตในทิศทางใด? บริษัทควรที่จะมีแผนในการเติบโตที่ชัดเจนก่อน ว่าบริษัทมีแนวทางในการเติบโตในทิศทางใดและอย่างไรบ้าง เนื่องจากดูเหมือนว่าบริษัทจะเติบโตจากโอกาสที่เข้ามาเพียงอย่างเดียว โดยขาดทิศทางและแนวทางที่ชัดเจน เช่นในกรณีที่มีบริษัทที่ประกาศที่จะขาย ก็เป็นเพียงอีกหนึ่งโอกาสที่เข้ามา ซึ่งถ้าได้มีการวางแผนในแนวทางการเติบโตอย่างชัดเจน การเข้าไปซื้อกิจการของอีกบริษัทหนึ่งก็อาจจะไม่ได้อยู่ในแผนการเติบโตของบริษัทก็ได้

การที่มองแต่เฉพาะการเข้าไปซื้อกิจการของบริษัทอื่นเป็นทางเลือกเพียงแค่ทางเลือกเดียวสำหรับการเติบโต จะทำให้ผู้บริหารสูงสุดมีมุมมองที่แคบเกินไปและอาจจะเป็นแนวทางในการเติบโตที่ผิดพลาดก็เป็นได้ นอกจากนี้การเข้าไปซื้อกิจการบริษัทอื่นก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่ได้ผ่านการตัดสินใจหรือไตร่ตรองที่ถี่ถ้วน ไม่ว่าในเรื่องของราคา หรือ ความเหมาะสมระหว่างบริษัทกับกิจการที่จะเข้าไปซื้อ หรือแม้กระทั่งโอกาสของความสำเร็จในการควบรวมกิจการ ซึ่งควรจะผ่านการไตร่ตรองกันอย่างละเอียดก่อน เนื่องจากถ้าราคาสูงเกินไปการเข้าไปซื้อกิจการดังกล่าวก็จะไม่คุ้ม หรือในกรณีของความเหมาะสมนั้น จะต้องมีการพิจารณาในเรื่องของวัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่างกัน และความเป็นไปได้ที่จะผสมผสานวัฒนธรรมองค์กรและการทำงานของทั้งสององค์กรเข้าด้วยกัน ซึ่งในหลายๆ องค์กรที่มีการควบรวมกันและประสบความล้มเหลว ก็มักจะเกิดจากปัญหาของการที่ไม่สามารถผสมผสานวัฒนธรรมและรูปแบบการทำงานของบริษัทสองบริษัทเข้าไว้ด้วยกัน และสุดท้ายการที่จะควบรวมให้ประสบผลสำเร็จได้ยังจะต้องมีรายละเอียดอีกเยอะมาก และการที่จะทำให้ประสบผลสำเร็จได้นั้นผู้บริหารระดับสูงทุกคนจะต้องเห็นชอบและให้ความสำคัญด้วย แต่ในขณะที่ผู้ที่เป็นกำลังสำคัญอย่าง CFO ยังแสดงท่าทีที่คัดค้าน แนวโน้มของการรวมกิจการให้ประสบความสำเร็จก็คงจะเป็นไปได้ยาก

นอกจากนี้แล้วการที่จะตัดสินใจเข้าไปซื้อกิจการอื่น ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของกลยุทธ์การเติบโตเท่านั้นนะครับ แต่ยังเป็นการปรับเปลี่ยนวิธีการและตำแหน่งทางการแข่งขันขององค์กรอีกด้วย จากในอดีตที่เป็นผู้ผลิตเครื่องจักร มาเป็นผู้ให้บริการอย่างครบวงจร ทั้งทางด้านการผลิต ติดตั้ง ดูแล รักษา และการให้บริการ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนตำแหน่ง (Positioning)ขององค์กรพอสมควร ซึ่งผมเองคิดว่าไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่ควรเป็นเรื่องที่จะต้องพูดคุยและปรึกษาในกลุ่มผู้บริหารกันพอสมควร

โดยสรุปผมเองไม่ได้คัดค้านการเข้าไปซื้อกิจการนะครับ เพียงแต่ว่าจะต้องมีการพิจารณาทางเลือกในการเติบโตให้ครบทุกด้านและถี่ถ้วนก่อน เนื่องจากการที่องค์กรจะเติบโตขึ้นมาได้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการเข้าซื้อกิจการเพียงอย่างเดียว อีกทั้งบริษัทควรที่จะวางแผนหรือวางกลยุทธ์การเติบโตอย่างรอบคอบพอสมควร ไม่ใช่เพียงแค่รอโอกาสให้เข้ามาและตอบสนองต่อโอกาสนั้นเท่านั้นเอง ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ

สุดท้ายขอฝากประชาสัมพันธ์หน่อยนะครับ ตอนนี้วิชาที่ผมสอนในระดับ MBA ที่คณะบัญชี จุฬา (จะเปิดเทอมในเดือนมิ.ย.นี้) มีนโยบายให้นิสิตไปช่วยให้คำปรึกษาแก่ธุรกิจขนาดกลางและย่อมในเรื่องของการจัดทำ Balanced Scorecard และ Key Performance Indicators โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ถ้าท่านผู้อ่านที่สนใจก็อีเมลเข้ามาถามรายละเอียดกับผมได้ที่ pasu@acc.chula.ac.th นะครับ