1 January 2004

สวัสดีปีใหม่ครับท่านผู้อ่านทุกท่าน คงจะยังไม่สายเกินไปที่จะสวัสดีปีใหม่นะครับ เนื่องจากฉบับนี้เป็นฉบับแรกของปี 2547 นี้ที่ผมได้มีโอกาสมาพบกับท่านผู้อ่านทุกท่าน ในสัปดาห์นี้ขอนำเสนอเรื่องที่เข้ากับบรรยากาศของปีใหม่หน่อยนะครับ นั้นคือเรื่องของการเปลี่ยนแปลง ผมเชื่อว่าพอขึ้นปีใหม่ท่านผู้อ่านจำนวนมากคงมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงในสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นชีวิตส่วนตัวหรือการเปลี่ยนแปลงในองค์กร สัปดาห์นี้ผมขอมุ่งเน้นในประเด็นเฉพาะการเปลี่ยนแปลงในองค์กรนะครับ ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านทุกท่านคงจะตระหนักอยู่แล้วนะครับถึงความสำคัญและความจำเป็นที่องค์กรจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน คำถามส่วนใหญ่ที่ผมเจอมักจะอยู่ในรูปของประเด็นที่ว่า ผู้บริหารตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว แต่ทำอย่างไรถึงจะทำให้การเปลี่ยนแปลงสามารถเกิดขึ้นได้ทั่วทั้งองค์กร? 

John Kotter ซึ่งเป็นปรมาจารย์ด้านภาวะผู้นำและการเปลี่ยนแปลงท่านหนึ่งได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการบริหารการเปลี่ยนแปลงไว้ แล้วระบุไว้เลยครับว่าปัจจัยสำคัญประการแรกที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรได้อย่างทั่วถึงก็คือ จะต้องเกิดสิ่งที่เรียกว่า Sense of Urgency หรือความจำเป็นหรือความรีบด่วนที่จะต้องเปลี่ยนแปลง แนวคิดตรงนี้พอเอาไปคิดต่อแล้วก็น่าสนใจมากเลยครับ คนเราปกติแล้วจะไม่ชอบที่จะต้องเปลี่ยนแปลงหรอกครับ คำถามที่ผมเจอบ่อยมากเมื่อต้องมีการเปลี่ยนแปลงก็คือ “จะต้องเปลี่ยนทำไม ในเมื่อของเดิมที่ทำมาก็ดีอยู่แล้ว” และคำถามนี้จะเจอบ่อยมากเลยในองค์กรที่ประสบความสำเร็จมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าองค์กรยังคงมีความหลงตัวเองอยู่ ซึ่งถ้าองค์กรไหนที่มีภาวะข้างต้นอยู่มากก็จะทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้อย่างลำบากครับ ดังนั้นวิธีการหนึ่งที่จะนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่องค์กรได้ก็คือผู้นำจะต้องทำให้ทั่วทั้งองค์กร หรืออย่างน้อยในกลุ่มผู้บริหารระดับสูงเกิด Sense of Urgency ขึ้น ซึ่งเจ้าความจำเป็นหรือความรีบด่วนที่จะต้องเปลี่ยนแปลงนั้นควรจะต้องสามารถสื่อให้ทุกคนเห็นภาพได้อย่างชัดเจนเลยว่าถ้าองค์กรไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง องค์กรก็ยากที่จะอยู่รอดหรือประสบความสำเร็จเหมือนเก่าได้ และยังต้องสื่อลงไปอีกนะครับว่าถ้าองค์กรไม่สามารถอยู่รอดได้ ผู้ที่จะลำบากต่อไปก็คือผู้บริหารและบุคลากรทุกคนภายในองค์กร ดังนั้นควรที่จะถึงเวลาแล้วที่ทุกคนในองค์กรร่วมใจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นภายในองค์กร

ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยต่อไปว่าแล้วเจ้า Sense of Urgency คืออะไร? ถ้าเป็นองค์กรธุรกิจก็ง่ายครับ อาทิเช่น การเคลื่อนไหวของคู่แข่งเก่าหรือเข้ามาของคู่แข่งใหม่ เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะทำให้สินค้าและบริการขององค์กรล้าสมัย การเปิดเสรีทางการค้าที่ทำให้สินค้าที่มีต้นทุกถูกเข้ามาขายในประเทศได้ง่ายขึ้น หรือแม้กระทั่งผลประกอบการของบริษัทกำลังอยู่ในขั้นย่ำแย่แล้ว ส่วนถ้าเป็นหน่วยงานราชการหรือองค์กรที่ไม่ได้แสวงหากำไรนั้น Sense of Urgency อาจจะเป็นกฎหรือระเบียบใหม่จากทางราชการที่ส่งผลต่อการดำเนินงานของหน่วยงาน การเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาแข่งขันมากขึ้น หรือแม้กระทั่งในภาวะปัจจุบันแค่คำทักท้วงหรือความเห็นของผู้บริหารระดับสูงของประเทศก็ก่อให้เกิด Sense of Urgency ในหน่วยราชการได้แล้ว

ผมมองว่าถ้าองค์กรต้องการที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว Sense of Urgency เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมี และต้องมีในระดับที่สูงพอสมควรด้วย ถ้ามี Sense of Urgency เกิดขึ้น แต่ระดับของความเข้มข้นของความจำเป็นหรือเร่งด่วนที่จะต้องเปลี่ยนแปลงมีน้อย การเปลี่ยนแปลงก็ย่อมยากที่จะเกิดขึ้น ท่านผู้อ่านลองนึกภาพดูก็ได้นะครับว่าโดยปกติแล้วคนเราทุกคนจะมีอาณาจักรแห่งความสุข (Comfort Zone) อยู่ ซึ่งเราจะอยู่ในอาณาจักรแห่งนี้ด้วยความสุขกายสุขใจ การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นก็เหมือนกับว่าทำอย่างไรให้คนเราได้ออกจากอาณาจักรแห่งความสุขนี้ พร้อมทั้งจะต้องเผชิญกับสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยเผชิญมาก่อน ดังนั้นการที่จะออกจากอาณาจักรแห่งความสุขได้ก็ต้องมีแรงผลักดันหรือ Sense of Urgency เข้ามาเกี่ยวข้อง และประเด็นสำคัญก็คือแรงผลักดันดังกล่าวจะต้องแรงพอสมควรที่จะผลักให้ทุกคนในองค์กรออกจากอาณาจักรแห่งความสุขของตนเอง ดังนั้นผมถึงได้เรียนไว้ครับว่าระดับความเข้มข้นของ Sense of Urgency ก็จะต้องมีในระดับที่เข้มข้นพอสมควรด้วย จริงๆ แล้วชื่ออาณาจักรแห่งความสุข (Comfort Zone) ผมก็ตั้งให้ดูเพราะๆ เท่านั้นเองครับ จริงๆ ผู้บริหารบางท่านก็เรียกตรงๆ ว่าเป็นกะลาที่กบอาศัยอยู่นั้นเอง

ผมเคยเจอองค์กรหนึ่งในไทยที่ดำเนินงานอยู่ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา บุคลากรในองค์กรเขาเคยบอกผมเลยครับว่าในองค์กรของเขา Sense of Urgency มีอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยหดหายไปเลย ทำให้ทุกคนในองค์กรจะต้องคอยวิ่งอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็เปรียบเสมือนการวิ่งให้ทันการเปลี่ยนแปลงนะครับ ในองค์กรของเขาไม่เคยได้มีใครมีโอกาสเดินเลย ซึ่งฟังดูการน่าเห็นใจนะครับ แต่ในขณะเดียวกันบริษัทนี้ก็ได้ชื่อว่าเป็นบริษัทชั้นนำอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ดังนั้นเลยไม่แปลกใจเลยครับว่าทำไมเขาถึงยังคงอยู่อันดับต้นๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่คู่แข่งขันและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ จากภายนอกเข้ามาตลอดเวลา เนื่องจากบริษัทดังกล่าวมีความจำเป็นหรือเร่งด่วนที่จะต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และส่งผลให้บริษัทสามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว

ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยนะครับว่าถ้าผู้บริหารต้องการที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว แต่ไม่มี Sense of Urgency เกิดขึ้น แล้วท่านจะทำอย่างไร? ในองค์กรบางแห่งผมเห็นผู้บริหารบางท่านแทนที่จะรอให้เกิด Sense of Urgency เกิดขึ้น ก็จะสร้าง Sense of Urgency ให้เกิดขึ้นในองค์กรขึ้นมาเอง เพื่อที่จะได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ต้องการ ส่วนจะทำอย่างไรนั้นคงจะต้องขึ้นอยู่กับเทคนิคของผู้บริหารแต่ละท่านนะครับ ท่านผู้อ่านลองดูนะครับถ้าสนใจจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กรของท่าน ท่านมี Sense of Urgency เกิดขึ้นหรือยัง ถ้ายังไม่มีจะต้องสร้างขึ้นมาเองหรือไม่?