14 September 2003

เมื่อประมาณเดือนที่แล้วในคอลัมภ์นี้ผมได้นำเสนอเนื้อหาเรื่อง ‘ข้อคิดด้าน Human Intelligence จากหมอผ่าตัดสมอง’ และได้รับเสียงตอบรับที่ดี โดยมีท่านผู้อ่านหลายท่านขอให้เขียนเพิ่มเติมอีก ในสัปดาห์นี้ผมเลยขอเพิ่มเติมเนื้อหาในด้านของ Human Intelligence เพิ่มเติมจากคราวที่แล้ว หลักการต่างๆ ที่ผมนำมาเขียนนี้ ได้รับมาจาก Prof. Patrick Georges ซึ่งเป็นหมอผ่าตัดสมองชาวเบลเยี่ยม และเป็นผู้ที่คิดค้นห้องปฏิบัติการทางการจัดการ (Management Cockpit) ขึ้นมา โดยคุณหมอท่านนี้ได้ทำการศึกษาวิจัยถึงการทำงานของสมองเรา และพยายามเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาความสามารถในการทำงานของสมองเรา ซึ่งในสัปดาห์นี้ผมจะขอนำเสนอเคล็ดลับอื่นๆ เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ได้เคยนำเสนอไปเมื่อประมาณเดือนที่แล้ว

  • การรับทานอาหารเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งต่อความสามารถในการทำงานของสมองเรา โดยควรจะรับทานอาหารให้เป็นมื้อ และแต่ละมื้อควรจะมีส่วนสัดที่พอเหมาะ โดยอาหารเช้าให้กินเหมือนพระราชา อาหารกลางวันดั่งเจ้าชาย และอาหารเย็นอย่างยาจก (Breakfast like a king, lunch like a prince, dine like a poor) ซึ่งแนวคิดดังกล่าวก็สอดคล้องกับหลักโภชนาการที่ไม่ควรจะรับทานอาหารเย็นให้มาก นอกจากนี้ยังมีข้อแนะนำให้รับทานอาหารที่มีน้ำตาลเป็นอาหารเช้า เนื่องจากถ้าเราขาดน้ำตาล จะทำให้การตัดสินใจไม่เร็วเท่าที่ควร เนื่องจากการมีกลูโคสในเส้นเลือดจะช่วยในการส่งสัญญาณประสาท
  • ในการนอนหลับของเรานั้นมีวงจรของการนอนอยู่ทั้งหมดสี่ขั้นตอน โดยเริ่มตั้งแต่การเพิ่งเริ่มนอนจนถึงหลับลึก และวงจรดังกล่าวใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 90 นาที เราเองควรที่จะหาแบบแผนในการนอนของแต่ละคนให้เจอ เนื่องจากพฤติกรรมในการนอนไม่เหมือนกัน บางคนต้องนอนสี่ทุ่มแล้วตื่นตีห้าครึ่ง บางคนนอนห้าทุ่มแล้วตื่นหกโมง การที่จบแบบแผนในการนอนได้ก็ต้องเกิดขึ้นจากการลองผิดลองถูกมาเรื่อยๆ แล้วถ้าพบแล้วก็ควรต้องปฎิบัติตามแบบแผนนั้นให้สม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายของเราได้มีความสงบบ้าง นอกจากนั้นให้หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีอัลกอฮอลก่อนนอน เนื่องจากจะทำให้เราหลับเพียงแค่ขั้นที่หนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถเข้าสู่การหลับลึกได้
  • เวลาทำงานที่ต้องอาศัยสมาธิ ควรที่จะทำงานบนโต๊ะทำงานที่เกลี้ยง นั่นคือไม่มีสิ่งของอื่นวางอยู่ เนื่องจากการที่มีของวางอยู่จะเป็นตัวดึงดูดสมาธิในการทำงานของเรา ท่านผู้อ่านเคยเจอปัญหาที่ในขณะที่นั่งทำงาน ได้ดึงงานโน่นงานนี้มาทำบนโต๊ะเรื่อยๆ จนสุดท้ายงานแต่ละอย่างไม่เสร็จบ้างไหมครับ การนั่งทำงานบนโต๊ะที่เกลี้ยงจะช่วยเพิ่มผลิตภาพได้ถึง 12%
  • ในการทำงานที่ต้องอาศัยสมาธิ การคิดและวิเคราะห์ ควรที่จะหลีกเลี่ยงจากเสียงรบกวนของคน โดยระดับเสียงที่สูงที่สุดไม่ควรจะเกิน 50 dB เนื่องจากระดับเสียงที่ดังเกิน 50 dB จะรบกวนสมาธิและความสามารถในการคิดและวิเคราะห์ของเรา ทั้งนี้เนื่องจากสมองของเราจะเลือกประมวลผลเสียงของคนก่อนสิ่งอื่น นั่นคือระหว่างการนั่งอ่านหนังสือ ถ้าได้ยินเสียงของคน สมองเราจะเลือกประมวลผลเสียงที่ได้ยินก่อนสิ่งอื่นๆ ดังนั้นการนั่งทำงานที่ต้องใช้สมาธิ บริเวณที่มีเสียงรบกวนตลอดเวลา จะทำให้กระบวนการในการคิดและตัดสินใจไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่
  • สมองเราจะเลือกรับรู้ในสิ่งที่เห็นอยู่ตลอดเวลา สิ่งใดก็ตามที่ไม่ได้เห็นอยู่ตลอดเวลาเรามักจะลืมมันไป (Out of sight, out of mind) ท่านผู้อ่านลองนึกถึงตัวเองดูก็ได้นะครับถ้าตอนเช้าเขียนสิ่งที่จะต้องทำลงในกระดาษแผ่นเล็กๆ แล้วใส่ไว้ในกระเป๋า สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นก็คือ เราจะลืมไปตลอดวันเลยว่ามีกระดาษแผ่นนั้นอยู่ในกระเป๋า เนื่องจากสิ่งที่เราไม่เห็นตลอดเวลา เรามักจะลืมมัน
  • อย่าอ่าน e-mail เป็นสิ่งแรกในตอนเช้า เนื่องจากในตอนเช้าก่อนออกจากบ้านเรามักจะคิดถึงสิ่งที่จะต้องทำในแต่ละวันไว้แล้ว แต่เมื่อมาถึงที่ทำงานแล้วอ่าน e-mail เป็นสิ่งแล้วจะทำให้สมองเราปรับสภาพจากเชิงรุกเป็นเชิงรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอ่าน e-mail เป็นสิ่งแรกในตอนเช้า จะเป็นเหมือนการสอนให้สมองเราตอบสนองต่อผู้อื่นก่อนเป็นสิ่งแรกของวัน แทนที่จะทำงานในสิ่งที่ตนเองจะต้องทำให้เสร็จ
  • พยายามหลีกเลี่ยงการตอบคำถามหรือให้คำมั่นสัญญาใดๆ ทางโทรศัพท์ หรือการพูดคุยแบบตัวต่อตัว เนื่องจากเราจะมีเวลาไม่ถึงสามวินาทีในการคิดและให้คำตอบ ทำให้คำตอบที่ให้ไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดที่ผ่านการไตร่ตรองมาแล้ว ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายๆ ท่านคงมีประสบการณ์ที่เปลี่ยนใจในสิ่งที่พูดหรือรับปากไปทางโทรศัพท์เมื่อได้มีโอกาสคิดอย่างถี่ถ้วนอีกครั้งหนึ่ง

เป็นอย่างไรบ้างครับหลักการต่างๆ ที่จะช่วยเพิ่มความสามารถในการทำงานของสมองเราตามแนวคิดของ Prof. Patrick Georges ท่านผู้อ่านเรานำไปใช้ดูนะครับ