5 October 2003

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้นำเสนอถึงแนวคิดเบื้องต้นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการที่ดี ว่าจะนำไปสู่การที่บุคลากรมีสุขภาพที่ดี และนำไปสู่องค์กรที่ดีได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการที่ดี กับความเครียด เนื่องจากในปัจจุบันได้มีทั้งผลงานวิจัยของทางด้านการจัดการ ทางด้านการแพทย์และทางด้านวิทยาศาสตร์ออกมาแสดงให้เห็นมากขึ้นว่าความเครียดของบุคลากรในองค์กรไม่ได้เกิดขึ้นจากแต่เพียงเรื่องส่วนตัว หรือบุคลิกภาพของแต่ละคนเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่การบริหารจัดการที่ดีภายในองค์กรด้วย ในองค์กรที่ขาดหลักในการบริหารจัดการที่ดีย่อมนำไปสู่การเกิดความเครียดกับบุคลากรภายในองค์กร ซึ่งจะส่งผลต่อผลการดำเนินงานขององค์กร 

ในช่วงหลังเริ่มมีงานวิจัยหลายชิ้นที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างการขาดความสามารถในการควบคุมงาน (Job Control) กับสุขภาพของบุคลากร ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านเคยประสบกับปัญหาการขาดความสามารถในการควบคุมงานที่ทำไหมครับ? การขาดความควบคุมในการทำงานนั้นหมายถึงการผู้บังคับบัญชากำหนดงานที่จะต้องทำที่มาก (High Demand) แต่ในขณะเดียวเราขาดหรือไม่มีความสามารถในการควบคุมต่อผลลัพธ์ของงานที่เกิดขึ้น เชื่อว่าท่านผู้อ่านจะต้องเจอภาวะแบบนี้ที่มีงานที่ต้องทำ แต่ไม่สามารถควบคุมต่อผลลัพธ์หรือความสำเร็จของงานนั้น ในภาวะแบบนี้จะส่งผลต่อสุขภาพของเราเป็นอย่างมากอย่างมาก งานวิจัยจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่าการขาดความสามารถในการควบคุมงานมีความสัมพันธ์อย่างชัดเจนต่อสุขภาพของคนเราทั้งในระยะสั้นและระยะยาว งานวิจัยล่าสุดแสดงให้เห็นว่าการขาดความสามารถในการควบคุมในงานที่ทำส่งผลต่อการเกิดความเสียหายในเซลสมองของคน ไม่ว่าจะเป็นการหดตัวและตายลงของเซลสมอง ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาในเรื่องของความทรงจำ และการขาดความคิดสร้างสรรค์ อ่านดูแล้วค่อนข้างน่ากลัวนะครับ แต่ก็น่าที่จะเป็นไปได้ และนี่คงจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ในปัจจุบันเราให้ความสำคัญกับคำว่าEmpowerment กันมากในปัจจุบัน ถ้าท่านผู้อ่านเจอผู้บังคับบัญชาที่ชอบที่จะให้แต่ความรับผิดชอบ (Responsibility) โดยขาดอำนาจหน้าที่ในการทำงานให้งานนั้นสำเร็จลุล่วง ท่านอย่าลืมเดินไปบอกนายของท่านนะครับว่านายของท่านกำลังทำให้เซลสมองของท่านเกิดความเสียหาย และทำให้องค์กรสูญเสียบุคลากรที่มีค่าไปโดยไม่รู้ตัว

 นอกเหนือจากในเรื่องของความสมดุลระหว่างงานที่ต้องทำและการควบคุมต่อผลลัพธ์ของงานที่เกิดขึ้นแล้ว ความสมดุลอีกประการหนึ่งที่ต้องสร้างให้เกิดขึ้นก็คือความสมดุลระหว่างความพยายามและผลลัพธ์ที่ได้ (Effort / Reward Balance) มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าถ้าบุคลากรมีความรู้สึกว่าความพยายามที่ตนเองได้ทำลงไป ไม่ได้รับผลตอบแทนที่คิดว่าคุ้มกับที่ได้ทำไป จะทำให้พนักงานผู้นั้นเกิดอาการเครียด ความเจ็บป่วย และการบาดเจ็บ ท่านผู้อ่านต้องอย่าลืมนะครับว่าคำว่าผลตอบแทนที่ได้รับนั้นไม่ได้หมายถึงแต่จะเฉพาะผลตอบแทนในด้านการเงินอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงผลตอบแทนทางด้านจิตใจด้วย ดังนั้นถ้าเมื่อใดที่ท่านผู้อ่านรู้สึกว่างานหรือสิ่งที่ตนเองทำลงไปไม่ได้รับการเหลียวแลหรือให้ความสำคัญจากผู้บังคับบัญชาเลย ท่านผู้อ่านก็ระวังตัวในเรื่องของสุขภาพไว้ด้วยแล้วกันนะครับ

ถ้าท่านผู้อ่านโชคร้ายอย่างหนักคืออยู่ในที่ทำงานที่ทั้งขาดอำนาจหน้าที่ในการทำให้งานสำเร็จลุล่วง และงานที่ทำลงไปก็ไม่ได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม (อย่าลืมนะครับว่าไม่ใช่เรื่องของเงินเพียงอย่างเดียว แค่คำชมหรือยอมรับจากเจ้านายก็พอแล้ว) แสดงว่าท่านผู้อ่านกำลังทำงานอยู่ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่เป็นพิษ (Toxic Environment) ซึ่งการทำงานในสภาวะแวดล้อมที่เป็นพิษดังกล่าวจะส่งผลต่อด้านสุขภาพของบุคลากรในหน่วยงานนั้นอย่างแรงไม่ว่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอัตราการปวดหลังและปัญหาโรคหัวใจในที่ทำงานเพิ่มขึ้นสามเท่า มีปัญหาทางด้านสุขภาพจิต การบาดเจ็บเพิ่มขึ้นสามเท่า หรือแม้กระทั่งโรคมะเร็งบางประเภทเพิ่มขึ้นถึงห้าเท่า

นอกจากนี้ในสภาวะแวดล้อมการทำงานที่เป็นพิษยังเป็นสาเหตุสำคัญต่อบรรยากาศในที่ทำงาน (Organizational Climate) ที่อึมครึมและไม่มีความสุข บุคลากรจะไม่มีความสุขหรืออยากที่จะทำงาน ซึ่งก็ได้มีงานวิจัยหลายชิ้นอีกเหมือนกันที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศในที่ทำงานกับผลประกอบการขององค์กร โดยพบว่าบรรยากาศในที่ทำงานส่งผลต่อร้อยละ 2-30 ของผลประกอบการ และในขณะเดียวกันก็เชื่อกันว่าบรรยากาศในการทำงานจะออกมาดีหรือไม่ดีนั้นขึ้นอยู่กับผู้นำเป็นสำคัญ

สรุปได้ว่าการบริหารจัดการที่ดีเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญ ไม่ใช่เพียงแต่การทำงานให้องค์กรมีกำไรเท่านั้น แต่ยังจะส่งผลต่อสุขภาพของบุคลากรในองค์กรท่าน ซึ่งการที่บุคลากรมีสุขภาพที่ไม่ดี (อันเนื่องมาจากการบริหารที่ไม่ดี) ย่อมจะนำไปสู่บรรยากาศในการทำงานที่ไม่ดี และสุดท้ายย่อมส่งผลกระทบต่อผลประกอบการขององค์กรเอง