1 May 2003

ท่านผู้อ่านทุกท่านคงจะยอมรับตรงกันว่าประเด็นสำคัญที่ท้าทายการบริหารองค์กรให้ประสบความสำเร็จมักจะเป็นในเรื่องของคนหรือบุคลากรภายในองค์กร และในเรื่องของบุคลากรนั้นความท้าทายที่เรียกได้ว่าสุดๆ ได้แก่ในเรื่องของการจูงใจ ซึ่งปัญหาในเรื่องของการจูงใจนั้นเป็นปัญหาพื้นฐานที่สำคัญไม่ใช่เฉพาะการบริหารงานองค์กรเท่านั้น เราจะต้องเผชิญกับความท้าทายในการจูงใจอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการจูงใจตัวเองให้ลุกขึ้นมาจากที่นอนในตอนเช้า การจูงใจให้บุคคลรอบๆ ข้างให้ทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ การจูงใจบุตรธิดาให้เป็นคนดี ตั้งใจเรียนหนังสือ การจูงใจผู้ใต้บังคับบัญชาให้ทำงานให้ดีที่สุดเพื่อความสำเร็จขององค์กร ฯลฯ มีผู้สนใจในเรื่องของการจูงใจมากมายไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการด้านการบริหาร นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ฯลฯ มีทฤษฎีหรือแนวคิดเกี่ยวกับการจูงใจออกมามากมาย ที่เรารู้จักและคุ้นเคยกันก็หนีไม่พ้น แนวคิดในเรื่องของความต้องการห้าขั้นของ Maslow หรือ แนวคิดของ Hertzberg หรือ แนวคิดในเรื่องของ Expectancy แนวคิดเหล่านี้ถือเป็นแนวคิดทางการจัดการที่คลาสสิกและสามารถพบได้ตามตำราทางด้านการบริหารและจิตวิทยาทั่วๆ ไป อย่างไรก็ดีแนวคิดทางด้านการจูงใจเหล่านี้มักจะเป็นแนวคิดที่ดูดีในตำรา แต่ในทางปฏิบัติจริงนั้นกลับพบว่าแนวคิดคลาสสิกเหล่านี้กลับไม่สามารถนำไปใช้ได้อย่างแพร่หลายในทางปฏิบัติ ในยุคของวัตถุนิยมเช่นในปัจจุบันผมมักจะได้ยินผู้บริหารหลายๆ ท่านบอกในทำนองที่ว่าท่านเหล่านั้นไม่ได้สนใจต่อแนวคิดทางการจูงใจที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายเลย แต่ใช้วิธีการจูงใจบุคลากรภายในองค์กรของท่านโดยใช้ตัวเงินและวัตถุ สิ่งของ เป็นหลัก

ผมเองได้มีโอกาสเจอกับตัวเองอยู่หลายครั้งเหมือนกันที่ผู้บริหารชอบที่จะเข้าใจว่าการที่จะจูงใจให้คนทำงานได้นั้นต้องอาศัยเงินเป็นหลัก โดยท่านผู้บริหารเหล่านี้เมื่อต้องการให้บุคลากรของตนเองทำสิ่งใดพิเศษขึ้นมาก็มักจะใช้เงินหรือวัตถุสิ่งของมาเป็นสิ่งล่อ ผู้บริหารหลายๆ ท่านอาจจะบอกว่าไม่ได้ใช้เงินเป็นสิ่งจูงใจ แต่ก็มักจะหนีไม่พ้นพวกวัตถุสิ่งของหรือรางวัลต่างๆ ที่พบกันบ่อยก็จะเป็นประเภททัวร์ต่างประเทศ หรือบางองค์กรก็มีการมอบรางวัลเป็นสร้อยคอทองคำหรือของรางวัลอื่นๆ บ้าง จากการที่หลายๆ องค์กรได้มีการนำเอาเงินหรือวัตถุรางวัลมาเป็นเครื่องมือในการจูงใจบุคลากร ทำให้เกิดคำถามขึ้นในใจว่าเงินหรือวัตถุรางวัลเป็นเครื่องมือในการจูงใจที่ดีที่สุดในยุคปัจจุบันหรือไม่? ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะเห็นด้วยเนื่องจากในปัจจุบันเป็นยุควัตถุนิยมที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับวัตถุ สิ่งของ เครื่องแสดงสถานะทางสังคมต่างๆ ประกอบกับวัฒนธรรมจากต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามาในเมืองไทยมากขึ้นทุกขณะ และค่าครองชีพที่นับวันจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เงินกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต และท้ายที่สุดแล้วเงินจะกลายเป็นปัจจัยในการจูงใจคนที่สำคัญที่สุด ดังนั้นการใช้เงินหรือวัตถุรางวัลมาเป็นเครื่องมือในการจูงใจจึงนับเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด

ในขณะเดียวกันผมเชื่อว่าคงจะมีท่านผู้บริหารส่วนมากที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว รวมทั้งตัวผมเองด้วยเช่นกัน ขนาด W. Edward Deming ปรมาจารย์ด้านคุณภาพเคยกล่าวไว้ว่า ‘Pay is not a motivator’ หรือเงินไม่ใช่สิ่งจูงใจ อย่างไรก็ดีคำพูดดังกล่าวอาจจะดูรุนแรงไปบ้าง เนื่องจากถึงแม้ว่าเงินจะไม่ใช่ปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุดในการจูงใจคน แต่ก็ยังถือเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอยู่ในการจูงใจคน ท่านผู้อ่านลองทำแบบฝึกหัดง่ายๆ หน่อยซิครับ ท่านผู้อ่านลองเขียนสิ่งที่ท่านผู้อ่านคิดว่าเป็นปัจจัยที่มีผลต่อความกระตือรือร้นในการทำงานของเพื่อนร่วมงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชา โดยเรียงลำดับความสำคัญจากมากไปหาน้อย ไม่เกินห้าประการ

ผลออกมาเป็นอย่างไรบ้างครับปัจจัยในเรื่องของเงินและวัตถุรางวัลเป็นอันดับที่เท่าไรครับ? เคยมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ทำในลักษณะเดียวกับแบบฝึกหัดข้างต้น โดยสอบถามบุคลากรในองค์กรให้ลองเดาว่าอะไรเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ส่งผลต่อการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชาหรือเพื่อนร่วมงานของตนเอง ซึ่งผู้ทำวิจัยเองคาดเดาว่าปัจจัยในเรื่องเงินจะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอันดับแรกที่ทุกคนนึกถึงก่อนเป็นสิ่งแรก แต่ผลจากการวิจัยปรากฏว่าเงินเองกลับกลายเป็นเรื่องอันดับที่ห้าหรือหกที่ทุกคนนึกถึงด้วยซ้ำไป

อีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าเงินไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อการจูงใจบุคลากรในองค์กรให้ทำงานได้ดีขึ้น คือความสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนที่ผู้บริหารระดับสูงได้รับกับผลการดำเนินงานขององค์กร มีบทความและงานวิจัยหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าการที่ผู้บริหารระดับสูงได้รับผลตอบแทนที่สูงไม่ได้มีความสัมพันธ์กันอย่างชัดเจนกับการที่องค์กรมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น มีผลการวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าไม่มีหลักฐานทางวิชาการที่ออกมาอย่างชัดเจนว่าการจ่ายเงินหรือผลตอบแทนให้กับบุคลากรมากขึ้น จะทำให้คนทำงานมากขึ้นหรือทำงานดีขึ้น แถมในบางครั้งการที่องค์กรมุ่งเน้นในการใช้เงินเป็นสิ่งจูงใจผู้บริหารและพนักงานเป็นหลักกลับจะก่อให้เกิดผลเสียต่อองค์กรในระยะยาวด้วยซ้ำไป ดูได้จากตัวอย่างของ Enron หรือบริษัทอื่นๆ ที่มีปัญหาในลักษณะเดียวกัน ที่มุ่งเน้นในการจูงใจผู้บริหารและพนักงานด้วยปัจจัยทางด้านการเงินเป็นหลัก ทำให้การทำงานของทุกคนมุ่งเน้นไปที่การทำงานเพื่อมุ่งสู่การได้รับผลตอบแทนทางการเงินเป็นหลัก และสุดท้ายนำไปสู่ความล้มสลายของบริษัท                 นอกจากการไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางด้านเงินกับแรงจูงใจแล้ว ผลงานวิจัยยังไม่พบหลักฐานสนับสนุนว่าผลตอบแทนที่เป็นเงินมีความสัมพันธ์กันอย่างชัดเจนกับความพึงพอใจในการทำงานของบุคลากรภายในองค์กร

ถึงแม้เงินจะไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการจูงใจให้คนทำงาน แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปอีกเช่นกันว่าอะไรหรือสิ่งใดคือปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการจูงใจคนมากที่สุด ผู้บริหารหลายๆ ท่านอาจจะบอกว่าไม่มีปัจจัยใดที่มีความสำคัญที่สุด การจะจูงใจคนให้ดีที่สุดจะต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์หรือสภาพแวดล้อมในขณะนั้น รวมทั้งขึ้นอยู่กับตัวบุคคลแต่ละคนด้วยว่าปัจจัยใดจึงจะสามารถจูงใจเขาได้ดีที่สุดในขณะนั้น ผมเองเชื่อว่าในแต่ละสถานการณ์หรือสภาพแวดล้อมปัจจัยที่มีผลต่อการจูงใจสำหรับบุคคลแต่ละคนย่อมที่จะแตกต่างกันออกไป ส่วนเงินนั้นก็คงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการจูงใจ แต่ย่อมไม่ใช่ปัจจัยที่มีอิทธิพลหรือความสำคัญที่สุดเสมอไป