11 July 2003

ท่านผู้อ่านชอบเล่านิทานให้เด็กๆ ฟังไหมครับ? ถ้าท่านผู้อ่านชอบเล่านิทาน ท่านผู้อ่านจะพบว่าทักษะในการเล่านิทานนั้นจะกลายเป็นทักษะอย่างหนึ่งที่จำเป็นสำหรับผู้บริหารในอนาคต ในปัจจุบันผมได้อ่านเจอบทความจำนวนมากที่พยายามใช้นิทานเข้ามาช่วยในการพูดเพื่อจูงใจบุคลากร หรือในการเขียนแผนธุรกิจ และมีตัวอย่างของผู้บริหารหรือองค์กรที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากที่ได้ใช้การเล่านิทานเป็นเครื่องมือในการสื่อสารและถ่ายทอดความคิดของตนเอง

การเล่านิทานนั้นไม่ได้หมายถึงการเล่าเรื่องที่ไม่จริง หรือมีส่วนของความเป็นจริงอยู่น้อยมาก แต่เป็นการนำข้อมูล และข้อเท็จจริงต่างๆ มาสื่อสารในรูปของนิทาน เพื่อให้ผู้ฟังได้เกิดความคล้อยตาม เพื่อกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจที่พร้อมที่จะทำงานให้กับองค์กรอย่างเต็มความสามารถ ท่านผู้อ่านได้สังเกตบ้างไหมครับว่าหลายๆ ครั้งเมื่อผู้บริหารพยายามที่จะชี้แจงหรือจูงใจบุคลากรในองค์กรนั้น การนำเสนอแต่ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียว จะไม่ทำให้ผู้ฟังเกิดอารมณ์หรือความรู้สึกร่วม ทั้งนี้เนื่องจากการนำเสนอแต่ข้อมูลเพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นการสร้างอารมณ์ร่วมระหว่างผู้พูดกับผู้ฟังแต่ประการใด

 มีวิธีอยู่สองประการในการพูดเพื่อจูงใจผู้อื่น วิธีแรกเป็นวิธีที่เราได้รับการฝึกฝนกันมาตั้งแต่เด็ก โดยเป็นการบอกเล่าในเชิงของพรรณนาโวหาร  โดยมีการนำเสนอข้อมูลและผลการวิเคราะห์ต่างๆ วิธีการนี้เป็นวิธีที่พบได้บ่อยในการพูดของผู้บริหารทั่วๆ ไป แต่ปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นกับวิธีนี้ก็คือ ถ้าผู้ฟังมีข้อมูลหรือสมมติฐานของตนเองอยู่ในใจก็ย่อมยากที่จะทำให้เกิดการยอมรับต่อสิ่งที่รับฟังได้ ดังนั้นในขณะที่ผู้บริหารกำลังพูดเพื่อโน้มน้าวผู้ฟังอยู่ ผู้ฟังก็อาจจะกำลังเกิดการโต้เถียงอยู่ในใจก็ได้ นอกจากนั้นปัญหาอีกประการหนึ่งก็คือถ้าเราสามารถที่จะโน้มน้าวผู้ฟังได้สำเร็จ ก็มักจะเกิดขึ้นเนื่องจากเหตุผลและข้อมูลที่พร้อมกว่า แต่ในจิตใจนั้นอาจจะไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด 

อีกวิธีการหนึ่งในการชักจูงผู้ฟังก็คือการใช้นิทานเป็นสื่อในการจูงใจผู้ฟัง เนื่องจากในการเล่านิทานนั้นเราสามารถที่จะนำเสนอได้ทั้งข้อมูล ข้อเท็จจริงต่างๆ รวมทั้งการกระตุ้นผู้ฟังให้เกิดอารมณ์ร่วมกับสิ่งที่เราเล่า แต่การเล่านิทานให้ได้ทั้งเนื้อหาที่ต้องการและกระตุ้นให้ผู้ฟังเกิดอารมณ์ร่วมนั้นไม่ใช่สิ่งที่ง่าย ผู้เล่าเองจะต้องมีทักษะในการเล่าเรื่องที่ดีพอสมควร

ในวารสาร Harvard Business Review ฉบับเดือนมิถุนายนได้มีการสัมภาษณ์นักเขียนบทชื่อดังของ Hollywood เกี่ยวกับการพูดเพื่อจูงใจบุคลากร นักเขียนบทรายนี้ได้เสนอว่าแทนที่ผู้บริหารจะนำเสนอแนวคิดหรือจูงใจบุคลากรด้วยข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียว ผ่านทางการนำเสนอที่สวยหรู ผู้บริหารสามารถที่จะตรึงใจผู้ฟังได้มากกว่าด้วยการเล่าเรื่องหรือเล่านิทาน ทั้งนี้เนื่องจากการเล่านิทานจะเป็นการตอบสนองต่อความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน และสิ่งที่ได้รับจากการเล่านิทานนั้นไม่ใช่เพียงแค่ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่ยังเป็นการซึมซับประสบการณ์หรือความรู้สึกส่วนตัวของผู้เล่าด้วย

นอกเหนือจากการชักจูงผู้ฟังด้วยการเล่าเรื่องแล้ว การเขียนแผนธุรกิจขององค์กรก็สามารถที่จะทำออกมาให้ได้ดี โดยนำการเล่านิทานเข้ามาผสมผสานด้วย บริษัทชั้นนำของโลกอย่าง 3M ได้ประยุกต์การเขียนแผนธุรกิจเสียใหม่ โดยการนำเอาการเล่านิทานเข้ามาผสมผสาน ทั้งนี้เนื่องจากนิทานถือเป็นเครื่องมือตั้งแต่โบราณที่มีความสำคัญต่อความสามารถในการคิดและการจดจำของคนเรา แพทย์ถึงได้สนับสนุนให้คุณพ่อคุณแม่ได้เล่านิทานให้เด็กฟัง เนื่องจากเมื่อเราได้ฟังนิทาน จะทำให้เรามองเห็นภาพที่ชัดเจนและเกิดจินตนาการได้ต่อไปว่าถ้าเราเป็นตัวเอกเราจะทำอย่างไร และเกิดผลลัพธ์อย่างไร นอกจากนี้ยังมีการวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่านิทานถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่ทำให้คนเกิดการเรียนรู้และจดจำ เนื่องจากนิทานที่ดีจะช่วยทำให้เราสามารถมองเห็นความสัมพันธ์ในเชิงเหตุและผลระหว่างกิจกรรมหรือเหตุการณ์ต่างๆ รวมทั้งลำดับความสำคัญของกิจกรรมต่างๆ การเขียนแผนธุรกิจในลักษณะของนิทานจะทำให้คนสามารถจดจำประเด็นต่างๆ ได้ชัดเจนและเห็นภาพได้ชัดเจนกว่า

ท่านผู้อ่านคงต้องกลับไปฝึกฝนฝีมือในการเล่านิทานกันใหม่แล้วนะครับ เพราะในอนาคตคุณสมบัติที่สำคัญอย่างหนึ่งของผู้บิรหารคงจะต้องเพิ่มความสามารถในการเล่านิทานเข้าไปด้วย

ก่อนจบผมขอฝากข่าวประชาสัมพันธ์หน่อยนะครับ สำหรับท่านผู้อ่านที่สนใจแนวคิดในเรื่องของห้อง Management Cockpit หรือห้องปฏิบัติการทางการจัดการ (เป็นห้องประชุมที่ประกอบด้วยตัวชี้วัดและข้อมูลสำหรับใช้ในการตัดสินใจ) ที่ผมได้เคยนำเสนอไว้ ตอนนี้มีข่าวดีครับ Prof. Patrick Georges ซึ่งเป็นผู้ที่คิดค้นห้องนี้จะมาเมืองไทยและบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ Management Cockpit and the ‘War Room for Business’ ในโอกาสที่หลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศทางธุรกิจของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬา ได้ก่อตั้งมาครบ 12 ปี โดยการบรรยายจะจัดให้มีในเช้าวันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม นี้ ถ้าท่านผู้อ่านสนใจสามารถโทรศัพท์ไปสอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลข 02-218-5715-6 แล้วเจอกันในวันนั้นนะครับ