10 May 2003

ในช่วงหลังเราจะได้ยินคำว่า CEO (Chief Executive Officer) กันบ่อยมากไม่ว่าจะเป็นในภาคธุรกิจหรือการบริหารราชการแผ่นดิน และข่าวความสำเร็จหรือล้มเหลวของหลายๆ ขององค์กรทั้งในและต่างประเทศ ก็มักจะมาจากผู้ที่เป็น CEO จนเริ่มจะเกิดความรู้สึกแล้วว่าตัวผู้นำสูงสุดเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้องค์กรสำเร็จหรือล้มเหลว จริงๆ ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรไม่ได้มีเฉพาะ CEO คนเดียวเท่านั้น เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่าเวลาเราพูดถึงกลุ่มผู้บริหารระดับสูงขององค์กร เรามักจะเรียกเป็นผู้บริหารระดับ C หรือ C – Level ที่ตำแหน่งขึ้นต้นด้วยตัว C (มาจาก Chief) แล้วลงท้ายด้วยตัว O (มาจาก Officer) แต่ต่างกันที่ตัวกลางที่แสดงถึงขอบเขต หน้าที่ และความรับผิดชอบ ตั้งแต่ COO (ตัวกลางคือ Operating) CFO (ตัวกลางคือ Financial) CIO (ตัวกลางคือ Information) CSO (ตัวกลางคือ Science) CKO (ตัวกลางคือKnowledge) เป็นต้น ซึ่งตำแหน่งของผู้บริหารในระดับ C ของแต่ละองค์กรก็มักจะแตกต่างกันออกไป

ถึงแม้ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงภายในองค์กรจะมีอยู่พอสมควร แต่ดูเหมือนว่าทุกคนจะให้ความสำคัญกับตัวผู้นำสูงสุดมากเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นในแวดวงวิชาการที่เมื่อเราศึกษาในเรื่องของภาวะผู้นำ ก็จะมุ่งเน้นแต่เฉพาะตัวผู้นำสูงสุดเป็นหลัก หรือในแวดวงการบริหารราชการและธุรกิจที่เวลาเราพูดถึงสาเหตุของความสำเร็จหรือล้มเหลวก็มักจะชี้ไปที่ตัวผู้นำสูงสุดเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่ดูเหมือนว่าเราจะมักจะมองว่าผู้นำเป็นคำตอบสุดท้ายในการทำให้องค์กรประสบความสำเร็จไม่ว่าจะเป็นแนวคิดในเรื่องของผู้ว่า CEO ที่กำลังโด่งดัง หรือจากการที่องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนหลายแห่งต่างแสวงหาหนทางในการประสบความสำเร็จ ด้วยการจ้างหรือโยกย้ายบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นผู้นำสูงสุดในแบบข้ามาคนเดียว โดยหวังว่าผู้ที่มาใหม่นั้นจะสามารถพลิกฟื้นหรือทำให้องค์กรประสบความสำเร็จได้

แต่ในความเป็นจริงนั้นผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านทุกท่านก็คงทราบอยู่แก่ใจว่าผู้บริหารระดับสูงที่มีความสำคัญและบทบาทที่สำคัญต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวนั้นไม่ได้มีแค่ตัวผู้นำสูงสุด (หรือ CEO) เพียงคนเดียว แต่ยังต้องอาศัยทีมของผู้บริหารระดับสูงอีกหลายๆ ท่านที่เข้าส่งเสริมและสนับสนุน เนื่องจากการนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จนั้นไม่สามารถที่จะพึ่งพาคนๆ เดียวได้ แต่ทั้งๆ ที่เรารู้กันอยู่แต่ทำไมเวลาเรานึกถึงความสำเร็จหรือความล้มเหลวขององค์กรเมื่อใดเราก็มักจะนึกถึงแต่ตัวผู้นำสูงสุดเพียงคนเดียวเท่านั้น ในองค์กรที่ประสบความสำเร็จนั้นตัวผู้นำสูงสุดก็มักจะเป็นคนเดียวในองค์กรที่ได้รับการยกย่องหรือขึ้นปกวารสารธุรกิจชื่อดัง หรือถ้าองค์กรประสบกับปัญหาและล้มเหลว ผู้นำสูงสุดก็มักจะเป็นผู้รับเคราะห์เพียงคนเดียวจากความล้มเหลวด้วยการถูกให้ออกบ้าง หรือถูกฟ้องร้องบ้าง ดูเหมือนว่าตำแหน่งผู้นำสูงสุดจะเป็นตำแหน่งที่มีผลตอบแทนที่สูงแต่ก็มีความเสี่ยงที่สูงตามไปด้วย

ในวารสาร Harvard Business Review ฉบับเดือนที่แล้ว (เมษายน) ได้มีบทความหนึ่งที่นำเสนอแนวคิดทางด้านการจัดการที่ทางวารสารคิดว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจสำหรับปี2003 และประเด็นหนึ่งที่ทางวารสาร HBR ยกขึ้นมาก็คือในเรื่องที่ว่า Leaders Don’t Lead Alone หรือถ้าพอจะแปลเป็นไทยก็คงออกมาในลักษณะที่ว่า ผู้นำสูงสุด ไม่ได้เป็นผู้บริหารองค์กรแต่เพียงลำพัง โดยในบทความดังกล่าวจะเตือนให้ทุกองค์กรคอยระวังเหมือนกันว่าการที่องค์กรหวังจะพึ่งพาตัวผู้บริหารสูงสุดเพียงลำพังเป็นสิ่งที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาองค์กรในอเมริกามีบทเรียนราคาแพงจากการพึ่งพาตัวผู้นำสูงสุดเป็นหลัก แต่ตัวผู้นำสูงสุดเองกลับเป็นผู้ที่นำพาองค์กรไปสู่ความล้มเหลวและล่มจม แต่ในขณะเดียวกันผู้นำสูงสุดเองก็ไม่ควรที่จะเป็นแพะรับบาปเมื่อองค์กรล้มเหลว เนื่องจากผู้นำไม่ได้บริหารองค์กรในระบบสูญญากาศแต่ยังมีคณะกรรมการบริษัทที่คอยตรวจสอบและติดตามการบริหารของผู้นำสูงสุด อีกทั้งยังมีผู้บริหารระดับสูงอื่นๆ ที่มีส่วนร่วมในการบริหารองค์กร

นอกจากนี้ในบทความดังกล่าวยังแนะนำให้ทุกองค์กรมีความเชื่อถือต่อผู้นำสูงสุดในระดับที่พอเหมาะ เนื่องจากความเชื่อถือต่อผู้นำสูงสุดเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ไม่ควรเชื่อแบบลืมหูลืมตา เนื่องจากถ้าคณะกรรมการบริษัท ผู้บริหารระดับรองๆ และบุคลากรทั่วทั้งองค์กรเกิดความเชื่อถือต่อผู้นำสูงสุดแบบไม่ลืมหูลืมตาแล้ว ก็อาจจะเปิดโอกาสให้ผู้นำสูงสุดใช้อำนาจในทางที่ผิดได้ ดังนั้นทุกคนในองค์กรจึงควรจะมีความสมดุลระหว่างความเชื่อกับความสงสัยในตัวผู้นำสูงสุด จะให้เอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งมากเกินไปคงจะไม่ดี

ในบทความดังกล่าวยังยกงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าในองค์กรที่ประสบกับปัญหาในการดำเนินงานและคิดว่าผู้นำสูงสุดคือแพะรับบาปสำหรับความล้มเหลวดังกล่าว ดังนั้นจึงมักจะลงเอยด้วยการให้ผู้นำสูงสุดท่านนั้นออก ปรากฎว่าผลการดำเนินงานขององค์กรก่อนและหลังการไล่ผู้นำสูงสุดออกไม่ได้มีความแตกต่างกันแต่อย่างใด แสดงว่าความล้มเหลวขององค์กรนั้นไม่ได้อยู่ที่ตัวผู้นำสูงสุดเพียงคนเดียว นอกจากนี้ผลวิจัยชิ้นเดียวกันยังชี้ให้เห็นว่ากว่าร้อยละ 65 ขององค์กรที่ผลการดำเนินงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้บริหารสูงสุดเป็นหลัก แต่ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมในการแข่งขันและในระดับมหภาคที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ความล้มเหลวในการบริหารของผู้นำสูงสุดเป็นผลที่เกิดขึ้นมากกว่าเป็นสาเหตุที่แท้จริง

ในช่วงนี้เราค่อนข้างให้ความสำคัญกับผู้นำสูงสุดในองค์กรกันค่อนข้างมาก แต่ต้องอย่าลืมนะครับว่าความสำเร็จหรือล้มเหลวขององค์กรใดก็ตามไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวผู้นำสูงสุดเพียงคนเดียว ยังมีปัจจัยอีกมากที่ส่งผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวขององค์กร ผู้นำสูงสุดเป็นเพียงปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งเท่านั้นเอง