2 August 2003

จากที่สองสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้นำเสนอความสัมพันธ์ระหว่าง Balanced Scorecard กับหลัก Good Governance  ในสัปดาห์นี้ผมเลยขออนุญาตคุยต่อเนื่องถึงบทบาทที่เปลี่ยนไปของคณะกรรมการบริษัท (Board of Directors) ซึ่งดูเหมือนว่าจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากความตื่นตัวในเรื่องของ Corporate Governance และการปรับเปลี่ยนในบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการบริษัทนั้นดูเหมือนว่าจะเริ่มต้นมาจากทางอเมริกาก่อนและในปัจจุบันก็ได้เริ่มเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น

ในอดีตเวลาเรานึกถึงผู้ที่จะเป็นคณะกรรมการบริษัทได้นั้นมักจะหนีไม่พ้นผู้ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท หรือผู้บริหารระดับสูง หรือผู้ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเจ้าของบริษัท หรืออดีตข้าราชการและผู้บริหารที่เกษียณอายุแล้ว ซึ่งภาพที่คนภายนอกมีต่อภาระหน้าที่ของผู้ที่เป็นกรรมการบริษัทนั้นก็จะเป็นงานที่สบายไม่หนัก มีเกียรติ พรั่งพร้อมพร้อมด้วยสิทธิพิเศษต่างๆ แถมในองค์กรบางแห่งสิทธิพิเศษนั้นยังติดตัวไปแม้กระทั่งพ้นจากตำแหน่งกรรมการบริษัทแล้วก็ตาม อย่างไรก็ดีดูเหมือนภาพนั้นคงต้องเปลี่ยนไป กรรมการบริษัทในปัจจุบันคงจะต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อปกป้องและดูแลการบริหารงานองค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุด แถมยังมีแนวโน้มที่กรรมการบริษัทจะต้องถูกประเมินผลการทำงานเหมือนกับผู้บริหารระดับสูงอื่นๆ ในองค์กรด้วย

ในอเมริกาเองได้มีการออกกฎหมายเกี่ยวกับ Corporate Governance ขึ้นมาเมื่อปีที่ผ่านมา (The Sarbanes-Oxley Act) เพื่อเป็นแนวทางในการทำให้องค์กรมีการบริหารที่โปร่งใสและชัดเจนขึ้น และส่งผลให้องค์กรจำนวนมากในอเมริกาต้องมีการปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ของกรรมการบริษัทกันใหม่ อย่างไรก็ดีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็ยังไม่สามารถตอบได้ว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้น ได้นำไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นกับบริษัทมากน้อยเพียงใด แต่อย่างน้อยการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็ได้กระตุ้นให้ทุกฝ่ายที่เกิดขึ้นมีความตื่นตัวในเรื่องของความซื่อสัตย์ในการบริหารมากขึ้น เรามาลองดูกันนะครับว่าการเปลี่ยนสำคัญๆ ที่คณะกรรมการบริษัทจะต้องเผชิญประกอบด้วยอะไรบ้าง

เริ่มตั้งแต่การแยกบทบาทของผู้ที่เป็นผู้บริหารสูงสุดของบริษัท (ไม่ว่าจะเป็น MD หรือ CEO) กับผู้ที่เป็นประธานคณะกรรมการบริษัทให้แยกออกมาอย่างชัดเจนขึ้น ในอดีตเราอาจจะพบเจอในหลายบริษัทที่ผู้ที่เป็นผู้บริหารสูงสุดก็นั่งในตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริษัทด้วย แต่ในปัจจุบันสิ่งเหล่านี้ควรที่จะลดน้อยลง อีกทั้งมีการแต่งตั้งกรรมการบริษัทที่มีความเป็นอิสระมากขึ้น ในอดีตเรามีแนวคิดว่าผู้ที่จะมาเป็นกรรมการบริษัทได้นั้นควรจะเป็นผู้ที่มีส่วนได้เสียกับบริษัท ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัท ผู้ถือหุ้น บุคคลในครอบครัวหรือผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยการตั้งกรรมการบริษัทที่เป็นผู้ที่มีส่วนได้เสียนั้นก็หวังว่าบุคคลเหล่านั้นจะสามารถรักษาผลประโยชน์ให้กับบริษัทได้มากที่สุด แต่กลับกลายเป็นว่ากรรมการบริษัทเหล่านั้นรักษาผลประโยชน์จริงแต่กลับเป็นผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก โดยลืมมองถึงผลกระทบต่อตัวบริษัท ผู้ถือหุ้นรายย่อย และพนักงาน 

นอกเหนือจากการแยกบทบาทของผู้บริหารระดับสูงกับกรรมการบริษัทให้ชัดเจนแล้ว ในองค์กรหลายแห่งได้เริ่มที่จะการประชุมระหว่างกรรมการบริษัทโดยไม่มีผู้บริหารระดับสูงของบริษัทร่วมอยู่ด้วย เนื่องจากในการประชุมของคณะกรรมการบริษัทโดยทั่วๆ ไป ผู้บริหารระดับสูงมักจะมีโอกาสได้เข้าร่วมเสมอไม่ว่าในฐานะของกรรมการคนหนึ่ง หรือในฐานะของความเป็นผู้บริหารระดับสูง ซึ่งส่งผลต่อเรื่องที่หารือและการตัดสินใจของกรรมการบริษัทท่านอื่นๆ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากความเกรงใจหรือเกรงกลัวต่อตัวผู้บริหารระดับสูง

การเปลี่ยนแปลงข้างต้นเป็นการเปลี่ยนแปลงในบทบาทหน้าที่ของตัวคณะกรรมการบริษัท และในขณะเดียวกันคณะกรรมการบริษัทในยุคใหม่เองก็ควรที่จะถูกประเมินผลด้วย ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านจำนวนมากคงจะมีคำถามอยู่ในใจถึงคุณประโยชน์ที่กรรมการบริษัทแต่ละท่านก่อให้เกิดแก่บริษัท เนื่องจากเรามักจะได้ยินเสมอว่ากรรมการบริษัทบางท่านก็ชอบไปนั่งหลับในห้องประชุมหรือติดธุระยุ่งจนไม่มีเวลาที่จะเข้าร่วมประชุมกรรมการบริษัท ดังนั้นแนวโน้มประการหนึ่งที่คงจะหนีไม่พ้นในอนาคตอันใกล้ได้แก่การที่กรรมการบริษัทจะถูกประเมินผลการทำงาน โดยพิจารณาจากคุณประโยชน์ที่กรรมการเหล่านั้นทำให้แก่บริษัท อีกทั้งคงจะต้องมีกลไกที่จะใช้ในการปรับเปลี่ยนกรรมการที่ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับบริษัทเท่าที่ควรออกด้วย ดูเหมือนว่าในอนาคตผู้ที่จะเป็นกรรมการบริษัทคงจะต้องมีภาระและความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นนะครับ แต่ก็ต้องนึกว่าเพื่อการเติบโตของบริษัท

สุดท้ายผมขอฝากข่าวประชาสัมพันธ์ของตัวเองหน่อยนะครับ หนังสือ Balanced Scorecard เล่มที่สองของผมได้ออกวางจำหน่ายแล้วในชื่อ “Balanced Scorecard: รู้ลึกในการปฏิบัติ” ซึ่งเนื้อหาภายในเล่มจะมุ่งเน้นเกี่ยวกับแนวทางในการนำ BSC มาปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลสำเร็จ ท่านผู้อ่านที่สนใจสามารถหาซื้อที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ นะครับ