29 March 2003

ท่านผู้อ่านได้มีโอกาสไปงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติหรือยังครับ ถ้ายังควรจะหาโอกาสไปนะครับ งานนี้เขามีถึงวันที่ 7 เมษายน นี้เท่านั้น เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมเองได้มีโอกาสแวะไปก็เลยขออนุญาตมาเล่าประเด็นและข้อสังเกตที่น่าสนใจจากงานสัปดาห์หนังสือในครั้งนี้หน่อยนะครับ โดยปกติงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติจะจัดขึ้นปีละครั้งในช่วงนี้ แต่ก็มีงานใหญ่อีกงานคืองานมหกรรมหนังสือ ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี ทำให้หนอนหนังสือได้มีโอกาสเลือกซื้อหนังสืออย่างมโหฬารปีละสองครั้ง ผมเองไม่เคยพลาดโอกาสที่จะไปงานทั้งสองงานทุกปี ทำให้ได้เห็นพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับงานหนังสือและธุรกิจหนังสือพอสมควร

เริ่มแรกสุดในปีนี้พบว่ากระแสนิยมจีนมาแรงมากครับ เรียกได้ว่าแรงกว่างานในปีก่อนๆ มากทีเดียว ในปีนี้มีหนังสือและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับจีนออกมาค่อนข้างมากกว่าทุกครั้ง ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นจากกระแสนิยมเอเชียที่เริ่มมากขึ้นทุกขณะในบ้านเรา รวมทั้งความสำคัญของประเทศจีนต่อเศรษฐกิจและการค้าในภูมิภาค อย่างไรก็ดีปรากฏว่าตัวชูโรงในเรื่องของจีนในงานสัปดาห์หนังสือในครั้งนี้กลับกลายเป็นสี่หนุ่มจากไต้หวัน ในนามของ F4 ที่เรียกได้ว่ากำลังคลั่งไคล้กันมาก ไม่ว่าจะเป็น วัยเด็ก วัยรุ่น วัยแม่ หรือวัยคุณยาย มีบูธของสำนักงานพิมพ์หลายแห่งที่ใช้รูป โปสเตอร์ หรือผลิตภัณฑ์ของ F4 เป็นแม่เหล็กในการดึงคนเข้ามา บางแห่งลงทุนเปิดมิวสิกวิดีโอของ F4 เพื่อต้องการให้คนมามุงดูบูธของตนเยอะๆ เรียกได้ว่าในปีนี้แม่เหล็กที่ใช้ดึงคนเข้าร้านในอดีตอย่าง แฮรี่ พอร์ตเตอร์ กลายเป็นสินค้าโละสต๊อกเลยทีเดียว นอกจากสี่หนุ่ม F4 แล้วกระแสจีนที่มาแรงและเห็นได้มากในงานสัปดาห์หนังสือในปีนี้ได้แก่หนังสือหรือสื่อการสอนที่เกี่ยวข้องกับภาษาจีน ที่มีขายมากกว่าปีที่ผ่านๆ มา ดูเหมือนว่าคนไทยจะตื่นตัวที่จะเรียนรู้ภาษาจีนกันมากขึ้น ซึ่งก็ไม่ทราบเหมือนกันว่ามาจากกระแสเศรษฐกิจการค้า หรือกระแส F4 กันแน่ กระแสนิยมจีนประเด็นสุดท้ายที่สังเกตได้คือในเรื่องของนิยายจีนไม่ว่าจะเป็นนวนิยายอมตะต่างๆ ที่ถึงขนาดมีการจัดโชว์ข้างหน้าห้องโถงใหญ่ หรือ นิยายกำลังภายในที่มีขายในงาน สังเกตดูจะเห็นว่าในปีนี้นิยายกำลังภายในของจีนมีขายมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านๆ มา ทั้งจำนวนร้านที่ขาย และจำนวนนิยายกำลังภายในที่มีให้เลือก ก็คงต้องดูกันต่อไปนะครับว่ากระแสนิยมจีนจะยังมาแรงในมหกรรมหนังสือในปลายปีนี้หรือไม่ หรือพอ F4 จบไปแล้วจะทำให้กระแสนิยมจีนลดลง

ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือในปัจจุบันดูเหมือนว่าสำนักพิมพ์จำนวนมากได้นำหลักการทางด้านการตลาดมาใช้กันอย่างกว้างขวาง โดยการนำหลัก 4P (Product, Price, Place, Promotion) ของทางด้านการตลาดมาปรับใช้ ซึ่งจริงๆ แล้วปรากฎการณ์นี้ก็เกิดขึ้นมาในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง P ตัวแรก (Product หรือตัวสินค้า) และ P ตัวสุดท้าย (Promotion หรือการส่งเสริมการขาย) สำนักพิมพ์หลายแห่งพยายามที่จะชูหนังสือหรือนิยายของตนบางเรื่องให้เป็นสินค้าหลักสำหรับงานหนังสือในแต่ละครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นพวกวรรณกรรมเยาวชนหรือหนังสือสำหรับวัยรุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งวรรณกรรมสำหรับเยาวชนและวัยรุ่นในเชิงจินตนาการจะได้รับการชูให้โดดเด่นมากเป็นพิเศษ ซึ่งหนังสือเหล่านี้มักจะแปลมาจากต่างประเทศ และมักจะมีการเขียนไว้ในปกหลังว่าเป็นหนังสือที่มีการแปลกว่า 100 ภาษาบ้าง หรือ เป็นวรรณกรรมที่มีคนอ่านมากที่สุดทั่วโลกบ้าง จนสุดท้ายผมเองเริ่มงงว่าเล่มไหนกันแน่ที่เป็นสุดยอดวรรณกรรมเยาวชนจริงๆ หนังสือเหล่านี้จะได้รับการออกแบบปกและรูปเล่มให้สวยงามหรือมีสีสันที่สะดุดตา นอกจากนี้สำนักงานพิมพ์ก็จะพยายามชูหนังสือเหล่านี้ให้เป็นตัวเอกของบูธตนเอง เรียกว่าบางบูธเดินเข้าไปแล้วปรากฏว่ามีหนังสืออยู่เรื่องเดียวเท่านั้นเอง พฤติกรรมอย่างหนึ่งที่สังเกตเห็นมาหลายปีก็คือพองานหนังสือในครั้งต่อไปวรรณกรรมที่เป็นพระเอกเหล่านี้ก็จะกลายเป็นพระรอง และมีวรรณกรรมเรื่องอื่นที่กลายเป็นพระเอกขึ้นมาแทน 

หนังสืออีกประเภทหนึ่งที่เห็นมากขึ้นในงานสัปดาห์หนังสือในครั้งนี้ ได้แก่หนังสือทางด้านบริหาร ซึ่งหนังสือทางด้านบริหารเหล่านี้ก็ยังแบ่งออกได้เป็นอีกหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นหนังสือที่แปลมาจาก Best Sellers ของต่างประเทศ หรือหนังสือที่เขียนขึ้นมาโดยนักคิด นักวิชาการ และนักธุรกิจของไทย หรือหนังสือที่บอกเล่าประวัติความเป็นมาขององค์กรหรือผู้บริหารที่ต่อสู่ดิ้นรนจนประสบความสำเร็จ หนังสือทางด้านการบริหารเหล่านี้ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานกันพอสมควร แต่อาจจะยังไม่ฟู่ฟ่าเท่าพวกวรรณกรรมเยาวชนต่างๆ อย่างไรก็ดีดูเหมือนจะเป็นแนวโน้มที่น่าสนใจประการหนึ่งว่าคนไทยได้หันมาสนใจและให้ความสำคัญต่อการบริหารมากขึ้น

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือผมเองมีความรู้สึกว่าทั้งผู้เขียนและสำนักพิมพ์จะมีการแบ่งค่ายที่ชัดเจนขึ้น ในอดีตเราสามารถที่จะไปร้านหนังสือใหญ่ๆ และจะมีหนังสือของผู้เขียนทุกคนและทุกค่ายให้ได้เลือก แต่ในช่วงหลังมานี้เองพบว่าบูธหรือร้านหนังสือประเภทนั้นจะหาได้ยากขึ้นทุกขณะ สำนักพิมพ์แต่ละแห่งต่างพยายามหานักเขียนดังๆ ให้มาอยู่ในสังกัดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนนวนิยายไทย เรื่องสั้น หรือเรื่องทางด้านบริหาร จนตอนนี้เหมือนกับเป็นที่รู้กันในหมู่นักอ่านว่าถ้าจะหางานเขียนของนักเขียนคนไหนก็จะต้องตรงไปยังบูธของสำนักพิมพ์ที่นักเขียนนั้นสังกัดทันที ซึ่งสำนักพิมพ์ที่มีนักเขียนในสังกัดก็ส่วนใหญ่จะเป็นสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่ ปรากฎการณ์นี้ดูเหมือนว่าจะทำให้ทั้งสำนักพิมพ์และตัวนักเขียนเองสามารถสร้างความแตกต่างในสายตาของนักอ่านอย่างชัดเจน ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวสำนักพิมพ์ นักเขียนและผู้อ่าน แต่ผู้ที่จะเสียเปรียบคงจะเป็นสำนักพิมพ์ขนาดเล็กที่ไม่สามารถหานักเขียนที่เป็นดาวมาสังกัดได้ สังเกตได้จากงานนี้มีสำนักพิมพ์ใหม่หลายแห่งที่พยายามเปิดตัวนักเขียนหน้าใหม่ เพื่อหวังปั้นให้เป็นดาว นอกจากนี้นักเขียนบางท่านที่มีทุนทรัพย์พอสมควรก็หันมาเปิดสำนักพิมพ์ของตัวเองเสียเลย เรียกว่าไม่ต้องไปอยู่ในสังกัดของใคร ซึ่งข้อดีคงจะเป็นในเรื่องของความอิสระในการบริหารและผลตอบแทน แต่ก็คงมีอำนาจต่อรอง หรือการกระจายหนังสือสู้สำนักพิมพ์ขนาดใหญ่ไม่ได้

สุดท้ายงานหนังสือในปีนี้เราจะพบรถเข็นมากขึ้นกว่าปีก่อนๆ และดูท่าจะมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นด้วยครับ รถเข็นที่ว่านี้มีทั้งกะบะที่มีล้อ หรือกระเป๋าจ่ายตลาดที่มีล้อ หรือแม้กระทั่งกระเป๋าเดินทางที่มีล้อลาก จริงๆ แล้วรถเข็นเหล่านี้มีมานานแล้วในงานหนังสือที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนปีนี้จะมากขึ้น ซึ่งก็เป็นนิมิตหมายที่ดีนะครับว่าผู้ที่เข้าชมงานคงจะขนซื้อหนังสือกลับไปกันมากมายจนถือไม่ไหวต้องอาศัยรถเข็นเข้าช่วย

ท่านผู้อ่านที่ยังไม่ได้ไปงานสัปดาห์หนังสือในปีนี้อย่าลืมหาโอกาสแวะไปนะครับ นอกจากจะได้หนังสือดีๆ กลับมาอ่านมากมายแล้ว ลองไปสังเกตบรรยากาศในงานซิครับ ผมว่าน่าสนใจทีเดียว