15 January 2003

ในสัปดาห์ที่แล้วผมได้เขียนถึงหนังสือทางด้านการจัดการที่ติดอันดับเมื่อปีที่ผ่านมาทั้งในด้านเงินและกล่อง โดยนำข้อมูลมาจาก Amazon, Barnes & Noble, Business Week, Economist, และ วารสาร Strategy + Business ซึ่งเมื่อคัดเลือกรายชื่อหนังสือที่ปรากฎซ้ำๆ กันในหลายๆ โผแล้ว พบว่าหนังสือเหล่านี้ประกอบไปด้วย Execution, The Heart of Change, Primal Leadership, Leadership: Rudolp W. Giuliani, และ Who Says Elephants Can’t Dance? และเมื่อพิจารณาหนังสือเหล่านี้แล้วจะพบว่ามีแนวโน้มที่น่าสนใจหลายประการ ประการแรกคือ หนังสือสามเล่มในจำนวนห้าเล่มดังกล่าวเป็นหนังสือที่เขียนโดยผู้บริหารหรืออดีตผู้บริหารระดับสูงขององค์กรขนาดใหญ่หรือเมืองใหญ่ ซึ่งในรายละเอียดของหนังสือทั้งสามเล่มดังกล่าว ผมได้เขียนไว้แล้วในสัปดาห์ที่แล้ว ส่วนสัปดาห์นี้อยากจะมาพิจารณาต่อถึงประเด็นทางด้านการจัดการอื่นๆ ที่น่าสนใจจากรายชื่อหนังสือยอดนิยมเมื่อปีที่แล้ว

ขอกล่าวถึงหนังสืออีกเล่มที่มีความน่าสนใจไม่แพ้เล่มอื่นๆ คือ The Heart of Change ของJohn Kotter อาจารย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่เป็นหนังสือในตอนที่สองของ Kotter ต่อจาก Leading Change ซึ่งเป็นหนังสือขายดีอีกเล่มหนึ่งของเขาที่ออกมาในปี 1996 โดยปกติหนังสือเล่มสองหรือตอนต่อมักจะไม่ค่อยได้รับการตอบรับเท่าเล่มแรก (คงเหมือนกับภาพยนต์นะครับ) แต่ปรากฏว่าหนังสือ The Heart of Change กลับได้รับความสนใจไม่แพ้เล่มแรก โดยในหนังสือเล่มนี้ Kotter ได้นำเอาหลักการแนวคิดในเรื่องของผู้นำกับการเปลี่ยนแปลงที่เขาได้เคยเสนอไว้ใน Leading Change แปดประการมาขยายความต่อ โดยนำตัวอย่างประสบการณ์จริงของผู้บริหารมาอธิบายหลักการทั้งแปดประการให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น พูดง่ายๆ ก็เหมือนกับเล่มหลังเป็นเล่มที่นำเอาหลักการจากเล่มแรกมาใส่กรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริงๆ เนื้อหาในเล่มนี้จะมุ่งเน้นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ มากกว่าทฤษฎีหรือหลักแนวคิดเพียงอย่างเดียว

 ส่วนอีกเล่มหนึ่งที่ได้รับการกล่าวขวัญกันมากในปีที่แล้วคือ Primal Leadership เขียนขึ้นโดย Daniel Goleman และคณะ ซึ่ง Daniel Goleman เขาก็โด่งดังมาจากหนังสือเล่มก่อนหน้านี้ของเขาที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดในด้านของ Emotional Intelligence โดยในหนังสือ Primal Leadership ผู้เขียนมองว่าวิกฤตการณ์ของความน่าเชื่อถือขององค์กรธุรกิจต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้นเกิดจากผู้นำที่ขาด Emotional Intelligence หนังสือเล่มนี้ถือเป็นผลพวงของการวิจัยของผู้เขียนกว่าทศวรรษในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำที่โดดเด่นกับEmotional Intelligence ประเด็นที่สำคัญของหนังสือเล่มนี้มีสามประการได้แก่ ผู้นำที่โดดเด่นเป็นผู้นำที่มีระดับของ Emotional Intelligence ที่สูง และผู้นำเหล่านี้จะสามารถชี้นำและกระตุ้นให้บุคลากรภายในองค์กรดำเนินงานได้ตามเป้าหมาย โดยอารมณ์ของผู้บริหารจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของบุคลากรภายในองค์กรด้วย ประเด็นที่สองผู้เขียนพบว่าผู้นำสามารถที่จะพัฒนา Emotional Intelligence ให้เพิ่มขึ้นได้ และเมื่อพัฒนาแล้ว ระดับของ Emotional Intelligence นี้ก็จะยังคงอยู่ และประเด็นสุดท้าย ผู้นำสามารถที่จะพัฒนาทีมและวัฒนธรรมในการทำงานที่มี Emotional Intelligence ที่สอดคล้องกับของผู้นำได้

 จากรายชื่อหนังสือที่ทั้งขายดีและที่เป็นที่แนะนำทั้งห้าเล่มที่ผมยกมานั้นท่านผู้อ่านอาจจะเห็นแนวโน้มที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ รายชื่อหนังสือด้านการจัดการที่โดดเด่นในปีที่แล้วจะเป็นหนังสือที่มุ่งเน้นในเรื่องของการปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี สี่ในห้าเล่มจะเป็นหนังสือที่เขียนโดยหรืออ้างถึงประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ของผู้บริหาร ส่วนอีกเล่มหนึ่ง (Primal Leadership) เป็นหนังสือที่นำเสนอถึงแนวคิดเกี่ยวกับภาวะผู้นำที่มาจากผลการวิจัยกว่าสิบปี ในขณเดียวกันถ้าย้อนกลับไปดูหนังสือด้านการจัดการที่เป็นที่ยอดนิยมในปี 2001 ทุกคนก็คงจะนึกถึง Good to Great ของ Jim Collins ที่เป็นผลจากการศึกษาองค์กรต่างๆ เป็นจำนวนหลายปี ทำให้เห็นว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมาทั้งผู้เขียนและผู้อ่านเองมีกระแสที่จะนิยมหนังสือที่เมื่ออ่านแล้วสามารถนำแนวคิดนั้นไปใช้ในทางปฏิบัติให้ได้ผลที่ชัดเจน ซึ่งหลักการเหล่านี้ก็พิสูจน์มาแล้วจากองค์กรอื่นๆ พูดง่ายๆ เป็นการอ่านเพื่อที่จะสามารถนำไปปฏิบัติให้เกิดผลได้ มากกว่าที่จะอ่านเพื่อที่จะเพิ่มพูนสติปัญญาและความรู้เพียงอย่างเดียว

แนวโน้มนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในต่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ในเมืองไทยหนังสือเหล่านี้ก็เป็นหนังสือที่ขายดีเช่นกัน เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมลองไปหาหนังสือเหล่านี้จากทั้งศูนย์หนังสือจุฬาและเอเชียบุคส์ปรากฎว่าเจอเฉพาะหนังสือ Who Says Elephants Can’t Dance? เหลืออยู่เพียงไม่กี่เล่ม กระแสความนิยมหนังสือที่เน้นในเรื่องของประสบการณ์ในการนำไปปฏิบัติมากกว่าหนังสือที่เน้นเฉพาะทฤษฎีและหลักการเพียงอย่างเดียว คงจะบอกให้เราทราบได้ว่าในปัจจุบันผู้บริหารต้องการสิ่งที่สามารถนำไปปฏิบัติและเอาไปใช้ได้เลย ส่วนสิ่งที่ดูสวยงามหรือสลับซับซ้อนยุ่งยากแต่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในทางปฏิบัติให้เกิดเห็นผลได้นั้นดูจะไม่เหมาะกับผู้บริหารยุคใหม่

 ส่วนตัวผมเองนั้นหนังสือที่ชื่นชอบเป็นการส่วนตัวคือเรื่อง Execution ซึ่งเป็นหนังสือที่อ่านได้ง่าย และได้ข้อคิดหลายๆ ประการจากการบริหารงานของ Larry Bossidy ในหนังสือ Execution นั้นจะกล่าวเน้นถึงการปฏิบัติงานให้เกิดผลสำเร็จจริงๆ ไม่ใช่แค่การวางแผนหรือการพูดให้ดูดีเพียงอย่างเดียว แต่ทำงานแล้วไม่เกิดผลลัพธ์ หนังสือเล่มนี้เหมาะกับผู้ที่ชอบทำงานและมุ่งเน้นผลลัพธ์เป็นพิเศษ ถ้าท่านผู้อ่านสนใจลองหาอ่านดูได้นะครับ

 หนังสืออีกเล่มหนึ่งที่น่าสนใจในปีที่แล้วที่ผมอยากแนะนำท่านผู้อ่านชื่อ Business: The Ultimate Resource แต่หนังสือเล่มนี้เหมาะกับการเป็นหนังสืออ้างอิงหรือคัมภีร์ทางธุรกิจที่มีไว้ประจำสำนักงานหรือห้องสมุดมากกว่าที่จะเป็นหนังสือที่จะถืออ่านไปไหนมาไหนได้ เนื่องจากขนาดที่ใหญ่ หนากว่าสองพันกว่าหน้าและหนักพอๆ กับคอมพิวเตอร์โน๊ตบุคส์บางยี่ห้อ หนังสือเล่มนี้ถือว่าเป็นคัมภีร์ทางการจัดการที่สมบูรณ์แบบที่สุดเล่มหนึ่งที่ผมเคยเห็นมา โดยภายในหนังสือเล่มนี้ประกอบด้วยบทความเกี่ยวกับการจัดการในด้านต่างๆ จากนักเขียนชื่อดังจำนวนมาก มีห้องสมุดทางด้านการจัดการที่สรุปมาจากหนังสือด้านการจัดการที่มีอิทธิพลมากที่สุด 70 เล่ม มี Checklist สำหรับกิจกรรมด้านการจัดการที่สำคัญที่เราเจอกันเป็นประจำ มีส่วนที่อธิบายถึงประวัติและผลงานของนักคิดทางด้านการจัดการที่สำคัญของโลก มีคำนิยามศัพท์ทางด้านบริหารธุรกิจที่เรามักจะเจอกันบ่อยๆ มีข้อมูลเกี่ยวกับสถิติและข้อมูลของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทั้งในรูปของแผนที่ ตาราง และกราฟ สุดท้ายยังมีส่วนที่เป็นแหล่งอ้างอิงข้อมูลทั้งทางหนังสือและอินเตอร์เน็ต พูดง่ายๆ ครับว่ามีหนังสือเล่มนี้เล่มเดียวเหมือนกับมีห้องสมุดทางด้านการจัดการอยู่ในมือ เสียอย่างเดียวครับว่าหนักและหนาไปหน่อย แต่ก็แลกมาซึ่งรายละเอียดและเนื้อหาในหนังสือที่ถือว่าสมบูรณ์มาก และแถมยังมีเวบไซด์ให้เข้าไปดาวน์โหลดข้อมูลใหม่ๆ มาได้ตลอดเวลาอีกครับ

ในรอบปีที่ผ่านมามีหนังสือด้านการจัดการที่ดีๆ ออกมาค่อนข้างเยอะครับ และเชื่อว่าในปีนี้ก็คงมีออกมาไม่แพ้กัน ซึ่งก็กลายเป็นปัญหาของผู้ที่ชอบอ่านหนังสือเหล่านี้ทุกคนว่าจะต้องเจียดทั้งเงินและเวลามาหาซื้อหนังสือเหล่านี้อ่านกัน แต่ก็ต้องถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งของคนที่ชอบนะครับ และคงจะสอดคล้องกับคำขวัญวันเด็กในปีนี้ที่บอกไว้ว่า ‘เรียนรู้ตลอดชีวิตคิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี’