17 October 2002

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ยินการพูดถึงในเรื่องของผู้นำและอำนาจค่อนข้างบ่อย ทั้งจากบุคคลรอบๆ ตัว และจากสื่อมวลชนต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าผู้นำบางคนอยู่ในอำนาจนานเกินไปหรือมีอำนาจมากเกินไปแบบเบ็ดเสร็จ จนทำให้เกิดสภาวะที่ผิดปกติหรือผิดเพี้ยนขึ้นมาได้ จากประเด็นเหล่านี้ทำให้ผมเกิดข้อสงสัยในความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับอำนาจ (Power) เลยต้องย้อนกลับไปเปิดตำราที่เกี่ยวกับผู้นำและอำนาจดู ทำให้พบเนื้อหาที่น่าสนใจหลายๆ ประการเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับอำนาจ ที่สามารถนำมาเชื่อมโยงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ 

ก่อนอื่นคงจะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับนิยามศัพท์ของผู้นำก่อนนะครับว่าเวลาเราพูดถึงผู้นำเราหมายถึงผู้ที่สามารถชักจูง ชี้นำ หรือสั่งการให้บุคคลหรือกลุ่มคนทำตามเพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์กร ทีนี้ก็เกิดคำถามต่อไปว่าแล้วบุคคลที่เป็นผู้นำเหล่านี้เอาอำนาจมาจากไหนที่จะใช้ในการชี้นำให้คนอื่นทำตามที่ตนเองสั่งการได้ มีการวิจัยเกี่ยวกับภาวะผู้นำแล้วพบว่าอำนาจของผู้นำนั้นส่วนใหญ่แล้วจะมาจากสาเหตุที่สำคัญหกประการ ได้แก่

  1. อำนาจที่เกิดขึ้นจากหน้าที่ (Legitimate Power) ในที่นี้หมายถึงอำนาจที่ติดมากับหน้าที่หรือตำแหน่งที่ตัวเองดำรงอยู่ พูดให้ง่ายก็คือเมื่อใครมาดำรงตำแหน่งนี้ก็จะมีอำนาจตามตำแหน่งที่ดำรง แต่เมื่อใดที่หมดวาสนาแล้วอำนาจนั้นก็จะหมดไปด้วย อำนาจประเภทนี้ถือว่ามาง่ายหายง่ายนะครับอย่าไปยึดติดกับมัน เนื่องจากพอพ้นจากตำแหน่งแล้วอำนาจในข้อนี้ย่อมหมดไป
  2. อำนาจที่เกิดขึ้นจากความสามารถในการให้รางวัลผู้อื่น (Reward Power) เป็นอำนาจที่จะมีเมื่อมีสิทธิ์หรือความสามารถที่จะให้รางวัลผู้อื่น ผู้อื่นย่อมต้องทำตามที่ผู้นำสั่งเนื่องจากถ้าไม่ทำตามเมื่อใดก็ย่อมอดที่จะได้รางวัลหรือสิ่งที่ต้องการ เช่นถ้าไม่ทำตามที่นายสั่งก็อาจจะไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง 
  3. อำนาจที่เกิดขึ้นจากความสามารถในการลงโทษผู้อื่น (Coercive Power) เป็นอำนาจที่เกิดขึ้นจากแหล่งที่ตรงกันข้ามกับข้อเมื่อซักครู่ โดยถ้าลูกน้องไม่ทำตามที่ผู้นำสั่งย่อมจะถูกลงโทษ ท่านผู้อ่านอาจจะนึกถึงภาพของการ์ตูนโดอาเรมอนที่ไจแอ้นท์มักจะมีอำนาจเหนือโนบิตะ เนื่องจากถ้าโนบิตะไม่ทำตามที่ไจแอ้นท์สั่งก็มักจะถูกไจแอ้นท์ทุบตีหรือลงโทษ ถ้าใครก็ตามที่มีอำนาจจากหน้าที่ ก็มักจะมีอำนาจประเภทนี้และอำนาจจากการให้รางวัลควบคู่ไปด้วยเสมอ
  4. อำนาจที่เกิดขึ้นจากความเชี่ยวชาญและชำนาญ (Expert Power) อำนาจประเภทนี้สังเกตได้ไม่ยากครับ ผู้อาวุโสหรือผู้ชำนาญการในด้านใดด้านหนึ่งมักจะมีอำนาจในด้านนี้ที่ชัดเจน เนื่องจากเป็นอำนาจที่เกิดขึ้นจากความรู้ ความชำนาญที่มีอยู่
  5. อำนาจที่เกิดขึ้นจากการมีข้อมูล (Information Power) เดี๋ยวนี้เป็นแหล่งที่มาของอำนาจที่เริ่มทวีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากเราถือว่าข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญและมีค่า ดังนั้นใครที่มีข้อมูลที่ผู้อื่นไม่มีย่อมมีอำนาจเหนือผู้อื่น
  6. อำนาจที่เกิดขึ้นจากการที่เป็นที่เคารพและรักจากผู้อื่น (Referent Power) สังเกตง่ายๆ ครับถ้าเราเคารพ หรือยกย่องนับถือผู้ใด ผู้นั้นมักจะมีอำนาจในการสั่งการหรือชี้นำต่อเราได้ อาจจะเป็นเนื่องจากเราเชื่อฟังหรือยกย่องต่อบุคคลผู้นั้น

หกข้อข้างต้นถือเป็นที่มาที่สำคัญหกประการของอำนาจของผู้นำ ท่านผู้อ่านลองมองไปรอบๆ ตัวซิครับแล้วดูว่าผู้นำที่อยู่รอบๆ ตัวท่านนั้นมีอำนาจเนื่องจากสาเหตุใดบ้าง แต่ก็ใช่ว่าเมื่อผู้นำมีอำนาจแล้วจะสามารถสั่งการและชี้นำลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชาได้อย่างอิสระเสรี ท่านผู้อ่านที่เป็นผู้นำในองค์กรหรือหน่วยงานเคยสังเกตบ้างไหมครับว่าเมื่อท่านมีอำนาจและใช้อำนาจนั้นแล้วผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านปฏิบัติตามด้วยความเต็มใจและทุ่มเทมากน้อยแค่ไหน ความทุ่มเทหรือตอบสนองต่อการสั่งการของผู้นำนั้นย่อมขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของอำนาจนั้นด้วย ผู้นำทุกคนต้องอย่าหลงดีใจว่าเมื่อตนเองมีอำนาจแล้วจะทำให้ลูกน้องทุกคนภักดีและทุ่มเทได้อย่างถวายหัวเหมือนกันทุกคน

ได้มีการวิจัยออกมาถึงปฏิกริยาของลูกน้องต่อการชี้นำของผู้นำ โดยส่วนใหญ่นั้นการตอบสนองของลูกน้องต่อการสั่งการหรือชี้นำของผู้นำนั้นมักจะหนีไม่พ้นลักษณะ 3 ประการได้แก่

  1. ลูกน้องจะตอบสนองต่อการสั่งการของผู้นำอย่างกระตือรือร้น และทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่ การตอบสนองในลักษณะนี้ถือเป็นการตอบสนองในฝันของผู้นำหลายๆ คนที่เมื่อสั่งการอะไรไปแล้วอยากให้ผู้ใต้บังคับบัญชาตอบสนองและทำตามอย่างเต็มที่ ถึงขั้นทุ่มกายถวายหัว อย่างไรก็ดีจากการวิจัยพบว่าลูกน้องจะตอบสนองต่อการสั่งการหรือชี้นำอย่างเต็มที่นี้จะเกิดขึ้นต่อเมื่ออำนาจของผู้นำนั้นเกิดขึ้นจากความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ (Expert Power) และอำนาจที่เกิดขึ้นจากความรักและเคารพของผู้ใต้บังคับบัญชา(Referent Power) ดูแล้วก็สมเหตุสมผลนะครับ ใครต้องการให้ลูกน้องทำงานอย่างทุ่มเทต้องสร้างทั้งความนับถือและความเคารพให้เกิดขึ้นด้วย ไม่ใช่มีแต่อำนาจตามหน้าที่เพียงอย่างเดียว
  2. อีกประเภทนั้นลูกน้องจะทำตามที่ถูกสั่งหรือชี้นำเช่นกัน แต่ระดับความพยายามนั้นแตกต่างกัน โดยในประเด็นนี้ความพยายามนั้นเป็นไปอย่างพอประมาณ (Compliance) ที่จะทำตามคำสั่ง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าผลงานจะออกมาไม่ดี เพียงแต่ความพยายามและการทุ่มเทต่อการทำงานนั้น อยู่ในระดับที่พอประมาณ ปฏิกริยาเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นเมื่อผู้นำมีแหล่งที่มาของอำนาจจากหน้าที่อย่างเป็นทางการ (Legitimate) จากการมีแหล่งข้อมูล (Information) และ อำนาจในการให้รางวัล (Reward) จะเห็นได้ว่าต่อให้ท่านมีอำนาจหน้าที่อย่างเป็นทางการตามหน้าที่การงานของท่าน แต่ลูกน้องของท่านก็ทำงานให้ท่านด้วยความพยายามในระดับหนึ่งเท่านั้น 
  3. ประเภทสุดท้ายคือลูกน้องที่ต่อต้าน (Resistance) จริงๆ แล้วคงยากที่จะหาลูกน้องที่ไม่ยอมทำตามที่ผู้นำสั่ง แต่จะทำตามที่สั่งด้วยความพยายามและเต็มใจน้อยที่สุด พูดง่ายๆ ก็เหมือนกับร่างกายทำตามแต่ใจต่อต้าน ส่วนความพยายามที่จะทำให้งานสำเร็จนั้นถือว่าอยู่ในระดับที่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ลูกน้องจะตอบสนองในลักษณะนี้ต่อเมื่อผู้นำใช้อำนาจที่มาจากการลงโทษ (Coercive) พูดง่ายๆ ก็คือผู้นำคนไหนที่มีอำนาจขึ้นมาได้เนื่องจากการข่มขู่ในเรื่องของการลงโทษพนักงาน ถึงแม้พนักงานจะทำตาม แต่การทำตามนั้นมักจะเป็นไปในลักษณะของการขอไปที เหมือนจะทำแต่จริงๆ ถ้ามีโอกาสเมื่อใดไม่ทำเมื่อนั้น

ท่านผู้อ่านลองพิจารณาในเรื่องของผู้นำกับอำนาจดูนะครับว่าตัวท่านเองหรือผู้นำที่ท่านรู้จักเป็นผู้นำเหนือผู้อื่นได้ด้วยอำนาจแบบใด และใช้อำนาจแบบใดในการสั่งการและชี้นำลูกน้อง แล้วผู้ที่เป็นลูกน้องเองตอบสนองต่อผู้นำนั้นในลักษณะใด ท่านผู้อ่านคงไม่ต้องมองอื่นไกลนะครับลองหาตัวอย่างผู้นำจากรอบๆ ตัวท่านก็ได้