28 November 2002

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้เขียนถึงเรื่องเทคโนโลยีกับการพัฒนาประเทศ โดยนำเสนอในมุมมองของความสัมพันธ์ระหว่างพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีกับการพัฒนาประเทศ ซึ่งก็ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่ผู้บริหารประเทศในปัจจุบันได้เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีมากขึ้น เมื่อวันเสาร์ที่แล้วได้มีโอกาสฟังท่านนายกฯ พูดในรายการวิทยุถึงแนวคิดในการทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางด้าน นาโนเทคโนโลยี (Nano Technology) ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีสำหรับอนาคตอันใกล้ หลังจากที่ประเทศไทยตกขบวนรถด่วนในเรื่องของการเป็นศูนย์กลางหรือผู้นำในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งได้มีประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ที่ได้ประการตัวไปล่วงหน้านานแล้วว่าจะเป็นศูนย์กลางในเทคโนโลยีด้านดังกล่าว อีกทั้งประเทศอื่นก็ได้มีการพัฒนาในด้านนี้ไปพอสมควร อย่างเช่นไต้หวันก็พยายามที่จะปรับตนเองจากศูนย์กลางในเรื่องของการเป็นผู้นำด้านคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์เป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพมากขึ้น สาเหตุหนึ่งที่ไต้หวันคิดจะปรับตนเองจากด้านคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์เป็นด้านเทคโนโลยีชีวภาพนั้นเนื่องมาจากการเผชิญกับกระแสการแข่งขันจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีค่าจ้างแรงงานที่มีความสามารถและถูก ทำให้ทั้งนักลงทุนจากต่างประเทศและนักลงทุนของไต้หวันเองหันไปลงทุนในจีนแผ่นดินใหญ่กันมากขึ้น ทางรัฐบาลไต้หวันก็เกิดการหวาดกลัวผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของตนเอง ทำให้ทางรัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีชีวภาพมากขึ้น (นี้คือเหตุการณ์เมื่อสามปีที่แล้วนะครับ) 

ทางรัฐบาลไต้หวันได้มีการขยายนิคมอุตสาหกรรม Hsinchu เมื่อรองรับต่อผู้ประกอบการทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพโดยเฉพาะ ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มมีบริษัททางด้านเทคโนโลยีชีวภาพของไต้หวันเข้าไปเปิดดำเนินการในนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้แล้ว และรัฐบาลยังได้ให้การจูงใจกับบริษัทด้านเทคโนโลยีชีวภาพที่เข้าไปเปิดในนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ทั้งในแง่ของการเข้าถึงแหล่งเงินทางด้านวิจัยและพัฒนาจำนวนมหาศาล อีกทั้งการให้บริการในเรื่องของการตลาดและการจดสิทธิบัตรในสิ่งที่คิดค้นในประเทศต่างๆ ทั่วโลก อ่านดูแล้วก็คงไม่แปลกใจนะครับว่าทำไมในปัจจุบันประเทศในเอเชียจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน หรือสิงค์โปร์สามารถที่จะผันตัวเองจากการเป็นผู้ตามในเรื่องของเทคโนโลยีให้กลายมาเป็นผู้นำได้ ท่านผู้อ่านอาจจะย้อนกลับไปประมาณสามสิบปีที่แล้วซิครับที่เรามักจะนึกว่าสินค้าของญี่ปุ่นเป็นค้าไม่มีคุณภาพ มุ่งแต่ลอกเลียนแบบอเมริกา หรือเมื่อประมาณสิบปีที่ผ่านมาก็ได้ที่เรามักจะคิดว่าสินค้าจากเกาหลีเป็นสินค้าชั้นสอง มุ่งแต่ลอกเลียนแบบของญี่ปุ่น แต่ในปัจจุบันบริษัทของเกาหลีเองก็ได้กลายเป็นผู้นำในเทคโนโลยีด้านต่างๆ กันพอสมควร บริษัทอย่าง Sumsung เองก็ได้กลายเป็นคู่แข่งในตลาดโลกที่น่ากลัวสำหรับ Sony

จริงๆ แล้วเราน่าจะศึกษาต้นแบบจากประเทศเหล่านี้ถึงแนวทางในการพัฒนาและปรับตนเองจากผู้ตามให้เป็นผู้นำในเทคโลยีได้ ซึ่งถึงแม้จะไม่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งหมดทีเดียว แต่น่าจะปรับให้เข้ากับบริบทของประเทศไทยได้ หนังสือชื่อ From Imitation to Innovation ของ Linsu Kim นักวิชาการชาวเกาหลีที่พูดถึงวิวัฒนาการของอุตสาหกรรมต่างๆ ของเกาหลีที่สามารถปรับเปลี่ยนจากการเป็นผู้ตามและคอยแต่ลอกเลียนแบบผู้อื่น จนกระทั่งสามารถพัฒนามาเป็นผู้นำในด้านนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีได้ในปัจจุบัน โดยในหนังสือเล่มดังกล่าวได้พูดถึงอุตสาหกรรมหลายๆ อุตสาหกรรมที่เกาหลีสามารถเปลี่ยนจากผู้ตามมาเป็นผู้นำระดับโลกได้ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ หรืออุตสาหกรรมรถยนต์ 

 Linsu Kim ให้ความเห็นว่าพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีของประเทศที่เป็นผู้ตามมักจะสวนกระแสกับประเทศที่เป็นผู้นำ โดยเริ่มต้นจากการไปซื้อเทคโนโลยีของผู้อื่นเขามาใช้ก่อน (ผู้ซื้อ) หลังจากนั้นค่อยมีการดัดแปลงหรือพัฒนาให้ดีขึ้น (ผู้พัฒนา) แล้วสุดท้ายจึงจะมีความสามารถในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวให้เป็นของตนเอง (ผู้คิดค้น) รูปแบบนี้คงจะไม่ใช่รูปแบบเฉพาะของประเทศเกาหลีเพียงอย่างเดียว ประเทศที่เป็นผู้ตามทางด้านเทคโนโลยีก็มักจะมีพัฒนาการในลักษณะเดียวกัน แต่ปัญหาที่สำคัญก็คือถึงแม้วงจรจะเหมือนกันแต่ความสามารถของแต่ละประเทศในการก้าวข้ามแต่ละขั้นจะไม่เหมือนกัน ประเทศอย่างญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวัน สามารถที่จะปรับตัวเองจากผู้ซื้อ มาเป็นผู้พัฒนา มาเป็นผู้คิดค้นได้ภายในระยะเวลาที่ต่างกัน แต่บางประเทศก็ยังติดอยู่ในขั้นของผู้ซื้อ ไม่สามารถก้าวกระโดดให้เป็นผู้พัฒนาได้ เนื่องจากมัวแต่คิดว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่สามารถซื้อหาได้ง่าย ทำไมต้องเสียเงินมาพัฒนาด้วย ซึ่งประเทศที่มีทัศนคติเช่นนี้ก็คงต้องคอยตามและซื้อจากผู้อื่นอยู่เรื่อยไป ซึ่งท่านผู้อ่านก็ต้องอย่าลืมด้วยว่าเทคโนโลยีที่เขาขายให้กับเรานั้นมักเป็นสิ่งที่ล้าสมัยสำหรับเขาแล้ว คงไม่มีใครหรอกนะครับที่ขายสิ่งที่ใหม่ล่าสุดและเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดการได้เปรียบการแข่งให้กับคนอื่นเขาได้ง่ายๆ

บางประเทศสามารถพัฒนาเป็นขั้นของผู้พัฒนาได้ แต่ไม่สามารถก้าวข้ามกำแพงให้ตนเองกลายเป็นผู้คิดค้นได้ การเป็นผู้พัฒนานั้นก็มุ่งเน้นแต่การนำเทคโนโลยีที่ซื้อมาแล้วทำวิศวกรรมย้อนทาง (Reverse Engineering) เพื่อนำสิ่งที่ซื้อมาดัดแปลงให้เข้ากับการทำงานของตนเอง ประเทศที่ยังคงย่ำอยู่กับการเป็นผู้พัฒนานั้นจะมีความคิดตลอดเวลาในเรื่องของการลอกเลียนแบบหรือการดัดแปลงจากต้นตำรับเขาแต่ไม่ได้นึกถึงการพัฒนาขึ้นมาเอง ซึ่งพวกที่เป็นผู้พัฒนานั้นก็ยังคงจะต้องตามหลังผู้นำอยู่วันยังค่ำถ้าไม่สามารถก้าวพ้นกำแพงออกมาได้ ท่านผู้อ่านลองพิจารณาดูแล้วกันนะครับว่าประเทศไทยเราอยู่ในช่วงไหนของพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยี เป็นเพียงแค่ผู้ซื้อย่างเดียว หรือมุ่งเน้นแต่การพัฒนาเป็นหลัก หรือเราได้ก้าวข้ามกำแพงไปสู่การเป็นผู้คิดค้นแล้ว?

การที่จะก้าวข้ามแต่ละขั้นตอนก็ไม่ใช่สิ่งที่สามารถทำได้โดยง่าย จะต้ององค์ประกอบที่เหมาะสมและการช่วยเหลือที่เพียงพอจากทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงการนำไปใช้ หรือ กลไกของตลาดที่กระตุ้นและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี หรือ นโยบายของภาครัฐในการส่งเสริมการพัฒนาทางเทคโนโลยีในประเทศ หรือ ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มุ่งเน้นในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์และการคิดค้นแทนการลอกเลียนแบบ หรือ แม้กระทั่งค่านิยมและความเชื่อของคนในสังคมเอง ที่จะมุ่งเน้นการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีมากกว่าการที่จะคอยแบมือรับและลอกเลียนแบบจากผู้อื่น