24 October 2002

ในช่วงนี้ที่บ้านผมกำลังติดเกมโชว์จากญี่ปุ่นรายการหนึ่งคือรายการทีวีแชมเปี้ยนที่ฉายทางช่อง 9 ผมเองได้มีโอกาสได้ดูรายการนี้บ้างเป็นบางครั้ง ซึ่งก็ดูแล้วเพลิดเพลินสนุกสนานดี แต่บทเรียนอย่างหนึ่งที่พอดูรายการนี้แล้วพอมองเห็นคือความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมและวิถีการดำเนินชีวิตของคนในชาติต่างๆ กับกลยุทธ์ทางธุรกิจที่บริษัทในประเทศนั้นๆ ใช้ ทั้งนี้เนื่องจากพอมีโอกาสได้ดูรายการนี้มากๆ ประกอบกับคิดย้อนไปถึงรายการโทรทัศน์อื่นๆ ของญี่ปุ่นที่ได้มีโอกาสดู ทำให้เห็นได้ชัดเลยว่าคนญี่ปุ่นนั้นเขาให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ๆ จนเกือบจะเรียกได้ว่าอยู่ในสายเลือดของเขาเลย ซึ่งรายการเกมโชว์เหล่านี้สามารถสะท้อนภาพให้เห็นได้อย่างชัดเจน และเมื่อพิจารณาถึงกลยุทธ์ทางธุรกิจที่บริษัทจากญี่ปุ่นส่วนใหญ่ใช้ก็สามารถสังเกตได้จากเกมโชว์ทางโทรทัศน์ที่เราชมกัน  ในสัปดาห์นี้ผมไม่ได้ตั้งใจจะมายกย่องหรือเชิดชูคนญี่ปุ่นหรือบริษัทจากญี่ปุ่นแต่ประการใดนะครับ แต่อยากให้ลองสังเกตดูว่ากลยุทธ์ทางธุรกิจที่บริษัทต่างๆ ใช้ในการแข่งขันสามารถสะท้อนได้จากวัฒนธรรมทางโทรทัศน์ได้เช่นกัน

ท่านผู้อ่านที่เคยได้ดูรายการทีวีแชมเปี้ยนทางช่อง 9 จะพบว่าเป็นรายการแข่งขันกันระหว่างผู้เข้าแข่งขันที่มีความเชี่ยวชาญหรือชำนาญในเรื่องต่างๆ จริงๆ แล้วก็คล้ายกับรายการแฟนพันธุ์แท้ที่โด่งดังทางช่อง 5 แต่ของทีวีแชมเปี้ยนนั้นการแข่งขันตอบปัญหาระหว่างผู้เข้าแข่งขันเขาจะไม่ยืนที่แป้นแล้วตอบแบบธรรมดา แต่จะต้องมีอะไรที่แปลกและแหวกแนวเสียหน่อย เป็นต้นว่าในตอนหนึ่งเขาแขวนขนมอบที่ทำจากร้านเบเกอรี่ต่างๆ ทั่วญี่ปุ่นไว้แล้ว ผู้เข้าแข่งขันจะต้องใช้ปากชิมจนบอกได้ว่าขนมอบชิ้นนั้นชื่ออะไรและมาจากร้านใด ผมดูไปก็เกิดความทึ่งอย่างหนึ่งในแง่ที่ว่าร้านเบเกอรี่ต่างๆ ทั่วญี่ปุ่น ต่างพัฒนาขนมอบประจำร้านของตัวเองขึ้นมาเป็นของตนเองที่ไม่ซ้ำและไม่สามารถหาซื้อได้จากที่อื่น ขนมอบบางชนิดเราฟังดูแล้วอาจจะแปลงประหลาดแต่ก็ปรากฎว่าเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคและก่อให้เกิดเอกลักษณ์สำหรับร้านเบเกอรี่แต่ละแห่ง ความทึ่งที่เกิดขึ้นนั้นเนื่องจากความทุ่มเทและความคิดสร้างสรรค์ของคนญี่ปุ่นในการคิดค้นและพัฒนาสูตรอาหารของตนเองขึ้นมาเพื่อสร้างความโดดเด่นและความเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ซึ่งถ้าย้อนกลับมาดูบ้านเราแล้วส่วนใหญ่พอเข้าเบเกอรี่ไม่ว่าจะร้านใดก็ตามเราสามารถหลับตาสั่งขนมได้ทันทีโดยไม่ต้องดูเมนูก่อน เนื่องจากขนมอบส่วนใหญ่ในบ้านเรามักจะออกมาคล้ายๆ กันหมด โดยความแตกต่างของแต่ละร้านในบ้านเรานั้นจะขึ้นอยู่กับความมีชื่อหรือความอร่อยในการทำขนมแต่ละชนิด ดูเหมือนว่าในไทยนั้นพอร้านไหนคิดค้นอะไรได้ใหม่และผู้คนเริ่มติดใจ ร้านอื่นก็เริ่มที่จะทำตามและลอกเลียนแบบ โดยทำได้อร่อยเท่าบ้างหรือไม่เท่าบ้าง

ตรงนี้เป็นหลักการที่เชื่อมกับกลยุทธ์ธุรกิจพอสมควร ร้านเบเกอรี่ส่วนใหญ่ของญี่ปุ่นนั้นใช้กลยุทธ์ในการสร้างความแตกต่างในสินค้าโดยอาศัยนวัตกรรมใหม่ๆ ส่วนของไทยนั้นใช้กลยุทธ์ที่เป็นลักษณะ Me-Too ที่ใครพอทำอะไรสำเร็จแล้ว คนอื่นก็จะแห่ทำตามหมด จนขาดความเป็นเอกลักษณ์หรือความแตกต่างของตนเอง และพอทุกคนทำเหมือนๆ กันหมดแล้วก็จะไปแข่งขันกันที่การดำเนินงานและราคา ซึ่งแนวทางเบื้องต้นก็คล้ายกับกลยุทธ์ที่บริษัทญี่ปุ่นและไทยส่วนใหญ่ใช้ นั้นคือบริษัทญี่ปุ่นเน้นการสร้างความแตกต่างในสินค้าจากนวัตกรรมใหม่ๆ โดยความแตกต่างเหล่านี้ผู้บริโภคจะมองเห็นและยอมรับ รวมทั้งพร้อมที่จะจ่ายเงินแพงๆ เพื่อซื้อความแตกต่างนั้น ส่วนของไทยนั้นยังขาดความเป็นเอกลักษณ์และความแตกต่างที่ชัดเจน ทำให้มักจะไปแข่งขันในเรื่องของราคาเป็นหลัก

นอกเหนือจากความคิดสร้างสรรค์ที่สังเกตได้จากเกมโชว์นี้แล้ว ถ้าท่านผู้อ่านท่านใดที่เป็นแฟนของเหล่ามดแดงหรือยอดมนุษย์ของญี่ปุ่น ก็คงจะทึ่งในความคิดสร้างสรรค์ของญี่ปุ่นที่ปรากฏออกมาในรูปแบบของยอดมนุษย์เหล่านี้เช่นกัน ผมเองจำได้ว่าสมัยเด็กๆ ดูมดแดง V1 เรื่อยไปจนถึง V9 หรือมด Super One ก็ได้เลิกติดตามไปในปี 1980 พอปัจจุบันได้กลับมาติดตามเรื่องของเหล่ามดแดงอีกครั้งพร้อมกับลูกถึงได้พบว่าหลังจาก มด V9 หรือ Super One แล้วได้มีติดตามออกมาอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นมด ZX, มดดำ, มดดำ RX, มด Shin (ตัวนี้เป็นมดจริงๆ ครับไม่ได้มีการล้อเลียนผู้ใดทั้งสิ้น), มด ZO, มด J, มด Kuuga, มด Agito, จนถึงมด Ryuki ในปัจจุบัน นอกเหนือจากเหล่ามดแดงผู้ปราบอธรรมแล้ว การ์ตูนยอดนิยมทางโทรทัศน์อีกเรื่องหนึ่งของญี่ปุ่นที่แสดงถึงความคิดสร้างสรรค์ของชาวญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจนคือเรื่องโดราเอมอน ซึ่งเป็นหุ่นยนต์แมวที่ย้อนยุคมาจากอนาคตเพื่อช่วยเหลือโนบีตะ ความคิดสร้างสรรค์ของการ์ตูนเรื่องนี้อยู่ที่ของวิเศษต่างๆ ที่โดราเอมอนดึงออกมาจากกระเป๋ามหัศจรรย์เพื่อช่วยเหลือโนบิตะและผองเพื่อน ของที่ออกมาแต่ละอย่างก็สร้างตื่นเต้นให้กับคนดูไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ 

จากตัวอย่างข้างต้นท่านผู้อ่านคงจะเห็นพ้องกับผมนะครับว่าคนญี่ปุ่นเขามีความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในด้านนวัตกรรมจริงๆ และความสามารถเหล่านี้ก็ได้ถูกถ่ายทอดมายังองค์กรธุรกิจของเขา จนกลายมาเป็นความสามารถในการแข่งขันในระดับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นระดับองค์กรธุรกิจหรือระดับประเทศ ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมถือเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้องค์กรหรือประเทศชาติประสบความสำเร็จได้ แต่ก็ต้องระวังไว้นะครับว่าเราไม่ได้เน้นที่ความคิดสร้างสรรค์เพียงอย่างเดียว จะต้องมีความสามารถในการนวัตกรรมด้วย ทั้งนี้เนื่องมีตัวอย่างที่ชัดเจนจากหลายๆ องค์กรและหลายประเทศที่มีความสามารถในด้านการสร้างสรรค์ สามารถคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ออกมาได้ตลอดเวลา แต่ขาดความสามารถในเชิงนวัตกรรม นั้นคือการขาดความสามารถในการนำสิ่งที่คิดค้นใหม่ๆ นั้นออกไปเป็นสินค้าหรือบริการที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับลูกค้า เคยมีผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในไทยที่บอกผมว่าไทยเองก็มีผลงานความคิดสร้างสรรค์ทางด้านวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ มากมาย แต่ผลงานเหล่านั้นมักจะถูกเก็บไว้บนหิ้งไม่ได้มีการนำมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้เท่าที่ควร

ถ้าเราอยากจะพัฒนาประเทศไทยให้มากกว่านี้ การพัฒนาขีดความสามารถในด้านความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมถือเป็นปัจจัยที่สำคัญ แต่ไม่ใช่อยู่ดีๆ ถ้าอยากจะพัฒนาก็พัฒนาขึ้นมาได้ ตัวอย่างของประเทศญี่ปุ่นคงจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมนั้นถ้าจะให้ดีแล้วจะต้องถูกฝังรากลงไปในวัฒนธรรมและวิถีการดำรงชีวิตของคนในประเทศนั้นๆ ไม่ใช่เพียงแค่การทุ่มเทงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องปลูกฝังความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมลงไปในวิถีการดำรงชีวิตของคนในชาติด้วย

คงจะเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่าองค์กรธุรกิจหรือใครก็แล้วแต่ถ้าต้องการที่จะประสบความสำเร็จเหนือผู้อื่น จะต้องสามารถสร้างความแตกต่างได้เหนือผู้อื่น ถ้าทุกองค์กรหรือทุกคนเหมือนกันหมด ย่อมยากที่จะโดดเด่นเหนือผู้อื่นได้ และวิธีการหนึ่งที่จะทำให้เราแตกต่างจากผู้อื่นได้ก็คงจะหนีไม่พ้นในเรื่องของนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์

ดูเหมือนว่าความสามารถในการสร้างความแตกต่างด้วยความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมนั้น ถ้าจะทำให้เกิดขึ้นจริงๆ คงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้บริหารหรือองค์กรธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ดูเหมือนว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะต้องถูกฝังรากและค่อนข้างที่จะเป็นรากที่ฝังอย่างหยั่งลึกลงในวัฒนธรรมและวิถีในการดำรงชีวิตของคนในชาตินั้นด้วย

 นอกเหนือจากความคิดสร้างสรรค์แล้ว บทเรียนที่สำคัญที่ได้อีกอย่างหนึ่งจากรายการนี้ก็คือความมุ่งมั่นและทุ่มเทของคนญี่ปุ่นที่พอให้ความสนใจในเรื่องใดแล้วจะมุ่งมั่นจนมีความเก่งกาจในเรื่องนั้นอย่างเต็มที่ จริงๆ แล้วในบ้านเราก็สามารถเปรียบได้กับรายการแฟนพันธุ์แท้ของคุณปัญญา