13 December 2002

ในช่วงระหว่างวันที่ 12 – 14 ธันวาคม ที่ผ่านมา ทางคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้จัดสัมมนาทางวิชาการระดับนานาชาติของ Asia Academy of Management ภายใต้หัวข้อ ‘Innovating Asian Management in the 21st Century’ หรือถ้าพอจะกล้อมแกล้มแปลเป็นไทยก็คงจะหมายถึง ‘นวัตกรรมด้านการจัดการของเอเชียในศตวรรษที่21’ ซึ่งมีนักวิชาการกว่า 200 คนจากทุกทวีปทั่วโลกมาเข้าร่วมสัมมนา การจัดสัมมนาทางวิชาการในลักษณะนี้จะจัดขึ้นทุกสองปี โดยหมุนเวียนไปตามประเทศต่างๆ ในเอเชีย และครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม โดยสองครั้งแรกจัดที่ฮ่องกงและสิงค์โปร์ ส่วนในอีกสองปีข้างหน้าจะไปจัดที่เซี่ยงไฮ้ เนื้อหาสาระที่สำคัญของการสัมมนาในครั้งนี้จะเกี่ยวข้องกับแนวคิดทางการบริหารจัดการเป็นหลัก โดยครอบคลุมในเรื่องต่างๆ ที่หลากหลายตั้งแต่ ภาวะผู้นำ พฤติกรรมองค์การ การสื่อสารภายในองค์กร การบริหารทรัพยากรบุคคล ผลกระทบของวัฒนธรรมองค์การ การบริหารเชิงกลยุทธ์ การบริหารการเปลี่ยนแปลง การค้าระหว่างประเทศ ฯลฯ 

ประเด็นน่าสนใจที่เห็นได้จากการสัมมนาในครั้งนี้ก็คือความตื่นตัวและความกระตือรือร้นของนักวิชาการจากทุกมุมโลกต่อการบริหารการจัดการในทวีปเอเชีย ทั้งนี้เนื่องจากในการสัมมนาในครั้งนี้นอกเหนือจากนักวิชาการจากประเทศในเอเชียแล้ว ยังมีนักวิชาการจากอเมริกา ยุโรป และออสเตรเลียมาร่วมเป็นจำนวนมาก จะเรียกว่าระหว่างฝรั่งกับคนเอเชียนั้นมีจำนวนครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือในปัจจุบันมีนักวิชาการชาวตะวันตกเป็นจำนวนมากที่มาทำงานประจำอยู่ในเอเชีย ซึ่งที่พบส่วนใหญ่นั้นจะเป็นที่สิงค์โปร์และฮ่องกง และในขณะเดียวกันก็มีชาวเอเชียจำนวนหนึ่งที่ไปสอนหนังสืออยู่ในอเมริกาหรืออังกฤษ ซึ่งก็จะมีทั้งคนจีน อินเดีย และไทย แสดงว่าภายในแวดวงวิชาการนั้นก็ได้เข้าสู่ความเป็นโลกาภิวัฒน์แล้วพอสมควร

ถ้าหันมาดูเรื่องที่ได้มีการนำเสนอในงานสัมมนาทางวิชาการในครั้งนี้จะพบว่าถึงแม้เรื่องต่างๆ จะมีความหลากหลายกันพอสมควร แต่ในขณะเดียวกันก็พอจะมองเห็นแนวโน้มทางด้านการจัดการที่น่าสนใจหลายประการ อาทิเช่น มีการนำเสนอผลงานทางวิชาการที่ศึกษาถึงภาวะผู้นำในเอเชียเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำหรือผู้บริหารชาวจีน ทั้งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับลักษณะของภาวะผู้นำหรือที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของผู้บริหารจีน แสดงว่าในปัจจุบันประเทศจีนนอกจากจะเป็นแหล่งผลิตสินค้าต้นทุนต่ำ และเป็นตลาดขนาดใหญ่แล้ว ยังเป็นตลาดขนาดใหญ่สำหรับนักวิชาการในการทำวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ นอกจากนี้ยังพบว่าผลงานวิชาการจำนวนมากที่นำเสนอในครั้งนี้นำเสนอในเรื่องของการศึกษาเกี่ยวกับการทำงานเป็นทีมหรือผลกระทบของทีมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมบริหารระดับสูงขององค์กร พอค้นกำหนดการด้วยคำว่า ‘Top management team’ แล้วพบผลงานวิชาการที่มีประโยคนี้โดยตรงถึงห้าเรื่อง แสดงให้เห็นถึงความสนใจของนักวิชาการที่มาประชุมต่อการทำงานเป็นทีมของผู้บริหารระดับสูงในระดับที่มากพอสมควร

เรื่องอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจทั้งจากที่ได้สัมผัสจากการสัมมนาในครั้งนี้และครั้งที่แล้วที่สิงค์โปร์คือได้มีการวิจัยและศึกษาถึงในเรื่องของ Guanxi กันพอสมควร จริงๆ แล้วคำๆ นี้พวกเราก็พอจะคุ้นเคยกันดี ถ้าแปลเป็นไทยก็คือความสัมพันธ์ (Connection) ระหว่างบุคคลแต่ละคน ซึ่งในวัฒนธรรมการทำงานแบบโลกตะวันออกนั้นค่อนข้างให้ความสำคัญเป็นจำนวนมาก จนได้มีการทำวิจัยในเรื่องนี้ออกมากันพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีคนจีนอยู่เป็นจำนวนมาก อีกหัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจและสามารถเรียกร้องความสนใจจากผู้ฟังได้มากพอสมควรคือเรื่องของความแตกต่างระหว่างเพศ และ การคุกคามทางเพศ (Gender Differences and Sexual Harassment) ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่นักวิชาการตะวันตกได้ให้ความสนใจกันมานานพอสมควรแล้ว แต่เพิ่งตื่นตัวกันในเอเชีย สำหรับในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพยากรบุคคลนั้นพบว่าเนื้อหาที่ได้มีการนำเสนอส่วนใหญ่มักจะมุ่งเน้นไปที่ความกินดีอยู่ดีของบุคลากรภายในองค์กรเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความเครียดของพนักงาน การพัฒนาทักษะและความสามารถของบุคลากรภายในองค์กร ทัศนคติของพนักงาน เป็นต้น

 นอกเหนือจากประเด็นของเนื้อหาทางวิชาการที่ได้พยายามมุ่งเน้นมาทางเอเชียเพิ่มขึ้นแล้ว แนวโน้มที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่เห็นในปัจจุบันก็คือความตื่นตัวในเรื่องของหนังสือทางด้านการบริหารที่เกี่ยวข้องเอเชียที่ออกมาเพิ่มมากขึ้น ทั้งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวผู้บริหาร ลักษณะของโครงสร้างและวัฒนธรรมองค์กร กลยุทธ์ขององค์กร แนวทางการบริหารทรัพยากรบุคคล ฯลฯ ที่ออกมาในแนวเอเชียเพิ่มมากขึ้น สังเกตได้จากร้านหนังสือที่ขายหนังสือด้านวิชาการไม่ว่าจะเป็นศูนย์หนังสือจุฬาฯ หรือ เอเชียบุคส์ ปรากฎการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นภูมภาคนิยมมากขึ้นในแวดวงวิชาการ นั้นคือแทนที่เราจะรับเอาเนื้อหาทางวิชาการจากต่างประเทศมาสอนเพียงอย่างเดียว ชาวเอเชียเองก็ได้พยายามที่จะสร้างศาสตร์หรือองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องและเป็นของชาวเอเชียโดยเฉพาะ เดี่ยวนี้มีตำราเรียนด้านการจัดการหลายๆ เล่มที่มักจะเติมคำว่าเอเชียต่อท้าย ไม่ว่าจะเป็นตำราเรื่องของการจัดการและองค์การ(Management and Organization) ซึ่งเป็นตำราพื้นฐานด้านการจัดการที่นิสิตด้านการบริหารธุรกิจทุกคนจะต้องเรียน ก็มีตำราเรื่องการจัดการภายใต้มุมมองของเอเชีย (Management: Asia Perspective) ออกมา หรือตำราด้านการจัดการเชิงกลยุทธ์ก็มีตำราที่มีกรณีศึกษาเฉพาะของบริษัทในเอเชีย

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่ดีเนื่องจากแนวคิดการบริหารที่ชาวตะวันตกคิดค้นขึ้นมานั้นก็ไม่แน่ว่าจะเหมาะสมสำหรับคนเอเชีย จริงๆ แล้วชาวเอเชียเราก็มีนักคิดทางด้านการบริหารการจัดการหลายท่าน เพียงแต่แนวคิดของแต่ละท่านนั้นไม่ได้มุ่งมาเพื่อตอบโจทย์ขององค์กรธุรกิจโดยเฉพาะ แต่มุ่งสำหรับวัตถุประสงค์อย่างอื่น เพียงแต่ถ้าเราสามารถประยุกต์แนวคิดเหล่านั้นมาได้ก็จะกลายเป็นคัมภีร์ทางด้านการจัดการที่ดีสำหรับคนเอเชียโดยเฉพาะ เริ่มตั้งแต่คำสอนของพระพุทธเจ้า (จริงๆ แล้วคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ได้เหมาะกับคนเอเชียเท่านั้นแต่เหมาะกับคนทั้งโลก) ที่ตอนนี้แนวคิดทางด้านการจัดการใหม่ๆ หลายประการก็มีแนวคิดที่สอดคล้องและใกล้เคียงกับคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ว่าจะเป็นคำสอนเกี่ยวกับการเกิด แก่ เจ็บ ตายของชีวิตมนุษย์ก็ใกล้เคียงกับวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์และวงจรชีวิตอุตสาหกรรม หรือ หลักในเรื่องของอริยสัจ 4 ที่มีความใกล้เคียงกับแนวคิดของ Balanced Scorecard ที่กำลังเป็นที่นิยมกันอยู่ในปัจจุบัน นอกจากพระพุทธเจ้าแล้ว ซุนหวู่ก็ถือเป็นนักกลยุทธ์ชั้นนำของโลก ตำราทางด้านกลยุทธ์เล่มแรกของโลกก็คือตำราพิชัยสงครามของซุนหวู่ ซึ่งก็มีหนังสือหลายเล่มที่ได้แตกแนวคิดของซุนหวู่ออกเป็นประเด็นๆ และนำมาเปรียบเทียบกับการจัดการเชิงกลยุทธ์ในปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งนวนิยายเรื่องสามก๊กก็ได้มีความพยายามในการนำลักษระของผู้นำในแคว้นต่างๆ ในสามก๊กมาโยงกับแนวคิดในเรื่องของภาวะผู้นำ นอกจากนี้ยังมีหนังสือเรื่องคัมภีร์แห่งห่วงทั้งห้า (The Book of Five Rings) ของมิยาโมโต มุซาชิ ซึ่งเป็นนักดาบที่ยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่นในอดีต ที่เปรียบเสมือนตำราด้านกลยุทธ์เล่มแรกของญี่ปุ่น ที่นักธุรกิจญี่ปุ่นยังใช้เป็นแนวทางในการทำธุรกิจอยู่ในปัจจุบัน

ประเด็นที่น่าสนใจทั้งจากงานสัมมนาทางวิชาการในครั้งนี้และจากแนวโน้มของหนังสือด้านการบริหารของเอเชียที่มีมากขึ้นทุกขณะนั้นทำให้เกิดข้อน่าสังเกตว่าจริงๆ แล้วหลักการและแนวคิดทางการบริหารที่เราใช้อยู่นั้นควรจะมีลักษณะที่เป็นลักษณะจำเพาะสำหรับแต่ละภูมิภาค (Localize) มากขึ้นหรือไม่ ซึ่งก็ดูจะขัดกับกระแสโลกาภิวัฒน์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วไป ในความเห็นของผมแล้วหลักการพื้นฐานในด้านการจัดการและบริหารธุรกิจนั้นส่วนใหญ่จะมาจากพื้นฐานหรือรากฐานเดียวกันไม่ว่าจะมาจากตำราของ Peter Drucker, Michael Porter, ซุนหวู่, หรือมุซาชิ เพียงแต่การนำไปใช้นั้นจะต้องให้เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมและบริบทของแต่ละประเทศ แม้กระทั่งในทวีปเอเชียด้วยกันหลักการในการบริหารที่ใช้ได้ในประเทศจีนหรือญี่ปุ่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำมาใช้ให้ประสบผลได้ในประเทศไทย หลักการและแนวคิดทางด้านการจัดการที่เรารับมาทั้งจากโลกตะวันตกและตะวันออกล้วยแล้วแต่เป็นสิ่งที่ดี เพียงแต่เราไม่สามารถลอกมาใช้ได้เลย จะต้องมีการปรับให้เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมแบบไทยๆ